Blog

  • กสิกรไทยแน่มากจับมือเว็บอาลีบาบา พาเอสเอ็มอีไทยไปลุยตลาดจีน – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

    กสิกรไทยแน่มากจับมือเว็บอาลีบาบา พาเอสเอ็มอีไทยไปลุยตลาดจีน – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

    ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยกำลังขยายตัวต่อเนื่อง หลังจากการเติบโตของเครือข่าย 3 จี และความนิยมใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมีมากขึ้นทั่วประเทศ ล่าสุดธนาคารกสิกรไทยประกาศจับมืออาลีบาบา เว็บไซต์ขายส่งชั้นนำของโลก ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่กำลังแสวงหาตลาดใหม่ในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซจีน และยังร่วมมือกับ Alipay (Alipay.com) ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์สำหรับบุคคลที่สาม นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมกับอาลีบาบาดอทคอม สนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยจำหน่ายสินค้าแก่ผู้ซื้อที่มีศักยภาพในกว่า 240 ประเทศทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน Alibaba.com เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย สามารถขยายไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมสินค้าในหมวดการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร อัญมณี เครื่องประดับ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำ จากข้อตกลงดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจะสามารถสมัครเป็นสมาชิกระดับ Verified Member หรือ Gold Supplier ผ่านธนาคารกสิกรไทย เพื่อรับสิทธิประโยชน์และบริการสุดพิเศษต่าง ๆ ทั้งนี้ ลูกค้าที่เป็นสมาชิกระดับ Verified Member หรือ Gold Supplier ทุกรายจะต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจาก Alibaba.com และหน่วยงานที่สาม ทำให้ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เป็นสมาชิกระดับ Verified Member หรือ Gold Supplier ผ่านธนาคารกสิกรไทย ยังสามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านการตลาดออนไลน์ที่จัดโดย  Alibaba.com  ได้ฟรี พร้อมทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านเว็บไซต์ http://th.alibaba.com นายทิโมที เหลียง ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ เว็บไซต์อาลีบาบาดอทคอม กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้น  ผู้ซื้อต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ซัพ พลายเออร์ไทยจะต้องยอมรับการเปลี่ยน แปลงและเข้าใจความต้องการของผู้ซื้อ จึงจะสามารถยืนในตลาดส่งออกที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงได้ ธนาคารกสิกรไทยได้เชื่อมระบบชำระเงิน K-Payment Gateway กับระบบ Alipay Account เพื่อช่วยเหลือลูกค้าวิสาหกิจของธนาคารกสิกรไทยในการเปิดช่องทางการเรียกเก็บเงินออนไลน์แบบข้ามพรมแดน ในฐานะผู้ให้บริการชำระเงินออน ไลน์ผ่านบุคคลที่สามที่ใหญ่ที่สุดของจีน Alipay ได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน และความสนใจของผู้บริโภคชาวจีนที่มีต่อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบัน มีผู้บริโภคกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกซื้อสินค้าจีนผ่าน Alipay จากตัวเลขของทางการไทย นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยในปี 2556 มีจำนวนถึง 4.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18 ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย สินค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน เนื่อง จากมีรูปแบบที่แปลกตาและฝีมือที่ประณีตงดงาม การบรรลุข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง Alipay และธนาคารกสิกรไทย จะทำให้เอสเอ็มอีไทยสามารถนำเสนอสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคชาวจีนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการ Alipay ของจีนยังสามารถใช้รูปแบบการชำระเงินที่ตนเองคุ้นเคย ซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ของผู้ประกอบการไทยแบบข้ามพรมแดนได้อีกด้วย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสิกรไทยแน่มากจับมือเว็บอาลีบาบา พาเอสเอ็มอีไทยไปลุยตลาดจีน – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

