นายวัลลภ วิตนากร ประธานบริษัท ไฮเทคกรุ๊ปและที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ในปี 57คาดว่าสโมสรฟุตบอลในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สเปน เยอรมนี อิตาลี โปรตุเกส เป็นต้นมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)ชุดฟุตบอลจากงผู้ผลิตชุดกีฬาไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 4,000 ล้านบาท เนื่องจากมั่นใจในศักยภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าของโรงงานไทยโดยสโมสรฟุตบอลที่สั่งออเดอร์ชุดฟุตบอลจากไทยมากสุด จะเป็นทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, รีลมาดริด และบาร์เซโลน่า ซึ่งแต่ละทีมจะมียอดไม่ต่ำกว่า 1 ล้านชุดต่อปี เพราะเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากในระดับต้นๆของโลก และมีซุปเปอร์สตาร์ที่แฟนบอลทั่วโลกคอยติดตามสำหรับทีมที่มียอดออเดอร์รองลงมาจะเป็นทีมลิเวอร์พูล, อาเซนอล, เชลซี, บาเยิร์น มิวนิค เฉลี่ยทีมละไม่ต่ำกว่า 400,000 -600,000 ตัวต่อปี และทีมที่มีออเดอร์200,000 -300,000 ตัวต่อปี เช่น ทีม แอตเลติโก มาดริดซึ่งเป็นแชมป์ลาลีกา หรือลีกฟุตบอลอาชีพลีกสูงสุดในประเทศสเปนปีล่าสุดทำให้ความต้องการเสื้อทีมของแฟนบอลทั่วโลกมากขึ้น รวมถึงทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้แชมป์การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ หรือทีมฟุตบอลในลีกโปรตุเกสหลายทีมก็มีการสั่งออเดอร์เพิ่มเช่นกัน“ทีมที่มีผลงานเด่นๆในปีที่แล้วมีการสั่งออเดอร์เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของแฟนบอลโดยเฉพาะทีมลิเวอร์พูลที่เล่นได้ดีและได้รองแชมป์การแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ในปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นที่ประทับใจของแฟนบอลทำให้ทีมจำเป็นต้องมีการสั่งออเดอร์เพิ่มขึ้น เพราะปีนี้ทีมลิเวอร์พูลได้รับสิทธิ์ในการลงแข่งขันรายการฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือฟุตบอลสโมสรยุโรป”นายวัลลภ กล่าวว่าขณะนี้โรงงานผลิตเสื้อผ้ากีฬาของไทยก็เริ่มมีการทยอยส่งชุดที่จะรองรับการแข่งขันฟุตบอลในฤดูกาลปี57-58ไปแล้วทีมละ50,000 -60,000 ชุดต่อทีมต่อเดือน แต่ผู้ผลิตไทยอาจได้รับออเดอร์รอบ2เพิ่มจากบางทีมที่จะมีนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์เข้ามาอยู่ในทีมเพิ่มเติมเพราะหากมีนักเตะดังๆเข้ามาก็จะทำให้ความต้องการเสื้อฟุตบอลจากแฟนบอลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตามหากเจ้าของทีมฟุตบอลจะมีการสั่งออเดอร์เพิ่มเพื่อรองรับความต้องการก็จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย60-90วันในการผลิตเสื้อผ้า“ตอนนี้เจ้าของลิขสิทธิ์สโมสรฟุตบอลในยุโรปที่สั่งออเดอร์ส่วนใหญ่จะเป็นไนกี้กับอดิดาสโดยในส่วนของทีมไนกี้ส่วนใหญ่จะมีการสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานไทย เช่น ทีมแมนฯยูไนเต็ด, บาร์เซโลน่า, อาเซนอล เป็นต้น ส่วนอดิดาสนั้นส่วนใหญ่จะซื้อจากจีนมากกว่าซื้อจากไทย โดยเสื้ออดิดาส เช่น ทีม รีลมาดริด, บาเยิร์น มิวนิค, เชลซี เป็นต้น”ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนของทีมฟุตบอลที่จะมีแนวโน้มในการสั่งออเดอร์เพิ่มจากโรงงานในไทยมีหลายทีมโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดูตลาดว่าให้การตอบรับนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ดังๆที่เข้ามาใหม่มากน้อยแค่ไหนซึ่งหากมีการตอบรับมากก็จะทำให้ทีมเหล่านั้นอาจมีการทีมออเตอร์ล็อตสองเพิ่มเติมแน่นอน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีมฟุตบอลยุโรปแห่สั่งชุดกีฬาไทย
