Blog

  • บริษัทร่วมทุนไทย จ่อเซ็นลงทุนทวาย 3 หมื่นล.

    บริษัทร่วมทุนไทย จ่อเซ็นลงทุนทวาย 3 หมื่นล.

    นายอาคมเติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่าในช่วงการประชุมระดับสุดยอดผู้นำอาเซียน(อาเซียนซัมมิต)ครั้งที่25ระหว่างวันที่12-13พ.ย.นี้ที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์คาดว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะมีการลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่างบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์(ไอทีดี)กับสวนอุตสาหกรรมโรจนะเพื่อเข้าพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องในระยะแรก เพราะจากการประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนมีเพียงบริษัทร่วมทุนไอทีดี-โรจนะเพียงรายเดียวเท่นนั้นที่เข้ามายื่นข้อเสนอโดยการพัฒนาพื้นที่ในระยะแรกนั้นจะพัฒนาพื้นที่จำนวน27ตารางกิโลเมตรจากทั้งหมด 196ตารางกิโลเมตรรวมทั้งการลงทุนพัฒนาถนนเชื่อมต่อจากชายแดนประเทศไทยไปยังโครงการด้วย “การเปิดประมูลที่ผ่านมามีเพียงบริษัทร่วมทุนไทยยื่นข้อเสนอเข้ามาจากเดิมที่คาดว่าจะมีทางญี่ปุ่นเข้ามายื่นด้วยแต่สึดท้ายก็ไม่ได้ยื่นข้อเสนอซึ่งตอนนี้ทางเมียนมาร์กำลังอยู่ระหว่างดูรายละเอียดการประมูลคาดว่า จะตัดสินใจได้ภายในปลายเดือนต.ค.นี้และหากถ้าไม่มีอะไรก็คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ในช่วงประชุมอาเซียนซัมมิต โดยการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวนั้นก่อนหน้านี้ทางไอทีดีได้เริ่มลงทุนโครงการไปบางส่วนแล้วแต่หลังจากได้กำหนดให้มีการโอนสัมปทานเดิมของไอทีดีมาให้บริษัททวาย เอส อี แซด ดีเวลล๊อปเม้นท์จำกัดซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการก็ทำให้ไอทีดีต้องหยุดไป” ขณะเดียวกันหลังจากได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการในระยะแรกแล้วในระยะต่อไปจะเริ่มดำเนินการทันทีโดยล่าสุดยังต้องรอผลศึกษาให้เสร็จสิ้นก่อนและคาดว่าในระยะนี้ญี่ปุ่นอาจสนใจเข้ามาร่วมลงทุนด้วยซึ่งการพัฒนาในระยะนี้จะครอบคลุมโครงสร้างหลักต่างๆในโครงการ โดยในภาพรวมทั้งหมดจะครอบคลุม งานก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าระบบน้ำ การพัฒนาชุมชนการพัฒนาเมืองและการจัดทำแผนโยกย้ายคนออกจากพื้นที่ นายอาคมกล่าวว่า ในด้านกลไกการบริหารโครงการนั้นล่าสุดได้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการร่วมจากที่มีอยู่ทั้งหมด3ระดับในรัฐบาลก่อนคือ คณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย-เมียนมาร์(เจเอชซี)คณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-เมียนมาร์(เจซีซี)และคณะทำอนุกรรมการร่วม6สาขาเหลือเพียงคณะกรรมการระดับนโยบายและคณะอนุกรรมการฯ เท่านั้นซี่งในคณะกรรมการระดับนโยบายได้มอบหมายให้ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการร่วมกับรองนายกฯของฝ่ายเมียนมาร์ ก่อนหน้านี้นายสมเจตน์ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทวาย ดีเวลลอปเมนต์จำกัด ผู้บริหารโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวายกล่าวว่า การลงทุนในระยะดังกล่าวจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ30,000ล้านบาทโดยไอทีดีจะเป็นผู้ลงทุนหลัก ///////////////

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บริษัทร่วมทุนไทย จ่อเซ็นลงทุนทวาย 3 หมื่นล.