  • อนาคตหวยไทยจะไปทางไหน? หนีไม่พ้นพายเรือในอ่าง

    อนาคตหวยไทยจะไปทางไหน? หนีไม่พ้นพายเรือในอ่าง

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่!! ที่คนไทยทุกคนต้องยอมรับความจริงว่า…ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดก็ไม่เคยมีใครสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ!  นั่นก็คือ…ปัญหาราคาลอตเตอรี่แพง ที่แม้ราคาที่สำนักงานสลากกินแบ่ง ได้กำหนดราคาขายไว้อย่างชัดเจนว่าฉบับละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว บรรดา “เซียนหวย” หรือ “นักเสี่ยงโชค” ต้องควักเงินไม่ต่ำกว่า 100 บาท เพื่อจะได้ลอตเตอรี่สักคู่หนึ่ง และถ้าเป็นเลขเด็ดเลขดัง…อาจต้องควักถึง 120-150 บาทด้วยซ้ำ ดีเดย์รื้อโควตาหวย  แม้ว่าความพยายามในการรื้อระบบโควตาลอตเตอรี่จำนวนกว่า 43 ล้านฉบับ ของ “สมชัย สัจจพงษ์” ประธานคณะกรรมการสลากฯ คนใหม่ กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 ก.ย.นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาแพง ตามแรงกดดันของสังคมและในฐานะประธานคณะกรรมการ ที่ต้องแสดงฝีมือให้เห็น โดยนำมาจัดสรรใหม่ให้กับ พ่อค้า-แม่ค้ารายย่อยตัวจริงเสียงจริง ที่ต้องการขายลอตเตอรี่เพื่อหาเลี้ยงชีพ วิธีการนี้…เป็นการตัดตอนการแสวงหาผลประโยชน์ทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างกระบวนการขาย การกระจายลอตเตอรี่ให้ถึงมือ นักเสี่ยงโชคโดยตรง รวมทั้งเป็นการเพิ่มสัดส่วนยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ให้มากขึ้น แต่ต้องไม่ให้มีการผูกขาดเหมือนอดีตอีก ที่แม้จะอ้างว่ามีการกระจายลอตเตอรี่ไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่รายใหญ่รายเดิมเพียงไม่กี่รายเท่านั้น  เรียกได้ว่าการรื้อโควตาลอตเตอรี่ที่กำลังจะครบกำหนด จำนวนกว่า 43 ล้านฉบับในครั้งนี้ ถือเป็นการล้างโควตาลอตเตอรี่ครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้งสำนักงานสลากฯ ก็ว่าได้  หวังล้างอำนาจเดิม  เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า สาเหตุหลักที่แท้จริงของการรื้อระบบโควตาลอตเตอรี่ไม่ว่าจะครั้งใดปีใดก็ตาม ก็คือการล้างอำนาจของ “เจ้าพ่อเจ้าแม่” ตัวจริง ที่เป็นผู้กุมอำนาจในการขาย ลอตเตอรี่ ในแต่ละงวด ที่ตั้งตัวกำหนดราคาสลากฯ เสียเอง แม้ในแต่ละงวดผู้ที่มีโควตาจะได้รับส่วนลดจากสำนักงานสลากฯ แล้ว แบ่งเป็น ผู้ค้ารายย่อยได้ส่วนลด 7% หรือคิดเป็น 5.60 บาทต่อใบ และนิติบุคคล ผู้ค้ารายใหญ่ที่ได้ส่วน ลด 9% หรือคิดเป็น 7.20 บาทก็ตาม แต่บรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้ยังตั้งโต๊ะขายลอตเตอรี่ในราคาเฉลี่ยคู่ละ 83-85 บาท เพื่อสร้างกำไรก่อนถึงมือยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่ไม่มีโควตาเป็นของตนเองแต่ต้องมารับซื้อจากคนกลุ่มนี้ไปขายอีกทอดหนึ่ง เรียกได้ว่าต้องยืมจมูกเค้าหายใจไปก่อน ทันทีเมื่อ “ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว” ที่รับลอตเตอรี่ไปขายต่อ ราคาลอตเตอรี่ก็จะแพงมากขึ้นไปอีก เพราะตามธรรมชาติของพ่อค้าแม่ค้าเมื่อขายของไม่ว่าจะเป็นสินค้าใดก็ตามก็ต้องการ “กำไร” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเซียนหวยกว่า 20 ล้านคน จะซื้อลอตเตอรี่จาก “คนเดินขาย” ในราคาที่สูงกว่าฉบับละ 100 บาท ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังสะสมกันมานานหลายสิบปีที่ “ใคร” ก็แก้ไม่ได้เพราะแต่ละขั้นตอนของการขายมีผลประโยชน์คือ “เงิน” เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่ผิดนักที่จะเรียกบรรดาผู้รับผลประโยชน์เหล่านี้ว่าเป็น “เสือนอนกิน” เพราะผู้ที่ได้รับโควตาส่วนใหญ่กลับกลายเป็นผู้ที่ไม่ได้ขายลอตเตอรี่อย่างแท้จริง ช่วงหมดอายุสัญญา  สำหรับลอตเตอรี่ที่ใกล้หมดอายุสัญญา ประกอบไปด้วย จำนวน 43 ล้านฉบับ ที่จะครบอายุสัญญาในวันที่ 16 ก.ย.นี้ นอกจากนี้ยังมีอีก 8 ล้านฉบับ ที่จะครบอายุสัญญาในเดือน ต.ค. 57 และอีก 22 ล้านฉบับ ซึ่งเป็นลอตเตอรี่การกุศล จะครบอายุสัญญาในเดือน ส.ค. 58  ซึ่งในส่วนลอตเตอรี่การกุศลนี้ สำนักงานสลากฯ ได้จัดสรรเงินให้กับหน่วยงานทั้ง 10 หน่วยงานที่ได้รับโควตาแล้ว และหากจะต่ออายุการพิมพ์ลอตเตอรี่ในส่วนนี้ให้มีจำนวนเท่าเดิมที่ 22 ล้านฉบับ ก็ต้องเป็นมติจาก ครม.