Blog

  • กสทช.แจกคูปองหนุนเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล 15ก.ย. นี้

    กสทช.แจกคูปองหนุนเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล 15ก.ย. นี้

    วันนี้ (16 ก.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.)นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ก.ค.นี้จะมีการจัดประชุม กสทช.วาระพิเศษ เพื่อพิจารณาโครงการสนับสนุนคูปองส่วนลดเงินสดสำหรับแลกซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอลโดยจะนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ 4 ภูมิภาค มารวบรวมเป็นข้อสรุปเพื่อนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ หลังจากนั้นในเดือน ส.ค. จะดำเนินการพิมพ์คูปองจัดวางระบบต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถแจกจ่ายคูปองฯ ดังกล่าวได้ไม่เกิน 15 ก.ย.นี้ทั้งนี้ กสทช.พยามจะเร่งดำเนินโครงการคูปองฯอย่างรวดเร็ วเนื่องจากเลยกำหนดกรอบที่ กสทช.จะแจกภายในเดือน ก.ค. 57 โดยเข้าใจผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ออกมาเรียกร้อง เนื่องจากได้รับผลกระทบ และสร้างความเสียหายจากการแจกคูปองที่ล่าช้าออกไปคิดเป็นมูลค่าราวๆ 1,000 ล้านบาท ต่อ เดือนนายฐากร กล่าวว่า กสทช.ยังเห็นชอบแผนการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่เพื่อจัดระเบียบการใช้คลื่น(รีฟาร์มมิ่ง) ใน 2 ย่านคลื่นความถี่ คือ 1710-1880 เมกะเฮิร์ตซและ 790-960 เมกะเฮิร์ตซ ที่หน่วยงานเพื่อความมั่นคงและผูัให้บริการโทรคมนาคมโดยย่าน 1710-1880 เมกะเฮิร์ตซ คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ ทรูมูฟเอชขณะที่ย่าน 790-960 เมกะเฮิร์ตซ มี บริษัท กสท โทรคมนาคม ทีโอที และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ใช้งานอยู่นั้น นำไปจัดสรรประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิร์ตซ และ 1800 เมกะเฮิร์ตซในอนาคต ซึ่งต้องรอนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปสำหรับแผนการกำหนดจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ คือ หน่วยงานเพื่อความมั่นคงยอมคืนคลื่นที่ใช้ใน 2 ย่านความถี่มายัง กสทช.เนื่องจากตามแผนแม่บทคลื่นความถี่ของ กสทช. กำหนดให้คลื่นทั้ง 2 ย่านใช้ในกิจการโทรคมนาคมเชิงพาณิชย์ต้องนำไปเปิดประมูล โดยหน่วยงานความมั่นคงจะได้รับการจัดสรรคลื่นในย่านความถี่ใหม่ทดแทนจากการยอมคืนคลื่นทั้ง 2 ย่าน ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยปกติ ที่หน่วยงานเพื่อความั่นคงหรือ หน่วยงานราชการ จะต้องได้รับการจัดสรรคลื่นเพื่อใช้ในกิจการทางทหารและราชการโดยไม่ต้องผ่านการประมูลอยู่แล้ว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.แจกคูปองหนุนเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล 15ก.ย. นี้

