หนึ่งในเทรนด์เทคโนโลยีของปีนี้ คงหนีไม่พ้น BYOD (Bring Your Own Device) หมายถึง การนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาทำงาน หรือเชื่อมต่อกับระบบขององค์กรนั่นเอง โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเช็กอีเมลอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการนำแล็บท็อปส่วนตัวมาใช้ทำงานด้วย โดยพนักงานมักให้เหตุผลว่าคุ้นเคยกับการใช้งาน และต้องการเลือกใช้เทคโน โลยีที่ตัวเองชอบมากกว่าที่จะถูกบังคับให้ใช้โดยแผนกไอที สิ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือ การจัดการระบบ BYOD ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะการเปิดโอกาสให้พนักงานนำเครื่องของตนเองเข้ามาในองค์กรหมาย ความว่า อำนาจในการตัดสินใจเลือกซื้อตกไปอยู่ในมือของพนักงาน ที่สำคัญกว่านั้นคือ พนักงานจะเป็นผู้ดูแลอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ เอง และยังอาจจะมีการใช้งานเพื่อความบันเทิงส่วนตัวกับครอบครัวอีกด้วย ผลสำรวจจากบริษัทวิจัย คานาลิส เมื่อปลายปีที่แล้ว พบว่า สินค้าอิเล็กทรอ นิกส์ที่ผู้ใช้งานร้อยละ 35 ในเอเชียแปซิฟิกอยากได้ในปี 2557 นี้ คือแท็บเล็ตเครื่องใหม่เพื่อนำมาใช้ทั้งในการทำงานและความบันเทิงส่วนตัว รองลงมาคือแล็บท็อป ประมาณร้อยละ 25 เทรนด์ BYOD เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปนับจากนี้ และเส้นที่แบ่งระหว่างงานกับความบันเทิงกำลังบางลงไปทุกขณะ จึงมีความเป็นได้สูงที่พนักงานอาจดาวน์โหลดไฟล์ไม่มีลิขสิทธิ์ที่อาจมีมัลแวร์ซึ่งเป็นอันตรายมาติดตั้งในเครื่อง และถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร เมื่อนำเครื่องนั้น ๆ มาเชื่อมต่อกับที่ทำงาน ดังนั้นจึงควรกำหนดระเบียบให้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของทั้ง 2 ฝ่าย จะทำอย่างไรถ้าแล็บท็อปของพนักงานหาย แนวทางความปลอดภัยขั้นพื้นฐานคือ จะต้องมีการลงลายมือชื่อในข้อตกลงกันตั้งแต่แรกเมื่อจะมีการนำแล็บท็อปส่วนตัวมาใช้งาน เช่น ถ้าหากเครื่องหายไป บริษัทมีสิทธิสั่งลบข้อมูลในเครื่องจากทางไกล หรือ remote wipe ได้ทันทีเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้าถึงข้อมูลขององค์กรจากเครื่องดังกล่าวได้ ขณะเดียวกัน องค์กรเองก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของพนักงานด้วย นั่นหมาย ความว่า องค์กรไม่มีสิทธิที่จะเข้าถึงไฟล์ ส่วนตัวของพนักงานในเครื่องนั้น ๆ ได้เช่นเดียวกัน นางกฤติยา เอี่ยมศิริ ผู้จัดการฝ่ายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า องค์กรที่ต้อง การนำแนวคิด BYOD ไปใช้ จะต้องคำนึงถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน บริษัทหรือองค์กรที่เป็นสถาบันการเงิน ยังไม่อนุญาตให้พนักงานนำเครื่องส่วนตัวมาทำงานโดยเชื่อมต่อกับระบบขององค์กรโดยเด็ดขาด เพราะหากเกิดความผิดพลาด เช่น เครื่องของพนักงานมีมัลแวร์ และเข้ามาขโมยข้อมูลทางการเงินของลูกค้า จะเกิดความเสียหายสูงมาก “อย่างไรก็ตาม บริษัทในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เริ่มมีการหันมาตอบรับแนวคิด BYOD นี้กันบ้างแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ควรที่จะให้ความสำคัญกับข้อมูลในองค์กรให้มากขึ้น เพราะว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยเหล่ามิจฉาชีพอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กรได้เช่นกัน