Blog

  • พาณิชย์ดันไทยผู้นำสินค้าออร์แกนิค

    พาณิชย์ดันไทยผู้นำสินค้าออร์แกนิค

    นางมาลี โชคล้ำเลิศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “ออร์แกนิคเดย์”ว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนในการขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าประเภทออร์แกนิคให้เกิดความหลากหลายโดยการเจรจากับโรงแรม, ร้านอาหาร, ทรูคอฟฟี่, ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่, ซุบเปอร์มาเก็ต,และบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมการผลิตสินค้าออร์แกนิคในประเทศไทยมากขึ้นเพื่อสร้างกระแสให้ผู้บริโภคหันมารักสุขภาพมากขึ้น และส่งเสริมให้ธุรกิจออร์แกนิคของไทยเป็นเป็นผู้นำออร์แกนิคในอาเซียนในปี 64“ในส่วนหน่วยงานก็ได้ร่วมมือกับไปแล้วในระยะหนึ่งส่วนที่กำลังเจรจาอยู่เช่น กลุ่มซีพี เพื่อเป็นช่องทางที่จะนำสินค้าออร์แกนิคไทยไปจำหน่ายในตลาดจีน เนื่องจากซีพีมีช่องทางในการทำตลาดสินค้ามากมายโดยเฉพาะห้างฯเครือข่ายค้าปลีกของซีพี”ทั้งนี้นอกจากจะเพิ่มช่องทางการค้าในตลาดจีนแล้วกระทรวงฯมีแผนในการทำตลาดสินค้าออร์แกนิคในอาเซียน โดยเฉพาะ ตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซียสิงคโปร์ รวมถึงการส่งออกไปตลาดสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และขายในประเทศ เป็นต้นโดยคาดมูลค่าการค้าของสินค้าออร์แกนิคไทยจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปีจากปัจจุบันสินค้าออร์แกนิคมีมูลค่าการค้าประมาณ 3,000 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ดันไทยผู้นำสินค้าออร์แกนิค

  • กสทช.เร่งแก้ปัญหาเก็บบัตรประชาชนแลกกล่อง

    กสทช.เร่งแก้ปัญหาเก็บบัตรประชาชนแลกกล่อง

    วันนี้(6ส.ค.)ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) จัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค กรณี การแลกกล่องแปลงสัญญาณโทรทัศน์ หรือ เซ็ตท็อปบ็อกซ์ ดิจิตอล โดยมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการที่ผลิตกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ องค์กรผู้บริโภค กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ บก.ปคบ. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทคเข้าร่วมระดมความคิดเห็นน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่า เวทีดังกล่าวนี้ เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกรายมารับฟัง และรับรู้ และหาแนวทางแก้ไข กรณีการแจกใบปลิวเพื่อนำบัตรประชาชนมาแลกกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ดิจิตอล โดยหลังจากนี้จะนำข้อสรุปที่ได้เสนอเข้าคณะอนุคุ้มครองผู้บริโภค และจะนำเข้าที่ประชุมกสท. ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนส.ค.นี้ด้านน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จากการทดลองสอบถามไปที่ตัวแทนขายกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ พบว่า มีการให้ค่าหัวคิว 15 บาท ต่อราย ที่สมุทสาคร แต่ ในกทม. ให้ 50 บาทต่อราย ซี่งพบว่า ยังมีการดำเนินการแจกกล่องอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้หยุดการเดินสายขายกล่อง ผ่านผู้นำชุมชน ตามที่ กสทช. ได้ขอความร่วมมือส่วนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ระบุว่า สำหรับคูปองราคา 690 บาท นั้นคาดว่าจะมีผู้ประกอบการกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ทำการตลาดแบบไดเร็กเซลล์ มุ่งกระจายไปตามท้องถิ่นเข้าถึงผู้บริโภคทางตรงมากกว่า การไปวางจำหน่ายตามช่องทางร้านค้า แต่ทั้งนี้ต้องมีการออกหลักเกณฑ์อย่างถูกต้องก่อน เสริมสร้างความรู้ให้ประชาชนเข้าใจ และที่สำคัญคือผู้ประกอบการต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงไปตรงมา ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ที่ดำเนินการเก็บบัตรประชาชนแล้วอ้างนำมาแลกกล่องที่ผ่านมาถือว่าเป็นการกระทำที่ผิด เนื่องจากกสทช.ยังไม่กำหนดหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เร่งแก้ปัญหาเก็บบัตรประชาชนแลกกล่อง

  • “เทรนด์ไมโคร” พัฒนาแอพรักษาความปลอดภัยในมือถือ

    “เทรนด์ไมโคร” พัฒนาแอพรักษาความปลอดภัยในมือถือ

    วันนี้( 8 ส.ค.) นายเทอเรนซ์ ตัง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจคอนซูเมอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ของ เทรนด์ไมโคร เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดสมาร์ทโฟนในไทยมีอัตราการเติบโตสูงมากโดยในปี 2016 คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ใช้สูงถึง 22 ล้านเครื่อง และคนไทยจะใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงต่อวันในการใช้สมาร์ทโฟน โดยส่วนใหญ่จะใช้ในการเล่นเกม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจว่าการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ มีความเสี่ยงที่จะโดนไวรัสและมัลแวร์ต่างๆ บริษัท จึงได้เปิดตัว ดร.เซฟตี้(Dr.Safety)ซึ่งเป็นโมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับการรักษาความปลอดภัย และ ดร.บูตสเตอร์(Dr.Booster)ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ในการเล่นเกม“หลังจากเปิดตัวที่ไต้หวันเป็นที่แรกเมื่อเดือนที่แล้วและไทยถือเป็นประเทศที่สอง มียอดดาวน์โหลดแล้ว 5 แสนครั้งเมื่อถึงสิ้นปีตั้งเป้าหมายจะมียอดดาวน์โหลดเพิ่มเป็น 1 ล้านครั้ง ส่วนในประเทศไทยคาดว่าจะมียอดดาวน์โหลดประมาณ 2 แสนครั้งเมื่อถึงสิ้นปี”นายเทอเรนซ์ กล่าวต่อว่า ดร.เซฟตี้ และ ดร.บูตสเตอร์ เป็นแอพดาวน์โหลดฟรีสำหรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ โดยทำงานอยู่บนคลาด์ คอมพิวติ้ง ในส่วนของไอโอเอสกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา ซึ่งบริษัท จะเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานและให้ความรู้ว่าการดาวน์โหลดแอพพลเคชั่นในสมาร์ทโฟนก็มีความเสี่ยงในเรื่องภัยคุกคาม อย่างไรก็ตามเมื่อจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นก็อาจจะคุยกับพาร์ทเนอร์ในการกำหนดรูปแบบในการหารายได้ต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรเกมที่ปลอดภัย หรือ Safe Gaming Alliance มีสมาชิกเป็นบริษัทผู้พัฒนาเกมทั้งไทยและต่างประเทศจำนวน 53 บริษัทด้วย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เทรนด์ไมโคร” พัฒนาแอพรักษาความปลอดภัยในมือถือ