กระแสนิยมแท็บเล็ตเพิ่มสูงขึ้น ซัมซุงออก กาแลคซี่ แท็บ เอส ทำตลาด ชูจุดขายแท็บเล็ตพรีเมียมที่สุดในรอบ 2 ปี เน้นใช้งานเพื่อความบันเทิง พร้อมลงทุนเกือบ 100 ล้าน เปิด เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า ความนิยมใช้งาน อุปกรณ์แท็บเล็ตของคนไทยและทั่วโลกมีเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งในปีนี้จะมีแท็บเล็ตในตลาดทั่วโลกถึง 290 ล้านเครื่อง ในจำนวนนี้เป็นแท็บเล็ตซัมซุงกว่า 40 ล้านเครื่อง และคาดว่าในปี 2558 ยอดขายแท็บเล็ตจะมีจำนวนสูงกว่ายอดขายรวมของโน้ตบุ๊กอย่างแน่นอน ปัจจุบันมีการใช้แท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงมากขึ้น ขณะที่สมาร์ทโฟนถูกใช้งานเพื่อพูดคุยโทรศัพท์และแชต เพราะขนาดจอไม่เหมาะกับการดูคอนเทนต์บันเทิง โดยส่วนใหญ่มีการใช้งานแท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงถึง 50% ในจำนวนนี้เป็นการใช้เข้าอินเทอร์เน็ต 67% ใช้ชมวิดีโอ และคลิปรายการทีวี ภาพยนต์ 66% และใช้เข้าดูโซเชียล มีเดียต่าง ๆ ประมาณ 50% อย่างไรก็ตามแม้จะใช้งานเพื่อความบันเทิงมากขึ้น แต่พฤติกรรมการเลือกซื้อแท็บเล็ตของผู้บริโภคยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับหน้าจอมากเท่าไร ทางซัมซุงจึงได้ออก ซัมซุง กาแลคซี่ แท็บ เอส มาทำตลาด โดยเป็นแท็บ เล็ตระดับพรีเมียมที่สุดในรอบ 2 ปี มีจุดเด่นที่หน้าจอเทคโนโลยี ซุบเปอร์ อโมเลด (Super AMOLED) ให้ความคมชัดสีสันสมจริง กว่าแท็บเล็ตในตลาดทั่วไป และมีความบางเพียง 6.6 มิลลิเมตร มีหน้าจอ 2 ขนาด คือ 10.5 นิ้ว ราคา 19,900 บาท และ 8.4 นิ้ว ราคา 16,900 บาท เชื่อว่าจะะประสบความสำเร็จเหมือน ซัมซุง กาแลคซี่ แท็บ 3 Lite ที่มียอดขายเติบโตถึง 30% เมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ๆ ด้านนายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที กล่าวว่า ตลาดแท็บเล็ตของไทยในช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากการเมือง แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะกลับมามีอัตราการเติบโตได้ 30% ในส่วนของซัมซุงจะมีอัตราการเติบโตเป็นเลข 2 หลักเช่นกัน โดยเตรียมงบประมาณทำตลาดไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ครอบคลุม ทีวี นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเปิด ซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ ที่สยามสแควร์วัน ซึ่งเป็น ซัมซุง สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนพื้นที่กว่า 422 ตารางเมตร มีโซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ โซนจำหน่ายสินค้า และโซนบริการหลังการขายแบบครบวงจร โดยปัจจุบันซัมซุงมีสโตร์อยู่ 130 สาขา ทั่วประเทศ จะเปิดเพิ่มอีก 20 สาขาในปีนี้ ใช้งบลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 10 ล้านบาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซัมซุงส่ง ‘กาแลคซี่ แท็บ เอส’ ลุยตลาดพรีเมียม
Blog
-