ชุดใหม่ ที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง  ปัจจุบันการจัดสรรปันส่วนลอตเตอรี่ประเภทปกติ จำนวน 50 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 500,000 เล่ม สำนักงานสลากฯ ได้จัดสรรให้กับรายย่อยและผู้พิการในส่วนกลาง 10,400 ราย จำนวน 145,000 เล่ม ขณะที่ในส่วนภูมิภาคจะจัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและคลังจังหวัด จำนวน 190,000 เล่ม เพื่อให้กับรายย่อยและผู้พิการ 19,900 ราย นอกจากนี้ยังจัดสรรให้กับองค์กรการกุศลและสมาคมผู้พิการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 95 องค์กร ซึ่งจะจัดสรรให้รายย่อย 10,000 ราย จำนวน 136,000 เล่ม  และยังจัดสรรให้กับนิติบุคคลทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคอีก 63 องค์กร รวม 931 ราย จำนวน 18,000 เล่ม และมูลนิธิสลากกินแบ่งรัฐบาล (รับชั่วคราว) 1 ราย จำนวน 11,000 เล่ม  3 หลักการกระจายหวย  การรื้อโควตาลอตเตอรี่ทั้ง 43 ล้านฉบับ นั้น ในแง่ของการปฏิบัติแล้วอาจดำเนินการได้ไม่คล่องตัวนัก จึงอาจต้องมีมาตรการชั่วคราวมารองรับไปก่อน ก่อนที่มาตรการถาวรจะได้รับความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. อย่างเป็นทางการต่อไป โดยวิธีการ กระจายลอตเตอรี่กำหนดให้ใช้หลักการใน 3 ส่วนคือ กระจายให้กับผู้ค้าที่ขายจริงในสัดส่วนที่เพียงพอ, จัดสรรให้กับนิติบุคคลเพื่อช่วยกระจายและลดความเสี่ยงต่อการขายไม่หมดในแต่ละงวด แต่ต้องกระจายให้กับนิติบุคคลเพิ่มขึ้นเพื่อลดการผูกขาด และสุดท้ายในส่วนขององค์กรการกุศล มูลนิธิ ยังมีการจัดสรรให้ต่อไป แต่ต้องมีการตรวจสอบมูลนิธิอย่างละเอียดว่าเป็น มูลนิธิที่มีการทำกิจกรรมอย่างแท้จริง มีการจัดทำระบบบัญชีที่ถูกต้อง ไม่ใช่มีสมาชิกแค่ 3-4 คน เท่านั้น แล้วรวมตัวไปจัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อหวังได้โควตา ปี 58 แก้ปัญหายั่งยืน  ขณะเดียวกัน สำนักงานสลากฯ กำหนดให้วันที่ 16 ม.ค. 58 เป็นต้นไป จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลอตเตอรี่ทั้งระบบแบบครบวงจรใหม่ทั้งหมด ทั้งการจัดสรรโควตาใหม่ การแก้ไขกฎหมายของสำนักงานสลากฯ ให้ทันสมัย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดปัญหาคนกลางและคนกินส่วนต่างได้อย่างแท้จริง หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาการจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย และผู้พิการที่ต้องการขายลอตเตอรี่ หลังจากการรับโควตาใหม่ไปแล้วด้วย เพราะการรับลอตเตอรี่ไปขายในแต่ละงวดต้องใช้เงินสดซึ่งเป็นวงเงินสูงพอสมควร หากรายย่อยที่ต้องการขายลอตเตอรี่อย่างแท้จริงแต่กลับไม่มีเงิน ก็จะทำให้ลอตเตอรี่ตกไปอยู่ในมือของคนที่มีเงินทุนหรือมีสายป่านยาวมากกว่า…  หากยังเป็นเช่นนี้… ระบบเดิม ๆ ก็จะกลับมาเป็นวังวนแบบเดิม คือผู้ที่มีเงินจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจโควตาและกำหนดราคาขายเหมือนเดิม แบบแก้เท่าใดก็ไม่หลุดพ้นปัญหาเหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง หาทางออกไม่ได้  ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่คณะกรรมการสลากฯ และผู้อำนวยการสลากฯ คนใหม่ ต้องเร่งหาทางแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดสรรโควตาทั้งระบบ แม้ว่าในเบื้องต้นแหล่งเงินทุนที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนรายย่อยไปก่อนจะหนีไม่พ้นธนาคารออมสิน ก็ตาม แต่ก็ต้องทำให้ชัดเจน ละเอียดและรอบคอบ  ณ เวลานี้ถึงแม้ว่าการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ คนใหม่จะยังไม่แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  แต่ผู้ที่มีอำนาจต้องตระหนัก! เพราะไม่ใช่เรื่อง “คนของใคร” อีกต่อไป หากก้าวข้ามไม่ได้ หรือยังตกอยู่ในกับดักเดิม ๆ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องเดินตามรอยนักการเมืองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอีก  โดยปัจจุบันภาพรวมของลอตเตอรี่ที่มีขายอยู่ในระบบมีมากถึง 74 ล้านฉบับ แบ่งเป็นลอตเตอรี่ปกติ 52 ล้านฉบับ ลอตเตอรี่การกุศลอีก 22 ล้านฉบับ ถือเป็นจำนวนลอตเตอรี่ที่มีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังเป็นจำนวนที่มากกว่าความต้องการซื้อที่มีเพียง 20 ล้านคน เท่านั้น ซึ่งลอตเตอรี่ถือเป็นสินค้าพิเศษที่ไม่สามารถใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาบริหารจัดการเพื่อลดราคาลอตเตอรี่ได้ เพราะใน 1 เล่มใหญ่ จะมีลอตเตอรี่เพียงไม่กี่ใบเท่านั้นที่สามารถขายได้ เพราะตามธรรมชาติแล้วเลขเด็ดเท่านั้นที่สามารถขายได้ดี ทั้งหมด…จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า จากนี้ไปอนาคตของลอตเตอรี่ไทย จะเดินหน้าอย่างไร ทั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และผู้อำนวยการคนใหม่ สามารถสางปัญหาได้อย่างไร หรือสุดท้าย…ปัญหาก็วนกลับมาอยู่ในวังวนเดิม ๆ!!.  วุฒิชัย มั่งคั่ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อนาคตหวยไทยจะไปทางไหน? หนีไม่พ้นพายเรือในอ่าง