ซึ่งอันตรายมักจะมาจากมัลแวร์ในซอฟต์แวร์เถื่อนนั่นเอง” นางกฤติยา กล่าวเพิ่มเติม ไมโครซอฟท์ แนะนำให้ตรวจสอบสินทรัพย์ซอฟต์แวร์หรือ SAM (Software Asset Management) เพื่อให้รู้สถานะปัจจุบันว่าซอฟต์แวร์ในเครื่องขององค์กรนั้น ยังคงเป็นเวอร์ชั่นที่ได้สนับสนุนจาก ผู้ให้บริการอยู่ เพราะว่าการตรวจสอบนี้จะทำให้องค์กรเห็นได้ทันทีว่าซอฟต์แวร์ใดหมดอายุแล้ว แล้วอาจจะเป็นช่องโหว่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงระบบขององค์กรได้ องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะใช้ประโยชน์จากแนวคิด BYOD ได้อย่างเต็มที่.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วิธีรับมือเทรนด์ BYOD ให้ปลอดภัย
Blog
-

วิธีรับมือเทรนด์ BYOD ให้ปลอดภัย
Facebook Comments -

สังคมก้มหน้ากับสมาร์ทโฟน – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
ตั้งแต่เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ความสามารถน้อง ๆ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้เข้ามามีบทบาทในสังคมของเรามากขึ้น รวมทั้งโมบายแอพพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของเราให้ในแทบจะทุก ๆ ด้าน แถมประสิทธิ ภาพการทำงานก็พอฟัดพอเหวี่ยงกับคอม พิวเตอร์ตั้งโต๊ะเสียอีก คุณผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่าเดี๋ยวนี้คุณผู้อ่านและคนรอบตัวใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนเหล่านี้มากกันแค่ไหนและบ่อยกันแค่ไหน ผมคุยกับลูกศิษย์ในภาควิชาเทคโน โลยีสารสนเทศและการสื่อสารของผม บางคนตอบผมได้ทันทีโดยแทบจะไม่มีการหยุดคิดเลย ว่าวัน ๆ หนึ่งเขาใช้เวลาอยู่กับมือถือมากกว่าการทำกิจกรรมอย่างอื่นทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ตื่นนอนก็มีนาฬิกาปลุก การแจ้งเตือนกิจกรรมที่ต้องทำ อ่านปฏิทินว่าวันนี้มีงานอะไรบ้าง เขียนบันทึก คุยกับเพื่อนทางไลน์ อ่านข่าวสารทางทวิตเตอร์ ตามข่าวเพื่อนในเฟซบุ๊ก แชร์รูปหรือวิดีโอลงอินสตาแกรม เล่นเกมออนไลน์ รวมไปถึงการอ่านข่าวสารบันเทิงต่าง ๆ บนเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดอินเทอร์เน็ต คำถามที่น่าสนใจต่อไป คือ แล้วจำนวนคนใช้สมาร์ทโฟนกับจำนวนคนใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะล่ะ อันไหนมีตัวเลขหรือสัดส่วนมากกว่ากันในความเป็นจริง ที่สหรัฐอเมริกา บริษัทวิจัย Enders Analysis ได้ทำการสำรวจและวิจัยในประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยรวบรวมตัวเลขการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนในสหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยที่ได้ชี้ชัดว่าคนในประเทศใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตทางโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้ามกับปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตทางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ค่อย ๆ ลดลง ถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็อาจไม่รู้สึกแปลกใจอะไรใช่ไหมครับ หลาย ๆ คนอาจจะยังคิดด้วยซ้ำว่ามันก็แค่กระแสชั่วครั้งชั่วคราว ยังไงซะจำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็ต้องมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาวอยู่ดี ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ตรงนี้ล่ะครับ ยิ่งทางบริษัทเก็บผลการสำรวจมาเรื่อย ๆ ต่อเนื่องทุก ๆ เดือนตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2013 จนมาเดือนมกราคมในปี ค.