Blog

  • สทน.ใช้ซีทีสแกนแก่นต้นกฤษณา ค้นหาน้ำมันหอมโดยไม่ต้องตัด – ฉลาดคิด

    สทน.ใช้ซีทีสแกนแก่นต้นกฤษณา ค้นหาน้ำมันหอมโดยไม่ต้องตัด – ฉลาดคิด

    ทีมวิจัยของฝ่ายศูนย์เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กำลังให้ความสนใจค้นคว้างานวิจัยใหม่ ในการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยรังสี โดยการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์  เพื่อสแกนหาแก่นสีดำของน้ำมันหอมในต้นกฤษณา  โดยไม่ต้องใช้วิธีการตัดต้นมาตรวจสอบ ดร.ชนาธิป ทิพยกุล นักวิศวกรนิวเคลียร์ ของ สทน. บอกว่า โครงการนี้เป็นโครงการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมภายในหน่วยงานสายบริการเพื่อพัฒนางานบริการใหม่ของ สทน. โดยมุ่งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยรังสี โดยการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์ สำหรับงานอุตสาหกรรม เช่น การถ่ายภาพความเสียหายของโครงสร้างภายในของอุปกรณ์ภายในโรงงานอุตสาหกรรมเคมี การอุดตันหรือการผุกร่อนของท่อที่ห่อหุ้มฉนวนต่าง ๆ ทั้งนี้ระหว่างการทดลองใช้งานเครื่องมือต้นแบบ ได้มีการติดต่อให้ถ่ายภาพเพื่อวิเคราะห์แก่นไม้กฤษณาอยู่ด้วย ทีมงานเห็นว่าชิ้นงานนี้น่าสนใจและพื้นที่อยู่ในจังหวัดนครนายกอีกด้วย  จึงได้เริ่มติดต่อประสานงานกับเจ้าของสวนไม้กฤษณา เพื่อเข้าไปดูพื้นที่และเก็บข้อมูลเบื้องต้น หลังจากนั้นได้ทดลองในห้องปฏิบัติการโดยได้ปรับเปลี่ยนต้นกำเนิดรังสีให้เหมาะสมขึ้น เมื่อได้ผลเบื้องต้นจึงได้ประสานงานเข้าไปขอทดลองในพื้นที่จริง สำหรับเครื่องมือที่ใช้ หรือ คอมพิวเตอร์ โทโมกราฟี จะใช้หลักการเดียวกันกับเครื่องซีทีสแกนที่ใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งใช้เครื่องกำเนิดรังสีเอ็กซ์เป็นต้นกำเนิดรังสี แต่เครื่องมือชนิดนี้จะใช้รังสีแกมมาเป็นต้นกำเนิดรังสี  ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายไปติดตั้งในพื้นที่หน้างานได้   โดยการถ่ายภาพแก่นไม้กฤษณาจะใช้ต้นกำเนิดรังสีชนิด อะเมริเซียม 241 (Am-241) ซึ่งมีช่วงพลังงานต่ำซึ่งเหมาะสมกับการถ่ายภาพแก่นไม้กฤษณามากที่สุด การทำงานของเครื่อง อาศัยการนับวัดการส่งผ่านรังสีในหลาย ๆ มุม และนำผลที่นับวัดมาใช้ในการสร้างภาพด้วยเทคนิคทางคณิตศาสตร์ การถ่ายภาพในลักษณะนี้จะทำให้เห็นภาพในมุมตัดขวาง  ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสีแบบธรรมดา ดร.ชนาธิป กล่าวอีกว่า ทีมวิจัยสนใจว่าเทคโนโลยีนี้ สามารถนำเข้าไปใช้ในการตรวจวิเคราะห์หาขนาดของแก่นไม้กฤษณาโดยไม่ต้องตัดหรือทำลายต้นไม้ได้หรือไม่  เนื่องจากราคาของแก่นไม้กฤษณาจะมีราคาสูงขึ้น  หากแก่นไม้มีขนาดโตเป็นชิ้นเดียวกัน  นอกจากนี้การที่สามารถวิเคราะห์หาขนาดของแก่นไม้กฤษณาโดยไม่ทำลายได้ จะทำให้เจ้าของสามารถตัดสินใจได้ว่าจะปล่อยให้ต้นไม้โตต่อไปหรือจะตัดโค่น รวมถึงช่วยให้เจ้าของสนใจที่จะศึกษาผลของเทคนิคการ กระตุ้นแก่นไม้กฤษณาได้อีกด้วย และที่สำคัญผลการวิเคราะห์จะช่วยทำให้เจ้าของสวนสามารถต่อรองราคากับผู้ซื้อได้ดีขึ้น  เนื่องจากในปัจจุบันไม่สามารถทราบได้ว่าต้นกฤษณาแต่ละต้นมีแก่นไม้ขนาดใด ทำให้มีการประเมินขายในราคาต่ำ. 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทน.ใช้ซีทีสแกนแก่นต้นกฤษณา ค้นหาน้ำมันหอมโดยไม่ต้องตัด – ฉลาดคิด