  • ปณท ผนึก กฟภ.พัฒนาระบบขนส่งประหยัดพลังงาน

    ปณท ผนึก กฟภ.พัฒนาระบบขนส่งประหยัดพลังงาน

    วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.อานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท กล่าวว่า ไปรษณียไทยร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือในโครงการศึกาษาวิจัย และพัฒนาส่งเสริมการประหยัดพลังงานในการขนส่งไปรษณีย์ และอาคารสำนักงาน ในระยะเวลา 1 ปี โดยนำร่องทดลองใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์บรรทุกเล็กไฟฟ้าแบบ 4 ล้อ ในการนำจ่ายไปรษณียภัณฑ์ รวมทั้งปรับเปลี่ยนระบบปรับอากาศและระบบไฟส่องสว่างแบบแอลอีดี( LED) ภายในอาคารสำนักงาน โดยเบื้องต้นมองว่า จะสามารถช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และพลังงานจากไฟฟ้า ได้ไม่ต่ำกว่า 10% ภายใน 4 ปีอย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ปณท ดำเนินโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน อาทิ การสนับสนุนการใช้น้ำมัน E-85 กับรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด การรับบริจาคจักรยานเก่าเพื่อนำไปซ่อมแซมและบริจาคให้แก่เยาวชน ในโครงการ ล้อ เรียน โลก การรีไซเคิลไปรษณียบัตรหมีแพนด้าเป็นโต๊ะเก้าอี้นักเรียนสำหรับนำไปบริจาค ในโครงการ ไปรษณียบัตรเพื่อน้อง ฯลฯ ถือเป็นนโยบายในการปรับปรุงและพัฒนาระบบงานด้านต่างๆ เพิ่มศักยภาพในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้การบริการในทุกด้านได้มาตรฐานตามที่ ปณท กำหนด โดย ปณท ถือเป็นหน่วยงานที่ต้องใช้พลังงานในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมีรถขนส่งไปรษณีย์และรถจักรยานยนต์นำจ่ายเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งในอาคารสำนักงานใหญ่ และที่ทำการไปรษณีย์กว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศสำหรับรถขนส่งไปรษณีย์พลังงานไฟฟ้า จะใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์บรรทุกเล็กไฟฟ้าแบบ 4 ล้อ โดยการนำจ่ายสิ่งของของที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ (ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ และหน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการ เช่น กองบัญชาการทหารสูงสุด กรมการกงสุล กรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานศาลฯ ฯลฯ รวมทั้งไปรษณีย์ไทยสำนักงานใหญ่) ซึ่งหากผลการทดสอบเป็นผลดีจะขยายไปในพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในส่วนอื่นๆ เช่น ภายในศูนย์ราชการของแต่ละจังหวัด หรือภายในมหาวิทยาลัย เป็นต้น ทั้งนี้ จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า รถดังกล่าวไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศ มีค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟฟ้าแบตเตอรี่ครั้งละประมาณ 5– 8 บาทส่วนอาคารสำนักงานใหญ่ประหยัดพลังงาน จะมีการศึกษาการปรับเปลี่ยนระบบปรับอากาศ และระบบไฟส่องสว่างแบบแอลอีดี โดยนำร่องภายในอาคารสำนักงานใหญ่ ปณท อาคารศูนย์ฝึกอบรม ฝ่ายพัฒนาบุคลากร และอาคาร Asian-Pacific Postal Union หรือ APPU โดยเปลี่ยนหลอดไฟแอลอีดี กว่า 14,550 หลอด และปรับเปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบ CHILLER ทั้ง 2 อาคาร โดยอนาคตคาดว่าจะสามารถปรับปรุงระบบส่องสว่างของอาคารที่ทำการไปรษณีย์ในสังกัด จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 แห่ง เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปณท ผนึก กฟภ.พัฒนาระบบขนส่งประหยัดพลังงาน

  • สถาบันการเงินจับมือช่วยเหลือเอสเอ็มอี

    สถาบันการเงินจับมือช่วยเหลือเอสเอ็มอี

    นายวัลลภ เดชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เปิดเผยว่า บสย. ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย และสภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจเดินหน้าแผนปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยการออกมาตรการฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อในปีแรกให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการ พีจีเอส 5 วงเงิน 55,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระชำระค่าธรรมเนียมในปีแรก วงเงิน926 ล้านบาทคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ 20,000 รายและจะส่งผลให้มีเม็ดเงินสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.7เท่าของวงเงินค้ำประกัน หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท และมีวงเงินหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า500,000 ล้านบาท“โครงการนี้เป็นโครงการต่อยอดการค้ำประกันสินเชื่อพีจีเอส5 ของ บสย. ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 24 มิ.ย. -31 ธ.ค.58โดยขณะนี้ยังเหลือวงเงินค้ำประกันอีก160,000 ล้านบาท และการดำเนินการของ บสย. นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถลดต้นทุน ภาระค่าใช้จ่ายทางการเงิน อาทิอัตราดอกเบี้ย เหลือ 12% จากภาระต้นทุนจริงที่ 40%รวมถึงยังเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นด้วย”นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งยินดีเข้าร่วมโครงการของบสย. เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มาขึ้นซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมด้วยเนื่องจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถือเป็นผู้จ้างงานในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 80%นายธัชพล กาญจนกูล รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะประธานสภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กว่า 2 ล้านรายหรือคิดเป็น 55% จากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมด 2.7-2.9 ล้านรายเนื่องจากมีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน การขาดทักษะความรู้ด้านการตลาดและหลักประกันไม่เพียงพอ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สถาบันการเงินจับมือช่วยเหลือเอสเอ็มอี