ศ. 2014 นี้ สิ่งที่พบคือจำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางมือถือนั้นมีถึง 55% ซึ่งมากขึ้นจนแซงหน้าจำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นครับทางบริษัทยังค้นพบด้วยว่าในจำนวนผู้คนที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือนั้น ส่วนใหญ่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางแอพพลิเคชั่นมากกว่าผ่านเว็บบราว เซอร์ของมือถือเอง เหตุผลง่าย ๆ ก็เพราะผู้ผลิตเหล่านั้นทำแอพพลิเคชั่นออกมาตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้ใช้มากกว่านั่นเอง ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ให้ภาพที่ชัดเจนถึงบทบาทของโทรศัพท์มือถือที่มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังบ่งบอกถึงการเปลี่ยน แปลงของโลกเทคโน โลยีในศตวรรษที่ 21 ของเราด้วยนะครับ ว่ามันถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยอัตราเร่ง หรือเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบก้าวกระโดด ดูเอาจากจำนวนแอพพลิเคชั่นบนแอพสโตร์และเพลย์สโตร์ของสองระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่อย่างไอโอเอสและแอนดรอยด์สิครับ ตอนนี้มีจำนวนนับหมื่นนับแสนรองรับทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ และสมาร์ททีวี แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา แต่เหล่าโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาไม่ว่าจะแบบแอพฟรีหรือแอพเสียเงินก็ไม่ย่อท้อ ยังคงวิ่งไล่การเปลี่ยนแปลงแข่งขันกันพัฒนา อัพเดท และออกแอพรุ่นใหม่ ๆ กันอยู่ตลอดเวลา ช่องทางการเผยแพร่แอพพลิเคชั่นผ่านแอพสโตร์และเพลย์สโตร์นี้ ถือเป็นช่องทางที่เป็นความหวังใหม่สำหรับคนรักการเขียนโปรแกรมในยุคโลกาภิวัตน์และโลกไร้พรม แดนนี้จริง ๆ ครับ ถ้าเป็นแต่ก่อนการจะทำแอพพลิเคชั่นอะไรสักอย่างให้เผยแพร่ใช้งานกันได้ทั่วโลกนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ ถ้าไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มีอำนาจต่อรองระดับโลก แต่เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ ต่อให้ไม่ได้เป็นพนัก งานบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ไม่ได้เรียนจบมาทาง การเขียนโปรแกรม ไม่ได้รู้จักหรือมีเครือข่ายกับบริษัทใหญ่โต ใช้แค่ความสามารถของตัวเองสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมา ส่งให้ทางแอพสโตร์และเพลย์สโตร์พิจารณาได้เหมือน ๆ กับที่คนอื่น ๆ ทั่วทั้งโลกทำกัน ถ้าแอพที่เราทำขึ้นผ่านมาตรฐานที่กำหนด มันก็จะได้ขึ้นไปปรากฏให้ผู้คนทั่วโลกได้ดาวน์โหลดไปลองใช้งานได้แล้ว เมื่อรู้ข้อมูลอย่างนี้แล้ว ต่อไปใครคิดจะพัฒนาเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นโดยสนใจแค่ให้มันทำงานได้ดีบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ไม่ได้ให้ความสนใจว่ามันจะทำงานได้ดีหรือดูสวยงามน่าใช้บนหน้าจอมือถือหรือไม่ ใครคนนั้นก็คงต้องกลับมาทบทวนเปลี่ยนความคิดของตัวเองใหม่แล้วล่ะครับ ในเมื่อเทคโนโลยีมือถือก้าวแซงหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปแล้ว แถมยังมีแนวโน้มจะเร่งเครื่องทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ อีก