Blog
-

ทีมฟุตบอลยุโรปแห่สั่งชุดกีฬาไทย
Facebook Comments -

เอกชน-พาณิชย์ระดมแผนระบายข้าว
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่าสมาคมฯได้หารือร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศเพื่อหามาตรการในการรองรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาล 57/58ซึ่งเป็นข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะทยอยออกมาในช่วงเดือนต.ค.นี้เบื้องต้นเห็นร่วมกันว่าจะต้องหาตลาดส่งออกข้าวมารองรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปีโดยภาครัฐและเอกชนจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการไปเจรจาขายข้าวในตลาดต่างประเทศสำหรับประเทศที่จะเป็นตลาดในการไปเจรจาขายข้าวนั้นได้หารือไว้มี 4 ประเทศ คือจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดซื้อข้าวของไทยโดยลักษณะรูปแบบการเจาะตลาดจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียจะให้เอกชนเป็นตัวนำในการเจรจาหรือร่วมประมูลขายข้าวให้กับทั้งสองประเทศนี้และรัฐเป็นสนับสนุนให้เอกชนเข้าไปทำตลาด ส่วนจีนและมาเลเซียรูปแบบการขายข้าวจะเป็นการเจรจารัฐต่อรัฐ(จีทูจี)โดยมีภาครัฐเป็นตัวนำในการเจรจาขายข้าวและเอกชนสนับสนุนในการอำนวยความสะดวกให้กับภาครัฐ“หากใช้วิธีนี้ เชื่อว่าไทยจะส่งออกข้าวไปยังตลาดเหล่านี้ได้มากขึ้นอย่างมาเลเซีย และจีน ก็มีการซื้อขายข้าวผ่านรัฐอยู่แล้วเมื่อได้คำสั่งซื้อมาเอกชนจะสนับสนุนเป็นผู้ปรับปรุงข้าวและส่งออกให้ส่วนฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มประเทศที่เปิดให้มีการประมูลนำเข้าข้าวก็จะใช้เอกชนเป็นตัวนำในการไปเข้าร่วมประมูล”ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนของข้าวนาปี57/58นั้นน่าจะมีผลผลิตในระดับ27-28ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน ( 56/57) ที่มีผลผลิต 28.4 ล้านตัน ส่วนในปี55/56มีปริมาณ 26.5 ล้านตัน และ ปี 54/55 มีปริมาณ 25.8 ล้านตันนางดวงพร รอดพยาธิ์อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า แผนการระบายสต็อกข้าวรัฐบาลจะมีความร่วมมือกับเอกชนแบบใกล้ชิดมากขึ้น แต่คงไม่ไดเน้นการขายจีทูจีเป็นหลักเพราะมีหลายรูปแบบที่สามารถร่วมมือกันได้ ทั้งการขายข้าวแบบรัฐบวกเอกชนและการให้เอกชนไปหาคำสั่งซื้อและมาซื้อข้าวสต็อกรัฐอีกทอดหนึ่ง“ในส่วนการขายข้าวแบบรัฐบวกเอกชนเป้าหมายคือต้องการตลาดใหญ่ๆที่ภาคเอกชนเข้าไปทำลำบาก เช่น ฟิลิปปินส์ ตอนนี้ติดตามสถานการณ์อยู่แม้ฟิลิปปินส์จะมีการนำเข้าข้าวจากเวียดนามแต่เท่าที่ทราบพบว่าฟิลิปปินส์มีแผนต้องเปิดนำเข้าข้าวอีกมากโดยไทยต้องการเอาส่วนแบ่งตลาดคืนกลับมาและคิดว่าสต็อกที่มีอยู่น่าจะเป็นการสนับสนุนที่ดีให้กับทั้งผู้ส่งออกในการเข้าไปทำตลาดของภาคเอกชนด้วย”อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมั่นใจว่าจะสามารถเจรจาขายข้าวไทยได้มากขึ้นเพราะมีรายงานว่าขณะนี้เวียดนามเริ่มมีปัญหาหลังจากที่ขายล่วงหน้าไว้มากแต่ผลผลิตฤดูกาลใหม่ไม่ได้มากอย่างที่คาด จึงถือเป็นโอกาสของไทยซึ่งจะให้เอกชนเดินเข้าไปในช่องทางกลไกการค้าปกติ โดยมีรัฐบาลสนับสนุนอยู่ข้างหลัง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชน-พาณิชย์ระดมแผนระบายข้าวFacebook Comments -

ปั้น5ย่านการค้าดันไทยแฟชั่นอาเซียน
