Blog

  • กองสลากฯรื้อแน่โควตา 43 ล้านฉบับ

    กองสลากฯรื้อแน่โควตา 43 ล้านฉบับ

    เมื่อวันที่ 6 ส.ค.57เวลา 09.00น. นายสมชัยสัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดเผยว่า ภารกิจหลักในตอนนี้คือการเร่งกระจายโควต้าสลากฯ ที่หมดอายุ จำนวน 43ล้านฉบับ ให้เสร็จภายในวันที่16 ก.ย.57โดยเบื้องต้นอาจพิจารณามาตรการชั่วคราวออกมาใช้ก่อน และหลังจากนั้นจะเร่งดำเนินการออกมาตรการถาวรออกมารองรับ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปและสามารถเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พิจารณาได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้สำหรับแนวทางในการดำเนินการเบื้องต้นต้องกระจายสลากฯ จำนวนดังกล่าวให้ถึงมือผู้ค้าจริงมากที่สุด รวมถึงต้องเพิ่มจำนวนยี่ปั้วให้มากขึ้นจากปัจจุบัน แต่ต้องไม่มีการผูกขาดเหมือนที่ผ่านมาขณะที่การจัดสรรโควต้าสลากฯ ให้มูลนิธิต่าง ๆ และคนพิการนั้น ยังต้องมีอยู่ แต่ต้องมีการตรวจสอบในรายละเอียดเชิงลึกว่ามูลนิธิต่างๆ มีการดำเนินงานอยู่จริงหรือไม่โดยเห็นว่าการดำเนินการแก้ปัญหาของสลากฯ ทั้งหมดเป็นอำนาจของ คสช.ไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมการสลากฯ (บอร์ด) ที่มีหน้าที่ในการสรรหาผู้อำนวยการสลากฯคนใหม่เท่านั้น"ยังบอกไม่ได้ว่าจะเพิ่มจำนวนยี่ปั้วกี่ราย เบื้องต้นคงต้องมีการเปิดรับสมัครและตรวจสอบรายละเอียดด้วย ยอมรับว่าปัจจุบันยี่ปั้วที่ได้โควต้ามีจำนวนเยอะมาก แต่ท้ายที่สุดปลายทางก็จะไปรวมเหลือ1-2 รายเท่านั้นเป็นการผูกขาดเกินไป ซึ่งมาตรการแก้ไขส่วนนี้กำลังพิจารณาอยู่"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กองสลากฯรื้อแน่โควตา 43 ล้านฉบับ