ซัมซุงส่ง ‘กาแลคซี่ แท็บ เอส’ ลุยตลาดพรีเมียม
Facebook Comments -

ลุยแก้ พ.ร.บ.สลากฯ 2517
นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสลากฯ เร่งศึกษาในส่วนของการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 เนื่องจาก พ.ร.บ.สลากฯดังกล่าวใช้มาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี ส่งผลให้การดำเนินงานบางส่วนติดขัดไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังสั่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสลากฯ ศึกษาแนวทางระบบการจัดสรรสลากฯที่มีปัจุบันว่าจะปรับปรุงอย่างไร ซึ่งคงไม่จำเป็นที่ต้องยกเลิกทั้งหมด แต่อาจต้องมีผลิตภัณฑ์คู่แข่งใหม่ออกมา เช่น สลากฯ 2 ตัว 3 ตัว ด้วยเครื่องอัตโนมัติ (หวยออนไลน์), หวยขูด เป็นต้น เพราะการศึกษาและผลงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่าหากมีผลิตภัณฑ์คู่แข่งแล้ว จะส่งผลให้ราคาสลากฯปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะหากดำเนินงานดังกล่าว มีทั้งผลดีและผลเสีย แม้จะสามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้ แต่ก็ถือเป็นการมอมเมา รวมทั้ง อาจส่งผลกระทบต่อผู้พิการและผู้ค้ารายย่อยที่ขายสลากฯ ในปัจจุบัน “ภายหลังจากการสรรหาและแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯแล้ว คาดว่าจะหารือในเรื่องดังกล่าวทันที ซึ่งสำนักงานสลากฯก็ไม่ได้ปิดกันผลิตภัณฑ์หวยออนไลน์ ซึ่งต้องรอดูผลการศึกษาที่ละเอียดอีกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบผู้ประกอบการรายย่อยและคนพิการ ว่าควรจะมีหรือไม่ หากมีผลเสียที่กระทบคนพิการ ก็ต้องหาแนวทางแก้ไข รวมทั้ง จะเดินหน้าพัฒนาองค์กรให้มีความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงิน ทั้งเงินบริจาค และการบริหารจัดการต่าง ๆ อีกด้วย” ขณะเดียวกัน การเพิ่มสลากฯในระบบตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป อยู่ที่ 74 ล้านฉบับ แบ่งเป็นสลากฯ ปกติ 52 ล้านฉบับ และสลากฯ การกุศล 22 ล้านฉบับ มองว่าเป็นการช่วยตลาดในระยะสั้น เพราะการพิมพ์เพิ่มเป็นการช่วยคนพิการรายย่อยให้สามารถนำสลากฯไปประกอบอาชีพ ได้ ซึ่งจะช่วยกดดันตลาดให้ราคาปรับลดลงอยู่ที่ใบละ 80 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุยแก้ พ.ร.บ.สลากฯ 2517Facebook Comments -

เตรียมกู้หนุนแผนลงทุน คสช.
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า แผนการก่อหนี้ของรัฐบาล ปี 58 จะมีการปรับแผนเป็นการก่อหนี้ระยะยาวมากขึ้น เช่น การออกพันธบัตรรัฐบาล อายุ 30 ปี และ 50 ปี จากเดิมที่มีสัดส่วนประมาณ 30% เพิ่มเป็น 40% เนื่องจากที่ผ่านมาการรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุนมีความสนใจที่จะลงทุนใน พันธบัตรระยะยาวมากขึ้น เช่น บริษัทประกันภัย ซึ่งการปรับแผนดังกล่าวจะทำให้ สบน.สามารถบริหารผลตอบแทนตราสารในระยะยาวได้คล่องตัวกว่า เนื่องจากการให้ผลตอบแทนนั้นไม่ได้มีช่วงต่างกันมาก เมื่อเทียบกับการก่อหนี้ระยะสั้น “สบน.จะหารือกับนักลงทุนที่ร่วมตลาดทั้งหมดเป็นครั้งสุดท้าย ช่วงเดือนก.ย.นี้ เพื่อฟังแนวโน้มความต้องการของตลาด และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม ก่อนสรุปแผนการก่อหนี้ทั้งหมดในปี 58 เพื่อประกาศใช้ให้ทันในเดือนต.ค. หรือต้นปีงบประมาณใหม่” ทั้งนี้ การก่อหนี้ ปี 58 เบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบ แบ่งเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 20,000 ล้านบาท การกู้เพื่อลงทุน 65,000 ล้านบาท การร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในรูปแบบพีพีพี 7,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีส่วนที่รัฐวิสาหกิจจะกู้เพื่อลงทุนเอง 20,000 ล้านบาท และใช้รายได้ของตัวเองมาลงทุนอีก 43,000 ล้านบาท โดยสัปดาห์นี้จะประชุมแผนการบริหารหนี้ปี 58 ว่าจะลงทุนในโครงการใดบ้างกับ คสช.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมกู้หนุนแผนลงทุน คสช.Facebook Comments