การจะพึ่งพาอินเทอร์เน็ตทำอะไรโดยละเลยกลุ่มผู้ใช้เกินกว่าครึ่งนี้ไปคงไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ในยุคที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีเปิดกว้างให้กับผู้มีความสามารถทั่วโลกเช่นนี้ แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับจะเลือกแบบไหน ระหว่างการอยู่กับรูปแบบอำนาจและการผูกขาดเดิมที่แม้จะยังคงยิ่งใหญ่อยู่ แต่ก็ถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ กับการลุกขึ้นมาใช้ความสามารถของตัวเองเป็นแรงให้ออกวิ่งไล่ตามควบคู่ไปกับโลกที่ไม่หยุดหมุนนี้ สู่อนาคตที่เปิดกว้างรออยู่ข้างหน้า. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สังคมก้มหน้ากับสมาร์ทโฟน – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยีFacebook Comments -

ไมโครซอฟท์ฯ เปิดตัว“โนเกีย ลูเมีย 930” ในไทย
วันนี้(1ก.ค.) ที่อาคารสาทร สแควร์ ไมโครซอฟท์ ดีไวซ์ ประเทศไทย จัดงานเปิดตัว โนเกียลูเมีย 930 สมาร์ทโฟน ระบบปฎิบัติการวินโดวส์ โฟน 8.1 โดย นายญาณธน สิมะวานิชกุล กรรมการผู้จัดการ ไมโครซอฟท์ ดีไวซ์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า โนเกียลูเมีย 930 ถือเป็นไมโครซอฟท์ ดีไวซ์ ตัวแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยและถือเป็นรุ่นเรือธงที่จะใช้ทำตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยมีจุดเด่นที่กล้องหลังความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมระบบลดการสั่นไหวของภาพ OIS และเลนส์ ZEISS บันทึกภาพวิดีโอได้คมชัดระดับเอชดี พร้อมไมโครโฟนคุณภาพสูง 4 ตัว ช่วยในการบันทึกเสียง หน้าจอ ฟูลเอชดี 5 นิ้ว มีสีขาว ดำ เขียวสดและสีส้มสด ให้เลือก ราคา 19,890 บาท จะเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 9 ก.ค.นี้ “ปัจจุบันโนเกียลูเมีย มีส่วนแบ่งทางการตลาดสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ได้นำผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆออกสู่ตลาด โดยครึ่งหลังของปีนี้มีแผนจะออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ทั้งในระบบปฎิบัติการวินโดวส์ โฟนและแพล็ตฟอร์มเอ็กซ์ โดยเน้นในเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งที่คาดว่าจะออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สู่ตลาดจำนวนมากเช่นกันในครึ่งปีหลังโดยมั่นใจว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า10%สำหรับตลาดโทรศัพท์มือถือในครึ่งปีหลังคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่สงบโ ดยสัดส่วนของตลาดสมาร์ทโฟนในปัจจุบันแบ่งเป็นระบบปฎิบัติการณ์แอนดรอยด์ 65% ไอโอเอส 25% และวินโดวส์ โฟน 10%” สำหรับในในส่วนของวินโดวส์สโตร์ในปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นสำหรับวินโดวส์ โฟน และวินโดวส์ 8 ให้ดาวน์โหลดมากกว่า 4 แสนแอพพลิเคชั่น ถือว่าเป็นแพล็ตฟอร์มที่เติบโตเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามการที่โนเกียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไมโครซอฟท์นั้น ในประเทศไทยการบริหารงานยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนขณะที่ในต่างประเทศเข้าใจว่าทางผู้บริหารคงอยู่ในช่วงวางแผนนโยบายในเรื่องต่างๆ ก็เชื่อว่าไมโครซอฟต์จะให้ความสำคัญในเรื่องงบลงทุนและการวิจัยมากขึ้นซึ่งจะส่งผลดีให้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไมโครซอฟท์ฯ เปิดตัว“โนเกีย ลูเมีย 930” ในไทยFacebook Comments