  • สทท.เผยภาพรวมท่องเที่ยวฟื้น

    สทท.เผยภาพรวมท่องเที่ยวฟื้น

    นายรุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ รองประธานฝ่ายวิชาการ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) หลักสูตรความรู้เศรษฐกิจสู่ประชาคมอาเซียน จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้ ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยปรับดีขึ้น แต่ยังไม่เต็ม 100% เนื่องจากยังอยู่ในช่วงประกาศอัยการศึก ส่งผลให้บริษัทประกันภัยในต่างประเทศไม่กล้ารับประกันความเสี่ยง โดยเฉพาะยอดนักท่องเที่ยวต่างประเทศในพื้นที่กรุงเทพฯและพัทยา กลับเข้ามาเพียง 30-40% จากที่หายไป 50-60% ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ได้เสนอ คสช. พิจารณาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 20,000 บาทต่อปี แต่มีเงื่อนไขว่านักท่องเที่ยวจะต้องเข้าพักโรงแรมที่ได้มาตรฐานมีใบอนุญาตสถานประกอบการเท่านั้น คาดว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเร่งอนุมัติภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อให้ทันการวางแผนการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น รวมทั้ง การเดินหน้าปฎิรูปประเทศไทยชี้แจงนักลงทุนต่างชาติตามแผนโรดแมป และการยกเลิกวีซ่าให้ประเทศจีน 3 เดือน เชื่อว่าจะกระตุ้นตลาดคนไทยเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น สร้างรายได้ให้กับประเทศปีนี้เติบโตได้ที่ 2 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.2 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรจะจัดระเบียบการท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานโรงแรมที่มีอยู่ในไทยกว่า 20,000 แห่ง ให้สามารถได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันมีโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาตเพียง 2,000-3,000 แห่งเท่านั้น จึงจำเป็นต้องสร้างคุณภาพเพิ่มขึ้น เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีมาตรฐานได้มากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทท.เผยภาพรวมท่องเที่ยวฟื้น