Blog

  • เอกชนหนุนกม.ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง

    เอกชนหนุนกม.ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง

    นายอิสระ บุญยัง ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว น่าจะเป็นกลไกสำคัญ ที่จะทำให้รัฐบาลลดภาระภาษีจากส่วนกลางและ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น มีความแข็งแรงและทำให้เป็นผลดีต่อประเทศชาติระยะยาว พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา แม้ว่าอาจกระทบต่อคะแนนเสียง และผู้ที่ถือครองทรัพย์สินปัจจุบันจะต่อต้าน แต่ทั้งนี้หากมีขั้นตอน หรือกระบวนการที่ทำให้ผู้เสียภาษีทำความเข้าใจ มีเวลาในการปรับตัว ขณะที่รัฐบาลกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้นให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ เชื่อว่าน่าจะได้รับการยอมรับ ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เชื่อว่าส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะจะหาซื้อที่ดินแล้วพัฒนาโครงการเลย ไม่ได้ทยอยซื้อที่เก็บไว้เหมือนอดีตแล้ว ทั้งนี้ เห็นว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีข้อดี 4 ด้านคือ เป็นการกระจายอำนาจทางการคลัง ไปสู่อปท. อย่างแท้จริง ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการรายได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลกลาง, อปท.จะประมาณรายรับได้แน่นอน จากฐานของทรัพย์สินไม่ใช่จากฐานรายได้ ทำให้รายรับค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร และจัดสรรงบประมาณประจำปีสำหรับการพัฒนาท้องถิ่นได้ค่อนข้างแน่นอน ที่สำคัญก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ที่ดิน เนื่องจากผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก ต้องเสียภาษีมาก โดยเฉพาะหากปล่อยไว้รกร้างว่างเปล่า ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด ซึ่งจะทำให้ผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากต้องนำที่ดิน ออกให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้รกร้างว่างเปล่า ซึ่งจะเป็นการลดภาระภาษีและก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อท้องถิ่นและต่อประเทศด้วย อีกทั้งประชาชนในท้องถิ่น จะให้ความสำคัญกับการบริหารและการบริการ ของอปท.มากขึ้น เพราะทุกครัวเรือนต้องเสียภาษีทุก ๆ ปีทำให้เกิดการตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ทั้งนี้ เห็นว่า หากจะบังคับใช้จริง ต้องมีช่วงเวลาสำหรับการยกเว้น หรือทยอยการจัดเก็บ สำหรับที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างเดิม ซึ่งไม่เคยเสียภาษี,ปอท.จะใช้พ.ร.บ.นี้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริม หรือชะลอการเติบโต หากให้อำนาจในการเพิ่มหรือลดภาษีมากกว่าที่ให้อำนาจไว้ในมาตรา 30 และท้องถิ่นใดที่มีนโยบายในการอนุรักษ์พื้นที่เพื่อเกษตรกรรม หรือสิ่งแวดล้อม จะมีอัตราการพัฒนาต่ำ ซึ่งจะทำให้มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีต่ำด้วย กรณีนี้ รัฐต้องมีมาตรการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนกลางเป็นกรณีพิเศษ เป็นต้น “หากมีการประกาศใช้กฎหมายจริง ก็ต้องทบทวนโครงสร้างภาษี และค่าใช้จ่ายทุกประเภท ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนมือการซื้อขาย หรือการโอนกรรมสิทธิ์ เพราะปัจจุบันแม้ว่าอาคารจำนวนมากไม่ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีบำรุงท้องที่ แต่ก็จะเสียภาษีที่เกิดจากการเปลี่ยนมือทุกทอด คือ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% จากราคาซื้อขาย ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม2% ของราคาประเมิน ภาษีเงินได้อีก 2-10% เพราะหากต่อไปที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกประเภทต้องเสียภาษีทุกปี ก็ต้องทบทวนโครงสร้างภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการโอนกรรมสิทธิ์หรือซื้อขายไปพร้อมกันด้วย”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนหนุนกม.ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง

