ที่กระทรวงการคลัง เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 4 ก.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกุณฑีรา ตันติรังสี รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ลงนามและออกประกาศผ่านเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.57 เรื่องการจัดสรรสลากฯให้คนพิการ ระบุว่า ตามที่สำนักงานสลากฯได้ให้คนพิการแจ้งความประสงค์รับสลากฯไปจำหน่าย ซึ่งปรากฏว่าคนพิการได้แจ้งความประสงค์และผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นจำนวน 96,936 รายนั้น ขณะนี้ สำนักงานสลากฯจะพิมพ์สลากฯเพิ่มอีกงวดละ 2 ล้านฉบับ (ฉบับละ 40 บาท) คิดเป็นมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท ตั้งแต่การจำหน่ายสลากฯงวดวันที่ 1 ส.ค.57 เพื่อจัดสรรสลากฯให้คนพิการที่แจ้งความประสงค์ไว้ดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การคัดเลือกคนพิการที่แจ้งความประสงค์ขอรับสลากฯไปจำหน่ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 (7) มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 และมติคณะกรรมการสลากฯ ในการประชุมครั้งที่ 6 ปี 57 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.57 สำนักงานสลากฯ จะทำการคัดเลือกจัดลำดับคนพิการที่แจ้งความประสงค์ขอรับสลากฯไปจำหน่าย โดยสุ่มตามลำดับในวันที่ 7 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น จี สำนักงานสลากฯ สนามบินน้ำ เลขที่ 359 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และจะประกาศผลการสุ่มคัดเลือกและขั้นตอนในการดำเนินการให้ทราบต่อไป รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเพิ่มจำนวนการพิมพ์สลากฯ ในครั้งนี้ ที่เพิ่มอีกงวดละ 2 ล้านฉบับ ตั้งแต่การจำหน่ายสลากฯงวดวันที่ 1 ส.ค.57 เพื่อจัดสรรสลากฯให้คนพิการที่แจ้งความประสงค์ไว้นั้น ส่งผลให้สลากฯในแต่ละงวดจะถูกพิมพ์มาเพิ่มขึ้นเป็น 74 ล้านฉบับ แบ่งเป็น สลากกินแบ่งรัฐบาล 52 ล้านฉบับ และสลากฯการกุศลอีก 22 ล้านฉบับ โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการสลากฯ ที่มีความโปร่งใสทุกขั้นตอน และการคัดเลือกจัดลำดับคนพิการนั้น จะใช้วิธีสุ่มตามลำดับ ซึ่งตั้งบุคคลภายนอกจากสำนักงานตรวงเงินแผ่นดิน (สตง.) มาเป็นประธานอีกด้วย นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประชุมเพื่อสรุปแนวทางการแก้ปัญหาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกิน 80 บาทได้ เนื่องจากต้องสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯให้แล้วเสร็จก่อน แต่ในระยะสั้นมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนจะสามารถซื้อสลากฯ ในราคา 80 บาท ที่บริเวณหน้ากองสลาก และศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนพื้นที่อื่นๆ จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งมาตรการในการตรวจจับการขายสลากเกินราคาจะยังไม่เข้มงวดมากนัก ทั้งนี้ ในระยะยาวจะเสนอต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการกำหนดวิธีที่จะควบคุมราคาสลากฯ ให้อยู่ระดับที่เหมาะสมซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา และแนวทางของสลากฯที่ครบกำหนดต้องทำสัญญาใหม่จำนวนมาก เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ให้กับผู้ค้ารายย่อย รวมไปถึงการเสนอมาตรการต่าง ๆ ยืนยันว่าแนวทางทั้งหมดน่าจะแก้ปัญหาสลากฯได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สำนักงานสลากฯไฟเขียวพิมพ์สลากฯเพิ่ม 2 ล้านฉบับ
Blog
-