  • ชงคสช.ยกเครื่องขนส่งทางน้ำ

    ชงคสช.ยกเครื่องขนส่งทางน้ำ

    นาวาโทปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยาจำกัด เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เสนอแผนการพัฒนาการขนส่งมลชนสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยาให้กับพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาโดยเสนอให้รัฐเร่งลงทุนพัฒนาท่าเรือโดยสาร เพื่อเชื่อมต่อกับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในอนาคต ส่วนเอกชนจะลงทุนสร้างเรือโดยสารขนาดใหญ่ ที่มีมาตรฐานและทันสมัย ซึ่งคาดว่าหากเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้ จะช่วยยกระดับการขนส่งสาธารณะทางน้ำเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีผู้ใช้บริการเพียง40,000คนต่อวันเป็น200,000คนต่อวัน“เมืองหลวงที่มีแม่น้ำผ่านตรงกลางเมือง มีไม่กี่ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศที่มีแม่น้ำใหญ่ผ่าน ก็ให้ความสำคัญกับการโดยสารทางน้ำทั้งนั้น เพราะเดินทางสะดวก ไม่ติดขัดลงทุนน้อย แต่ประเทศไทยยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะระบบขนส่งเชื่อมต่ออำนวยความสะดวก ทำให้ไม่มีคนสนใจเข้ามาใช้บริการ ยิ่งในอนาคตมีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก10สาย มีหลายสายที่เป็นจุดตัดบริเวณแม่น้ำจ้าพระยา ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ที่จะต้องเร่งพัฒนาท่าเรือ เพื่อรองรับระบบดังกล่าว ขณะเดียวกันในเรื่องของการท่องเที่ย วล่าสุดมีสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำเตรียมก่อสร้างอีกอย่างน้อย3โครงการทั้ง ท่ามหาราช ยอดพิมา นและไอคอนสยาม ซึ่งการเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไปด้วยเรือทั้งสิ้น”ทั้งนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำนั้น ได้เสนอให้กรมเจ้าท่า เร่งจัดทำแผนยกระดับท่าเรือ เป็นสถานีเรือเป็นระบบปิด ลักษณะคล้ายกับระบบรถไฟฟ้าโดยปรับปรุงท่าเรือเดิม หรือสร้างใหม่ ให้มีขนาดใหญ่รองรับการเดินทางของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ปรับปรุงระบบการออกบัตรโดยสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีจอแสดงผลการเดินเรือ ระยะเวลาที่เรือถึงท่า แบ่งเขตการขึ้น-ลงโป๊ะเรือ ไม่ให้สวนทางกัน ส่วนบนหลังคา ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำมาใช้ในสถานีเรือ เบื้องต้นเสนอให้นำร่องก่อน12-15ท่าเรือหลัก ใช้งบประมาณเพียง750ล้านบาทส่วนเอกชนจะลงทุนพัฒนาเรือโดยสารให้มีขนาดใหญ่ รองรับผู้โดยสารได้250ที่นั่งจากเดิม150ที่นั่ง เป็นเรือแบบสองเครื่องยนต์ ท้องเรือเปิด เพื่อลดแรงเสียดทาน สร้างคลื่นต่ำเพียง10เซนติเมตร และประหยัดเชื้อเพลิงได้20-30%ล่าสุดอยู่ระหว่างผลิตเรือต้นแบบมาทดลองวิ่ง ขณะเดียวกันยังเตรียมเสนอการต่อเรือดังกล่าว ไปยังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ )เพื่อขอสิทธิพิเศษด้านการลงทุน เบื้องต้นหากได้รับการอนุมัติจะผลิตมาใช้ก่อน6ลำวงเงิน 240 ล้านบาทนาวาโทปริญญา กล่าวถึงการปรับอัตราค่าโดยสารว่า ล่าสุดยังอยู่ระหว่างการรอพิจารณาอนุมัติ จากที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าโดยสารเรือ ของกรมเจ้าท่า คาดว่าจะเริ่มพิจารราเรื่องดังกล่าว หลังจากแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ยื่นขอปรับค่าโดยสารขึ้น2บาท แต่คณะอนุกรรมการฯได้อนุมัติให้ปรับขึ้นเพียง1บาท ซึ่งยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ เพราะยังไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่เห็นชอบ โดยการปรับขึ้นค่าโดยสาร1บาทนั้น อาจจะไม่ช่วยให้ลดภาระการขาดทะสะสมปีละ 10-12ล้านบาท ในช่วงปี55-56 ได้ แต่ก็ช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องได้ไปอีกระยะหนึ่ง“ปัจจุบันบริษัทมีเรือให้บริการอยู่ 90ลำแต่นำมาให้บริการจริง50 ลำที่เหลือ ได้ส่งซ่อมบำรุง เพื่อปรับสภาพให้สามารถนำมาให้บริการได้ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้แบกรับต้นทุนมาตลอด โดยเฉพาะค่าน้ำมันดีเซล เพราะค่าโดยสารตอนนี้ต่ำกว่าต้นทุนจริงคือ ต้องอยู่ในระดับน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ25บาท แต่ปัจจุบันน้ำมันดีเซลใกล้ลิตรละ30บาท ซึ่งบริษัทแบกรับมาอย่างนี้มาแล้ว7-8ปีแล้ว หากไม่ปรับขึ้น ก็คงต้องขาดทุน และไม่อยากให้มองว่าปรับขึ้นครั้งนี้ จะกระทบต่อผู้โดยสารมาก และหลายคนคงเข้าใจสถานการณ์”ทั้งนี้หากปรับขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนขึ้นอีก1บาทจะส่งผลให้เรือธงธรรมดาปรับราคาขึ้นเป็น11-13-15บาท จากเดิม10-12-14 บาท ธงส้ม เพิ่มขึ้นเป็น16บาทจาก15 บาท และธงเหลือง เพิ่มขึ้นเป็น21บาทจากเดิม20บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงคสช.ยกเครื่องขนส่งทางน้ำ

  • ทุ่ม2หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.8%

    ทุ่ม2หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.8%

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเร่งสรุปภาระงบประมาณ ที่จะใช้การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการขึ้น 8% รวมถึงการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการบำนาญ การปรับค่าครองชีพ และเบี้ยเลี้ยง ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อจะได้จัดสรรงบประมาณปี 58 ได้ทัน ส่วนจะให้การปรับฐานเงินเดือนเมื่อไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคสช.เบื้องต้น กระทรวงการคลังคาดว่าจะใช้เงินปรับฐานเงินเดือนข้าราชการกว่า 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังดูในรายละเอียด ว่าฐานะการคลังจะรับภาระมากได้ขนาดไหน โดยการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ8% อาจจะปรับให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยเป็นหลัก ส่วนข้าราชการระดับกลางและระดับสูง ก็จะได้ปรับฐานเงินเดือนลดต่ำกันลงมา“การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ ก็จะต้องมีผลกับข้าราชการบำนาญด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และข้าราชการบำนาญจำนวนไม่น้อย ได้บำนาญต่ำ ทำให้การดำรงชีพลำบากมากขึ้น เพราะภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีปัญหา และค่าครองชีพสูงขึ้น”นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยว ว่าการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ จะปรับก่อนการเพิ่มเงินเดือนประจำปี หรือปรับฐานหลังการเพิ่มเงินเดือนประจำปี ที่อยู่ปีละ 6% ซึ่งเป็นอัตราที่เห็นว่ามีความเหมาะสม สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย แต่ในการใช้ชีวิตเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ทันกับครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตา มในส่วนของการเพิ่มค่าครองชีพจาก1,500 บาทเป็น 2,000 บาท เป็นเรื่องที่ดำเนินการไม่ยาก รวมถึงการค่าเบี้ยเลี้ยงที่อยู่วันละกว่า 200 บาท ที่กำลังพิจารณาเพิ่มไม่เป็นภาระกับงบประมาณมาก เพราะเป็นการจ่ายเฉพาะครั้ง ที่มีการเดินทางทำงานนอกสถาน ที่หรือนอกเวลาเท่านั้น ไม่ได้เป็นการจ่ายประจำ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทุ่ม2หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.8%