  • แนะอุตฯยกเครื่องรับกระแสโลก

    แนะอุตฯยกเครื่องรับกระแสโลก

    รายงานข่าวจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยรายงานโครงการเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ระยะที่ 4 เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณา โดยเห็นว่า ประเทศไทยต้องเร่งหาโมเดลการพัฒนาใหม่ให้เติบโตตามทันกระแสโลก เพื่อยกระดับให้หลุดพ้นจากกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของผู้ระกอบการไทย รวมทั้งใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงในภูมิภาค สร้างความสมดุลระหว่างตลาดส่งออกระดับโลก ระดับภูมิภาค และกำลังซื้อในประเทศระยะยาว ขณะเดียวกันต้องเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน และปรับค่าตอบแทนของแรงงานให้เหมาะสม ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อมด้วย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมของไทย ต้องกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ด้านภาษีจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ต่างๆ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรประชาสัมพันธ์เรื่องดังกล่าวให้ผู้ประกอบการรับทราบ โดยเน้นสาขาอุตสาหกรรมที่ใช้ประโยชน์ค่อนข้างต่ำก่อน เช่น ผู้ส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมไปออสเตรเลีย ส่งออกเครื่องนุ่งห่มไปอาเซียน ส่งออกยางไปญี่ปุ่น ขณะเดียวกันต้องเพิ่มประสิทธิภาพ และความชัดเจนของกระบวนการใช้สิทธิประโยชน์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากรควรกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานตามระยะเวลาพิจารณาข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ และต้องพัฒนาและปรับปรุงคู่มือปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่เป็นระยะ เพื่อลดปัญหาดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมกับให้ข้อมูล และคำปรึกษาแบบจุดเดียวให้ผู้ประกอบการสามารถหาข้อมูล และวางแผนได้ นอกจากนี้ยังให้เจรจาต่อรองด้านภาษีศุลกากร รวมถึงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง พร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากโครงการความร่วมมือภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (เจเทปป้า) และความตกลงยอมรับร่วมภายใต้เจเทปป้าและอาเซียน เช่น ผลักดันโครงการตามกรอบที่ยังไม่คืบหน้า ทั้งโครงการสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ และการปรับปรุงห้องปฏิบัติการทดสอบของสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในเรื่องของลดผลกระทบจากมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี นั้น กระทรวงพาณิชย์ควรรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว และควรจัดทำระบบแจ้งเตือนให้สมาชิกรับทราบความเคลื่อนไหว พร้อมทั้งมีระบบจัดการความรู้ให้เข้าใจง่ายขึ้น ก่อนนำเสนอข้อมูลของมาตรการดังกล่าว ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ เช่น การสรุปข้อมูลตามกลุ่มสินค้า ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข ควรศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรฐานกลางร่วมกนของอาเซียน โดยอนุญาตให้สินค้าหรือสถานประกอบการ ที่ผ่านการตรวจสอบรับรองแล้วไม่ต้องมาตรวจซ้ำอีก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะอุตฯยกเครื่องรับกระแสโลก

  • หนี้สาธารณะเดือนมิ.ย.พุ่ง

    หนี้สาธารณะเดือนมิ.ย.พุ่ง

    น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมิ.ย.57 อยู่ที่ 5.642 ล้านล้านบาท คิดเป็น 46.60% ของจีดีพี เพิ่มขึ้น 109,415.89 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาโดยเป็นหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 25,385.15 ล้านบาท และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกัน เพิ่มขึ้น 88,902.24 ล้านบาท ส่วนหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน ลดลง 4,871.50ล้านบาท หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้นไม่มีหนี้คงค้าง อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่หนี้ของรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากหนี้เงินกู้ล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มขึ้น 25,800 ล้านบาท เพราะการกู้เงินล่วงหน้า 25,800 ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ภายใต้ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะฯ ที่จะครบกำหนดวันที่ 13 ก.ค.57 วงเงิน 30,000 ล้านบาท รวมทั้ง พันธบัตรออมทรัพย์ภายใต้ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งครบกำหนดอีก 50,000 ล้านบาท ทำให้วันที่ 13 ก.ค.57 จะมีพันธบัตรครบกำหนดชำระรวม 80,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกันเพิ่มขึ้น เกิดจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 1,000 ล้านบาท และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เบิกจ่ายจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ มากกว่าชำระคืนต้นเงินกู้ 89,934.40 ล้านบาท โดยเป็นการเบิกจ่ายเงินกู้ 90,000 ล้านบาท และชำระคืนต้นเงินกู้ 65.6 ล้านบาท “สำหรับเงินกู้ล่วงหน้าดังกล่าวจะนำไปให้กองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศบริหารลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ให้เกิดผลตอบแทนและลดต้นทุนในการเตรียมเงินเพื่อระดมทุน” ทั้งนี้ หนี้ต่างประเทศและหนี้ในประเทศ อยู่ที่ 5,642,430.04 ล้านบาท ได้แก่ หนี้ต่างประเทศ 382,072.15 ล้านบาท หรือ 6.77% และหนี้ในประเทศ 5.260 ล้านล้านบาท หรือ 93.23%ของยอดหนี้สาธารณะคงค้าง แบ่งเป็น หนี้ของรัฐบาล 3.933 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.084 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกัน620,861.22 ล้านบาท และ หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ  3,652.17 ล้านบาท ขณะที่ หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน โดยหนี้ต่างประเทศ ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 1,153.03 ล้านบาท ส่วนหนี้ในประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลง 2,075.28 ล้านบาท เนื่องจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพออกพันธบัตร 4,400 ล้านบาท และไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 3,782 ล้านบาท, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 1,500 ล้านบาท  และการเคหะแห่งชาติไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด  1,000 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทยชำระคืนต้นเงินตามสัญญาเงินกู้ที่ครบกำหนด 193.28 ล้านบาท สำหรับส่วนหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกัน โดยต่างประเทศลดลงจากเดือนก่อนหน้า 32.16 ล้านบาท เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้ยอดหนี้คงค้างในรูปเงินบาทลดลง และการเบิกจ่ายและชำระคืนหนี้สกุลเงินต่างๆ ทำให้ยอดหนี้คงค้างในสกุลเงินบาทลดลง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หนี้สาธารณะเดือนมิ.ย.พุ่ง