Blog

  • คสช.เคาะงบลงทุนระบบราง

    คสช.เคาะงบลงทุนระบบราง

    นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นประธาน ได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 จำนวน 2.575 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นงบรายจ่ายลงทุน 450,110 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2% คิดเป็นวงเงิน 8,981 ล้านบาท โดยขั้นตอนจากนี้ สำนักงบประมาณจะกลับไปจัดทำเป็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ และเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอให้ คสช. เห็นชอบภายในวันที่ 29 ก.ค.57 จากนั้น จึงเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปสำหรับงบประมาณรายจ่ายปี 58 แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.027 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง 41,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 212.6% รายจ่ายลงทุน 450,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 55,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% โดยสำนกงบประมาณ ยังคงจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องไปอีกหนึ่งปี วงเงิน 250,000 ล้านบาท และประมาณการรายได้สุทธิไว้ที่ 2.325 ล้านล้านบาททั้งนี้หากพิจารณารายจ่ายลงทุนพบว่า งบประมาณส่วนใหญ่ เน้นลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ วงเงิน 146,781 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างถนนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย รวมทั้งการศึกษา สำรวจออกแบบจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการรถไฟทางคู่ 910 ล้านบาท การบริหารจัดการแหล่งน้ำ 71,121 ล้านบาท และการจัดทำระบบป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง 42,143 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม หากแยกรายละเอียดงบประมาณออกเป็นรายกระทรวง จะพบว่า 5กระทรวงแรก ที่ได้รับงบประมาณสูงสุดคือ กระทรวงศึกษาฯ 498,160 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19.3% เพิ่มขึ้น 3.2% รองลงมาเป็นงบกลาง 372,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% กระทรวงมหาดไทย 341,164 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% กระทรวงกลาโหม 193,065 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% และกระทรวงการคลัง 186,216 ล้านบาท ลดลง 18.6%นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เพิ่มแนวทางการการจัดสรรงบประมาณ ในลักษณะบูรณาการจากเดิมอีก 1 แผนงานคือ งานด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์ การพัฒนาด่านชายแดน การพัฒนาเขตเศรษฐกิจ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำด้วย โดยแผนเดิมมีอยู่ 13 แผนวงเงิน 492,164 ล้านบาท เช่น การส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต การแก้ไขปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดผู้ติดยาเสพติด การป้องกัน และแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ การดำเนินการตามกรอบประชาคมอาเซียน เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.เคาะงบลงทุนระบบราง

  • ไฟเขียวตั้ง 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ

    ไฟเขียวตั้ง 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ

    นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ได้เห็นชอบให้จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก หรือนำร่องของไทย ใน 5 พื้นที่ชายแดน เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์ในปี 58 คือ อ.แม่สอดจ.ตาก,อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว,อ.คลองใหญ่จ.ตราด, จ.มุกดาหารและอ.สะเดาจ.สงขลา ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า1ล้านล้านบาทหรือกว่า 15% ของปริมาณการค้ารวมของทั้งประเทศ ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป เพราะล่าสุดแม้ว่ามูลค่าการส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกจะติดลบที่ 1.2% แต่พบว่ามูลค่าการค้าชายแดนไทยกลับเติบโตมากขึ้น 10-15%“ การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 5 เขตดังกล่าวนั้น จะเน้นการตอบสนองต่อการเป้าหมายการพัฒนา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มการจ้างงาน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน แก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามายังพื้นที่ตอนใน ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายจากเพื่อนบ้าน และปัญหาความแออัดตามด่านชายแดน”นายอาคม กล่าวว่า ในที่ประชุมหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธาน กนพ.ได้ย้ำมากว่า หากมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมาแล้ว ต้องเพิ่มรายได้ และอาชีพ ให้เกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งต้องส่งเสริมให้มีโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรตามแนวชายแดน เพื่อรองรับการใช้วัตถุดิบจากเพื่อนบ้าน ก่อนการส่งออกด้วย รวมทั้งกำชับให้ดูแลปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าว ให้เข้าระบบและเป็นมาตรฐานนอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักเกณฑ์ และวิธีการสนับสนุนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 4 เรื่องคือ เรื่องสิทธิประโยชน์ สำหรับการลงทุนที่จะเป็นไปตามกฎหมายการส่งเสริมลงทุน (บีโอไอ) และเขตปลอดภาษีของกรมศุลกากร, การให้บริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จ, การสนับสนุนการใช้แรงงานต่างด้าว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และด่านศุลกากรในพื้นที่ เพื่อให้รองรับกิจกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงประเทศในภูมิภาค ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุด เพื่อเสนอแนวทางดำเนินการต่อไป โดยกำหนดให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 57 เป็นต้นไป ด้วยการกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เบื้องต้นจะกำหนดเป็นอำเภอก่อน เพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินการ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียวตั้ง 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ

  • อดีต ผอ.ซิป้า จ่อฟ้องศาลขอความเป็นธรรม

    อดีต ผอ.ซิป้า จ่อฟ้องศาลขอความเป็นธรรม

    นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือ ซิป้า เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางขอความเป็นธรรม กรณีถูกบอร์ดทั้ง2 คนของซิป้า มีนายศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ เป็นประธาน มีคำสั่งเลิกเมื่อวันที่ 9 ก.ค.57 และมีผลทันที วันที่ 10 ก.ค.57 ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าไปเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ในเวลาทำงาน ทั้งนี้ ภายหลังมีคำสั่ง ซิป้าได้ระงับอีเมล์เบอร์โทรศัพท์มือถือ เปลี่ยนกุญแจและล็อกห้องทำงานทันทีสำหรับการยื่นฟ้องเพื่อขอความเป็นธรรมมีด้วยกันหลายประการ คือ บอร์ดชุดนี้หมดวาระลงตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.2556 และไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งใดๆ และในการออกคำสั่งเลิกจ้างครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากบอร์ดที่ครบองค์ประชุม เป็นเพียงความเห็นของ 2 คนที่ไม่ยอมลาออก สำหรับ การไปเรียน วปอ.ครั้งนี้ ยืนยันว่า ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงไอซีทีเสนอรายชื่อผ่านครม. รวมทั้งบอร์ดชุดนี้ก็รับทราบและไม่ได้มีเหตุทักท้วงใดๆผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงไอซีที ได้เรียกนายไตรรัตน์เข้าชี้แจงในเรื่องดังกล่าว เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 15 ก.ค.57 แล้วเช่นกันส่วนผลงานของนายไตรรัตน์ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คือ ซิป้าได้รับคะแนนชี้วัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ที่ 4.58 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนนนับเป็นครั้งที่ 2 ที่สามารถได้คะแนนในระดับนี้รวมไปถึงการจับคู่ธุรกิจซอฟต์แวร์ ปีละกว่า 2,000 ล้านบาทและการแก้ปัญหาในองค์กรซิป้าที่สะสมมาตลอด 5 ปีซึ่งกลายเป็นอุปสรรคทำให้ซิป้าไม่พัฒนาเท่าที่ควร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อดีต ผอ.ซิป้า จ่อฟ้องศาลขอความเป็นธรรม