สำนักงานสลากฯไฟเขียวพิมพ์สลากฯเพิ่ม 2 ล้านฉบับ
Facebook Comments -

เปิดประมูลรถหรูรอบใหม่เดือนก.ย.
นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ย.นี้ กรมศุลกากรจะเปิดประมูลรถยนต์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหารายได้นำส่งเข้ารัฐ โดยปรับราคากลางให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องราคาตลาดรถในท้องตลาดมากขึ้น แต่จะพิจารณาไม่ให้ต่ำเกินไปจนรัฐเสียหาย ซึ่งจะนำรถยนต์ที่ประมูลไม่ได้รอบที่ผ่านมา กับรถยนต์ที่จับกุมและดำเนินคดีถึงที่สิ้นสุดมารวมประมูล คาดว่าจะมีรถประมูล 200 คัน ได้เงินไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท ทำให้มีรายได้จากการมูลรถทั้งปีงบประมาณ 57 ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ถือเป็นการเพิ่มการจัดเก็บภาษีได้อีกทางหนึ่งทั้งนี้ การประมูลรถยนต์ของกรมศุลกากรเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 355 คัน มีรถที่ประมูลได้ 237 คัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 607 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 118 คัน ประมูลไม่ได้แบ่งเป็น ผู้เข้าร่วมประมูลให้ราคาต่ำกว่าราคากลางที่คณะกรรมการประมูลกำหนดไว้ 98 คัน และมีรถยนต์ที่ไม่ได้ประมูลอีก 20 คัน เนื่องจากไม่ทันเวลากำหนดไว้ที่ 20.00 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดประมูลรถหรูรอบใหม่เดือนก.ย.Facebook Comments -

ดอยคำปั้นรายได้แตะพันล้านบาท
นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการและกรรมการบริหารบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 150 ล้านบาท ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผลไม้ดอยคำ จากขนาด 750 มิลลิลิตร เป็น 1 ลิตร พร้อมปรับรูปทรงแบบใหม่ให้จับถนัดมือมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหม่ในรอบ 10 ปี ขณะเดียวกันยังเตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าทั้งปี 57 ผลิตภัณฑ์กลุ่มผลไม้จะมียอดขายโตประมาณ 30% ทำให้ภาพรวมรายได้ของบริษัททั้งหมดจะเติบโตได้ถึง 1,002 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้เพียง 860 ล้านบาทสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ของดอยคำ ถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้ประมาณ 60-70% ซึ่งล่าสุดมีอยู่ 10 รสชาติ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มน้ำผลไม้ 100% ประกอบด้วย น้ำมะเขือเทศ น้ำสตอว์เบอร์รี่ น้ำลิ้นจี่ น้ำฝรั่ง น้ำเบอร์รี่รวม น้ำส้มสายน้ำผึ้ง และน้ำมะม่วง กลุ่มน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของผลไม้ 25-99% ทั้ง น้ำเสาวรส น้ำมัลเบอร์รี่ และน้ำมะเม่า ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่ายอดขายจะเติบโตจากกระแสการรักสุขภาพ ส่วนผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ผลไม้อบแห้งตามฤดูกาล แยมผลไม้ และผลไม้แช่แข็ง ก็มีอัตราเติบโตเช่นกัน“ตลาดน้ำผลไม้ในภาพรวมของประเทศมีมูลค่าสูงถึงปีละ 8,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งดอยคำเองมีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาเก็ตแชร์) เพียงเล็กน้อย 4-5% เท่านั้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ครั้งนี้อาจทำให้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นมาเพียง 1% แต่ดอยคำก็ไม่ได้กังวล เพราะการทำงานของบริษัทไม่ได้มุ่งแต่ผลกำไรอย่างเดียว หรือต้องไปแข่งกับตลาดที่มีคนทำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือการสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้ตามแนวพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกอย่างน้ำผลไม้ที่ผลิตออกมาก็เป็นน้ำผลไม้ที่ไม่มีคนทำอยู่ในตลาดคู่แข่งจึงไม่มาก โดยแต่ละปีกำไรที่บริษัทได้ก็มีเม็ดเงินลงไปถึงเกษตรกรในพื้นที่กว่า 20% หรือครอบคลุม 3,500 ครัวเรือน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดอยคำปั้นรายได้แตะพันล้านบาทFacebook Comments