  • เปิดทางจัดสรรคลื่นความถี่บิวตี้คอนเทนต์

    เปิดทางจัดสรรคลื่นความถี่บิวตี้คอนเทนต์

    “สุทธิพล” เปิดทางแก้กฎหมาย จัดสรรคลื่นความถี่ แบบบิวตี้คอนเทนต์  แก้กฎหมายรองรับความทันสมัยเกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย นายสุทธิพล ทวีชัยการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า แนวทางการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดสรรคลื่นในรูปแบบอื่น ได้วางกรอบการทำงานไว้ 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ออกประกาศแนวทางการแก้ไขคลื่นความถี่ เป็นการจัดสรรวิธีการใหม่ โดยเสนอคสช.ให้แก้กฎหมายพ.ร.บ.กสทช.ดังกล่าวเลย ระยะเร่งรีบ เสนอการแก้ไขกฎหมายในวงกว้าง และ ระยะเรื่องรอได้ ก็มีการแก้ไขกฎหมายทั้งระบบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกสทช.ตลอดเวลาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การจัดสรรคลื่นความถี่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบการประมูลเท่านั้น แต่ควรจัดสรรในแบบบิวตี้คอนเทนต์ หรือผู้ประกอบการแข่งกันเสนอผลประโยชน์ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยตั้งราคากลางของคลื่นความถี่ที่จะจัดสรร และให้ผู้ประกอบการที่สนใจยื่นเสนอเปรียบเทียบได้ อาทิ ความครอบคลุม ราคาค่าบริการ การให้บริการ บริการเสริม และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เป็นต้น นายสุทธิพล กล่าวว่า การจัดสรรคลื่นความถี่รูปแบบการประมูล อาจจะมีปัญหาในอนาคตได้ เนื่องจากคลื่นบางชนิดก็ไม่เหมาะที่จะจัดสรรผ่านการประมูล อาทิ กิจการดาวเทียม สื่อสาร อีกทั้งประเทศไทยมีคลื่นความถี่จำนวนมากในขณะที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่มีศักยภาพในการแข่งขันมีจำนวนน้อยราย ประกอบกับกฎหมายไม่ได้เปิดให้ต่างชาติเข้าร่วมประมูล มีเฉพาะการร่วมทุนกันเท่านั้น ทำให้เกิดข้อจำกัดเป็นอย่างมาก ซึ่งหากมีการแก้กฎหมายให้มีความทันสมัยจะเกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดทางจัดสรรคลื่นความถี่บิวตี้คอนเทนต์