  • ไข่ไก่ขึ้น  20 สต เริ่ม 28 ต.ค.นี้

    ไข่ไก่ขึ้น 20 สต เริ่ม 28 ต.ค.นี้

     นายอรรณพ อัครนิธิยานนท์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมฯอยู่ระหว่างการหารือกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อร่วมปรับขึ้นราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มอีก 20 สต.ต่อฟอง หรือจาก 2.60 บาทต่อฟอง (ไข่คละ) เป็น 2.80 บาทต่อฟอง คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 57 เนื่องจากความต้องการไข่ไก่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการของร้านอาหารและโรงแรมรองรับช่วงการท่องเที่ยวไฮซีซั่น ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาราคาไข่ไก่ตกต่ำมาตลอดหรือต่ำกว่าต้นทุนที่เฉลี่ยฟองละ 3 บาท จนส่งผลให้เกษตรกรประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนักในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาหน้าฟาร์มเป็นมติของสมาคมฯที่มีการประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมาในการแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร อย่างไรก็ตามราคาหน้าฟาร์มใหม่นั้นถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคา 3.50 บาทต่อฟอง หรือต่ำกว่า 70 สต.ต่อฟอง ซึ่งราคาหน้าฟาร์ม 3.50 บาทถือว่าเป็นราคาที่สูงประวัติศาสตร์ที่เกษตรกรได้รับ ขณะเดียวกันการปรับราคาหน้าฟาร์มเป็น 2.80 บาทต่อฟองไม่จำเป็นต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในทราบเพราะอยู่ในกรอบราคาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ กำหนดให้ราคาขายหน้าฟาร์มมีกำไรไม่เกิน 20% ของต้นทุนการผลิต  อย่างไรก็ตามการปรับราคาหน้าฟาร์มครั้งนี้ก็จะส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มอีก 20-30 สต. ต่อฟอง หรือราคาอยู่ที่ 3.20-3.30 บาทต่อฟอง แล้วต่อระยะทางการขนส่ง เพราะผู้ค้าต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน “อยากให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงต้นทุนของไข่ไก่ที่เกษตรกรต้องรับภาระขาดทุนมาตลอดในช่วง 2 เดือน เพราะที่ผ่านมาราคาหน้าฟาร์มเคยลงไปสู่ระดับ 2.4 บาทต่อฟอง ซึ่งต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะเดียวกันก็อยากให้ผู้บริโภคทราบว่าไข่ไก่เป็นสินค้าที่มีโปรตีนสูงแต่ราคาถูกสุดแล้วเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ นม หรือพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น” นายอรรณพ กล่าวว่า ทางสมาคมยังมีแผนในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ 40,000 – 50,000 รายซึ่งมีการเลี้ยงไก่ไข่เฉลี่ยรายละ 500-1ล้านตัว ทั้งในระยะกลางและระยะยาวด้วย โดยระยะกลาง ทางสมาคมฯจะมีการศึกษาเพื่อวางแผนในการดูแลแม่ไก่ไม่ให้มีปริมาณมาเกินไป โดยหากปริมาณไก่ไข่มีมากเกินไปจนเกินความต้องการของตลาดอาจมีลดปริมาณแม่ไก่ไข่ลง 5-10% เพื่อให้เกิดความเหมาะสม เพราะหากมีปริมาณไข่ไก่ออกมาล้นตลาดก็จะทำให้ราคาตกต่ำลงได้ เนื่องจากการระบายไข่ไก่โดยการส่งออกไปต่างประเทศนั้นยอมรับว่าผู้ส่งออกจะได้กำไรน้อยกว่าการจำหน่ายในประเทศ เพราะต้องมีค่าขนส่ง ภาษี และค่าบริหารจัดการอื่นๆ จำนวนมาก ส่วนแผนระยะยาวก็ต้องเสนอให้ภาครัฐพิจารณาการส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานแปรรูปไข่ไก่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และดึงไข่ไก่ส่วนเกินในท้องตลาดได้ ซึ่งจะช่วยพยุงไม่ให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำเหมือนในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาจนเกษตรกรประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนัก นายอรรณพกล่าวว่า ในช่วงเทศกาลกินเจรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. – 1 พ.ย. 57 จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาไข่ไก่มากนัก ต่างจากช่วงกินเจรอบแรกระหว่างวันที่ 24 ก.ย. – 2 ต.ค. 57 เนื่องจากการกินเจในรอบ 2 จะมีผู้กินเจไม่มากนักหรือประมาณ 10% ของผู้ที่กินเจรอบแรก ซึ่งผู้ที่กินเจรอบ 2 จะเป็นกลุ่มที่มีความศรัทธาเป็นพิเศษ  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไข่ไก่ขึ้น 20 สต เริ่ม 28 ต.ค.นี้

  • “ดีแทค”จ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้น

    “ดีแทค”จ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้น

    บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มาหาชน) หรือ ดีแทค ประกาศผลกำไรงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.57 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงวดเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ไตรมาส 3 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการ ส่วนรายได้จากการบริการเสียงและข้ามแดนอัตโนมัติลดลง กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) สำหรับงวด 9 เดือนของปี 57 เท่ากับ 2.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 9% ในขณะที่อัตรา EBITDA (EBITDA margin) เพิ่มขึ้น 36.8% จาก 31.6% ในปีก่อน และจ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นในไตรมาสที่ 3 เทียบเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 144%ส่วนฐานลูกค้าผู้ใช้บริการรวมเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 3 อยู่ที่ 28 ล้านเลขหมาย โดยเป็นผู้ใช้บริการที่ย้ายไปยังเครือข่าย 2.1GHz ภายใต้ใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วจำนวน 20 ล้านเลขหมาย นอกจากนี้ ดีแทคยังคงพัฒนาเครือข่าย 3จี อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเข้าถึงการใช้งานสมาร์ทโฟนของลูกค้าเท่ากับ 41% เพิ่มขึ้นจาก 29% ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้บริการข้อมูลบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์การเมืองได้กลับสู่ความมั่นใจมากขึ้น แต่แนวโน้มทางเศรษฐกิจได้เริ่มชะลอตัวลง ดีแทคได้เปลี่ยนเป้าหมายสำหรับปี 57 ดังต่อไปนี้ 1.รายได้จากการให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย จะลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย 2. EBITDA margin จะอยู่ในช่วง35 – 37% และ 3. เงินลงทุนในเครือข่ายและทรัพย์สินถาวรอื่นไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาทนายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า สาเหตุที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ไร้สายและบริการข้อมูลบนอุปกรณ์ไร้สายยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการทำงานหรือส่วนตัว ดีแทคจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วยการสร้างเครือข่าย 3จี 4จี ที่ดีที่สุดให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงอีก 30 เมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยภายในเดือนมี.ค.58 เพื่อที่จะมอบประสบการณ์การใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมที่สุด 20 อันดับแรกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้านอกเหนือจากการลงทุนด้านโครงข่ายแล้ว ดีแทคยังมีความร่วมมือกับผู้ผลิตมือถือชั้นนำโดยเน้นสเป็กสูงในราคาเบาๆมาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ดีแทคโฟน และแฮปปี้โฟนซึ่งมียอดขายที่ดีมาก พร้อมกับความพยายามที่จะร่วมมือกับผู้ให้บริการคอนเท้นท์ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าบนโครงข่ายดีแทค

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ดีแทค”จ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้น