นางอรรชกา สีบุญเรืองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(อิสเมด) วางแนวทางผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นอาเซียนโดยสร้างการรับรู้ลักษณะเด่น 5 ย่านการค้าแฟชั่นที่สำคัญได้แก่ ย่านการค้าจตุจักร, ย่านการค้าเทอร์มินัล21 ,ย่านการค้าเสื้อผ้ามุสลิมมีนบุรี,ย่านการค้าสำเพ็ง และย่านการค้าผ้าไหมปักธงชัยให้ชาวต่างชาติรู้จัก และสร้างการรับรู้ผ่านเครือข่ายต่างๆว่าถ้าต้องการสินค้าแฟชั่นประเภทไหน จะหาซื้อสินค้านั้นในย่านการค้าแห่งใดเนื่องจากอุตฯแฟชั่นของไทย มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของต่างชาติหากสร้างการรับรู้เพิ่มเติมจะช่วยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนสำหรับความโดดเด่นการค้าทั้ง 5 ย่านที่ต้องการตอกย้ำให้ชาวต่างชาติรู้จัก คือ ย่านจตุจักรเป็นศูนย์รวมสินค้าสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งชาวไทยหรือต่างชาติซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการเสื้อผ้าเครื่องหนังและเครื่องประดับที่ชื่นชอบงานรูปแบบสตรีท อาร์ท แฟชั่นและยังมีการออกแบบและการผลิตครบวงจร ,ย่านการค้าเทอร์มินัล21เป็นศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานครที่รวบรวมสินค้าแบบมาร์เก็ตสตรีทจากทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียวเกิดจากการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการแบรนด์ไทยที่มีสไตล์โดดเด่นมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพนอกจากนี้ยังมีย่านการค้าเสื้อผ้ามุสลิมมีนบุรีเกิดจากการรวมตัวของผู้ประกอบการตัดเย็บเสื้อผ้าของชาวมุสลิมที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและชุดที่ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันทั้งชายและหญิง ที่จะเติบโตในอนาคต , ย่านการค้าสำเพ็งเป็นย่านการค้าที่รวบรวมผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าและส่วนประกอบเพื่อการผลิตเครื่องแต่งกายที่หลากหลายและย่านการค้าผ้าไหมปักธงชัยเป็นแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศมีสัดส่วนถึง 80% ของทั้งหมดซึ่งจังหวัดนครราชสีมาถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการผลิตผ้าไหมสูงสุดในภาคอีสาน“ อุตสาหกรรมแฟชั่นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเพราะมีบทบาทต่อการจ้างงานกว่า 2.2 ล้านคนและสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้มากกว่าปีละ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 10% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมดโดยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยจะเติบโตขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือยจะกลับมาได้รับความนิยมตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นกสอ.จึงกระตุ้นอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เกิดการพัฒนาเหนือคู่แข่งในอาเซียนมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับสินค้าอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย”นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุลผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (อิสเมด)กล่าวว่า สถาบันฯตั้งเป้าสร้างเครือข่ายด้วยการสร้างความคุ้นเคยในกลุ่มเพื่อผลักดันให้เกิดการรวมตัวกัน 5 เครือข่ายจาก 5 ย่านการค้าสร้างสมาชิกในเครือข่ายกว่า 75 กิจการเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 30 ต้นแบบเครือข่ายละไม่น้อยกว่า 6 ต้นแบบ ซึ่งจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมเพิ่มอีกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 75 ราย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปั้น5ย่านการค้าดันไทยแฟชั่นอาเซียนFacebook Comments