  • ประชานิยมด้านพลังงาน – พลังงานรอบทิศ

    ประชานิยมด้านพลังงาน – พลังงานรอบทิศ

    เราคงคุ้นเคยกับนโยบายประชานิยมด้านต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยมด้านราคาสินค้าการเกษตร หรือนโยบายประชานิยมอื่น ๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน รถยนต์คันแรก ฯลฯ แต่เราคงไม่คุ้นกับคำว่าประชานิยมด้านพลังงาน และนึกไม่ถึงว่าประเทศไทยก็มีโครงการประชานิยมด้านพลังงานเหมือนกับประเทศที่เขาร่ำรวยพลังงานอย่างเช่น ซาอุดี อาระเบีย หรือเวเนซุเอลาเหมือนกัน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทย (โดยนโยบายประชานิยมด้านพลังงานของรัฐบาลหลาย ๆ ชุดที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง) ได้ใช้เงินภาษีอากร เงินกองทุนน้ำมันฯ (ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำมันบางประเภทในราคาสูงอย่างไม่เป็นธรรม) และเงินอุดหนุน (อย่างไม่เต็มใจ) จากผู้ประกอบการเอกชน รวมกันแล้วมากถึงเกือบ 900,000 ล้านบาท ในการอุดหนุนราคาพลังงานบางประเภท เช่น ก๊าซแอลพีจี, ก๊าซเอ็นจีวี และน้ำมันดีเซล ให้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น ท่านจะตกใจไหมครับ หลายท่านอาจจะไม่เชื่อ แต่หลายท่านอาจไม่แปลกใจอะไร เพราะท่านคือหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากการที่รัฐบาลตรึงราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำ แต่ความจริงก็คือนโยบายประชานิยมด้านพลังงานเหล่านั้นทำให้ประเทศชาติเสียหายในระยะยาว ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ การบริโภคพลังงานอย่างฟุ่มเฟือยและไร้ประสิทธิภาพ และรัฐบาลได้ตรึงราคาและมีการอุดหนุนราคาเอาไว้อย่างยาวนาน ตัวอย่างเช่นการใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคครัวเรือนพุ่งขึ้นจาก 1.5 ล้านตัน/ปี ในปี 2547 เป็น 3.0 ล้านตัน/ปี ในปี 2555 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 21% เลยทีเดียว เช่นเดียวกันกับการใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง การใช้ก็พุ่งขึ้นจาก 2 แสนตัน/ปี ในปี 2547 เป็น 1.8 ล้านตัน/ปี ในปี  2556 เติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 26% ซึ่งปริมาณการใช้ในภาคนี้พอ ๆ กับการนำเข้าก๊าซแอลพีจีของไทยในแต่ละปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านตัน/ปี ส่วนน้ำมันดีเซลที่รัฐบาลตรึงราคาไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทมาเป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้วนั้น ปริมาณการใช้ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากก่อนตรึงราคายอดการใช้อยู่ที่ 52 ล้านลิตร/วัน แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 60 ล้านลิตร/วัน หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในอัตราปีละ 5% ในขณะที่ยอดการใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ไม่เพิ่มขึ้นเลย จะเห็นได้ว่านโยบายประชานิยมด้านพลังงานนั้น นอกจากจะทำให้เราต้องสูญเสียเงินตราในการนำเข้าพลังงานเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เราต้องใช้จ่ายเงินอย่างมากมายมหาศาลในการตรึงหรืออุดหนุนราคาพลังงานให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งได้ใช้พลังงานในราคาถูกอย่างไม่เป็นธรรม มีอดีต ส.ว. ท่านหนึ่งกล่าวว่าการอุดหนุนราคาพลังงานของไทยไม่ใช่ประชานิยมเพราะเป็นการเอาเงินของประชาชน (จากกองทุนน้ำมันฯ) มาอุดหนุนกันเองนั้น ผมอยากเรียนว่าท่านเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะนอกจากเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ 200,000 ล้านบาทแล้ว ยังมีเงินภาษีสรรพสามิต มาตรึงราคาดีเซลอีก 330,000 ล้านบาท และยังมีส่วนของภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ และปตท.ที่ต้องขายก๊าซแอลพีจีหน้าโรงกลั่นฯ หน้าโรงแยกก๊าซ และก๊าซเอ็นจีวี ตามราคาที่รัฐบาลกำหนดคือ 333 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และ 10.50 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน และเป็นส่วนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระการขาดทุนโดยไม่ได้รับการชดเชยใด ๆ จากรัฐบาลเลย รวมทั้งสิ้นเป็นเงินร่วม 350,000 ล้านบาท นับจากปี 2547-2556 แล้วอย่างนี้ท่านยังจะบอกว่าผู้ประกอบการไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือประชาชนเลย มันจะไม่อคติกันมากไปหน่อยหรือครับ!!!

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประชานิยมด้านพลังงาน – พลังงานรอบทิศ