นายชวิต แสงอุดมเลิศ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) ผู้ให้บริการโครงข่ายสัญญาณโทรศัพย์ภายใต้ชื่อ ดีแทค เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกรายได้จากค่าบริการ เติบโตติดลบ 1 % เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้ คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะสามารถทำการเติบโตได้เพิ่มขึ้น 1% จากการจัดทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย ส่งผลมีรายได้รวมทรงตัวเท่ากับปีก่อน ที่ 70,000 ล้านบาท “ใน ช่วง 3-4 ไตรมาสที่ผ่านมา ค่าบริการที่เกี่ยวกับการโทรมีอัตราที่ลดลงจำนวนมากหลังจากที่การใช้บริการ ดาต้าอินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจสื่อสารมากขึ้น แต่มีมุมมองว่าในครึ่งปีหลังน่าจะเห็นการฟื้นตัวของค่าบริการด้านการโทรสอด คล้องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ในขณะเดียวกันรายได้จากการให้บริการดาต้าอินเตอร์เน็ตก็มีแนวโน้มการเติบโต ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพียง 1 ใน 3 ของลูกค้าทั้งหมดของบริษัท อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปจะขยายเครือข่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้รองรับความ ต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น” นอกจากนี้ในปี 58 เชื่อมั่นว่าธุรกิจสื่อสารจะกลับมาเติบโตได้ 4-5% สอดคล้องการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ที่หลายฝ่ายคาดการณ์วาจะโตระดับ 4-5% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อการบริโภคภาคครัวเรือนฟื้นตัว อีกทั้งการประมูลโครงข่ายสัญญาณ 4จีที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปี 58 จะทำให้ธุรกิจสื่อสารเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีแทครายได้ทรงตัว
Blog
-

ดีแทครายได้ทรงตัว
Facebook Comments -

ลุยออกกฎหมายลูก พ.ร.บ.ร่วมลงทุน
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เริ่มดำเนินการร่างกฎหมายลูกใน พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ (พีพีพี) ที่ค้างอยู่ 8 ฉบับ เพื่อดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาทของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่สัดส่วนของการลงทุนในรูปแบบพีพีพีจะเป็นเท่าไรนั้น คงต้องกลับมาดูรายละเอียดอีกครั้ง นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า สคร.กำลังออกกฎหมายลูกใน พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่ค้างอยู่หลายฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักเกณฑ์และมูลค่าโครงการ โดยจะเร่งหาข้อสรุปให้เร็วที่สุดภายในปีนี้ และตั้งเป้าหมายให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนอยู่ที่ 20% ของโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด รวมถึงการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สคร.เชื่อว่ากฎหมายที่ค้างอยู่หลายฉบับนั้น คาดว่าจะทันในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท ที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นการให้เอกชนเข้ามาทำงานและแบ่งเบาภาครัฐ โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มในส่วนของทุน ไม่ได้เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ การลงทุนปี 58 คาดว่าจะเห็นการจัดตั้งกองทุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อน ขนาด 16,000 ล้านบาท และตามแผนจะตั้งกองทุนฯ ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินไปใช้ขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมทั้ง แผนการลงทุนของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ที่กำลังหารือในรายละเอียด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุยออกกฎหมายลูก พ.ร.บ.ร่วมลงทุนFacebook Comments -

ศูนย์เตือนภัยฯ ชี้ แผ่นดินไหวในจีนคนละรอยเลื่อนกับไทย
น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และรักษาการที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกรณีเกิดแผ่นดินไหวในจีนว่า ไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายแน่นอนถึงแม้ว่าจะมีระยะห่างประมาณ 200กิโลเมตรก็ตาม เนื่องจากรอยเลื่อนของแผ่นดินไหวนั้นเป็นคนละรอยเลื่อนกันโดยทาง ศูนย์เตือนภัยฯได้ลงพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ดังกล่าวแล้วว่าเป็นการเกิดแผ่นดินไหวคนละรอยเลื่อนซึ่งไม่อยากให้ตกใจกลัวจนเกินเหตุอย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเตรียมพร้อมในการรับมือ ทางศูนย์เตือนภัยฯได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทำความเข้าใจและอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องโดยเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้อบรม สร้างความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ของโรงเรียนให้กับระดับผู้อำนวยการโรงเรียนภาคเหนือในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติพร้อมทั้งแผนรองรับเมื่อเกิดภัยพิบัติและการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ เพราะการเกิดแผ่นดินไหวนั้นไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ ดังนั้น ความพร้อมในการรับมือจึงสำคัญ“ในวันที่ 25ส.ค.57 นี้ ศูนย์เตือนภัยฯ จะเดินทางไป 8จังหวัดภาคเหนือ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเพราะการเกิดแผ่นดินไหวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรับรู้ร่วงหน้าได้ ประชาชนในพื้นที่จึงต้องมีความรู้ในการเอาตัวรอดให้ได้ก่อน”น.อ.สมศักดิ์ กล่าวน.อ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ช่วงหน้าฝนนี้ ศูนย์เตือนภัยฯมีความเป็นห่วงมากสุดคือ จังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะอำเภอสว่างวีระวงศ์ อำเภอเดชอุดม อำเภอนาเยียอำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอตระการพืชผล โดยเฉพาะพื้นที่ที่ราบเชิงเขาพื้นที่ทางน้ำไหลผ่านให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากพื้นที่ในจังหวัดอุบลราชธานีแล้วภาคอีสานที่น่าเป็นห่วงอีกคือ จังหวัดอำนาจเจริญ และ ศรีสะเกษ ส่วนภาคตะวันออกจังหวัดที่ต้องระมัดระวังมากสุดคือ สระแก้ว ปราจีนบุรี จันทบุรี และ ตราด เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์เตือนภัยฯ ชี้ แผ่นดินไหวในจีนคนละรอยเลื่อนกับไทยFacebook Comments