นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่องบริบทใหม่ธุรกิจไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การสร้างบริบทใหม่ให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง หลังจากก้าวผ่านความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 4 เรื่อง โดยเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างรากฐานความแข่งแกร่งแห่งอนาคต และไม่เน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นที่เห็นผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น การวางรากฐานด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอนาคต แต่ไม่ใช่การนำทรัพยากรของลูกหลานมาเผาผลาญจนหมดในรุ่นนี้ ส่วนบริบทต่อมาควรต้องละทิ้งแนวความคิดเดิม คือ การเอาประโยชน์จากแรงงานราคาถูก ละเลยเทคโนโลยี ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกแล้วด้อยคุณภาพ ต้องเปลี่ยนมาส่งเสริมคุณภาพของแรงงาน ให้เป็นแรงงานมนุษย์ที่มีทักษะสูง คิดค้นสินค้ารูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง เพราะถ้าไม่เร่งสร้างในรุ่นนี้ ต่อไปเมื่อถึงช่วงเปิดประชาคมอาเซียนไปแล้ว ประเทศไทยคงไม่สามารถสู้กับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป ขณะที่บริบทที่สามต้องปรับตัวพร้อมรับมือการแข่งขันรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ เพราะปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปสู่โลกาภิวัตน์ คู่แข่งขันก็เป็นระดับโลก จึงต้องก้าวทันเทคโนโลยี และสุดท้ายเป็นบริบทของการสร้างความถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีศีลธรรม และมีธรรมภิบาล “การดำเนินการดังกล่าวไม่ต้องมารอรัฐบาล หรือรอครม.ให้ทำ แต่ทุกภาคส่วนต้องเร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจะเกิดตัวอย่างให้คนปฏิบัติตาม ให้เกิดเป็นบริบทที่แข็งแกร่งจากภายใน แล้วประเทศไทยเองจะเป็นที่น่านับถือในสายตาของบคนทั่วทั้งโลก” ทั้งนี้ยังมองว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 57 เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะขยายตัวเกินกว่า 2% เพราะยังมีช่องว่างที่สามารถดำเนินการได้หลายอย่าง โดยเฉพาะ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ ถ้าสามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีครม. ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เชื่อถือของสังคม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ ส่วนอีกปัจจัย ถ้าหากมีครม.ชุดใหม่แล้ว ผู้บริหารชุดนี้ต้องรู้จักกำหนดหมวดหมู่การพัฒนาประเทศแบบตรงจุด ทั้ง การส่งออก ท่องเที่ยว การขับเคลื่อนงบประมาณรายจ่ายรัฐ ซึ่งหากทำได้จริงการจะเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2% คงไม่ใช่เรื่องยาก และในปี 58 จะยังขยายตัวเพิ่มขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะ 4 บริบทพาชาติเจริญ
Blog
-

แนะ 4 บริบทพาชาติเจริญ
Facebook Comments -

เด็กไทยคว้าแชมป์โครงการเยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางวิทย์ในอาเซียน
วันนี้(27 มิ.ย.57)ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์(อพวช.)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) อพวช.ร่วมกับ ASEAN+3 Centre for the Gifted in Science(ACGS) ประเทศเกาหลี จัดการแข่งขันเยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ในกลุ่มประเทศอาเชียน + 3โดยมีตัวแทนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาจาก 15 ประเทศประกอบด้วย สวีเดน บรูไน ไต้หวัน อินโดนีเชีย มาเลเชีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา จีน เกาหลี ญี่ปุ่นและไทย เข้าร่วมการแข่งขันในหัวข้อ “นวัตกรรมทางการเกษตรอย่างยั่งยืน”ทั้งนี้จากการแข่งขันที่ให้ตัวแทนแต่ละประเทศได้นำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ในหัวข้อ“นวัตกรรมทางการเกษตรอย่างยั่งยืน” ผลปรากฏว่าตัวแทนจากประเทศไทยได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการนำเสนอโครงงานหัวข้อ“Innovative agriculture for globalsustainability:ORGANIC FARMING INNOVATIONS(Duck Farming)” หรือการทำเกษตรอินทรีย์ในนาข้าว ของน.ส.รัตนากรบุญเลี่ยม จากโรงเรียนจุฬาภรณ์นครศรีธรรมราช และน.ส.พิมพิศา วอลเตอร์จากโรงเรียนจุฬาภรณ์ จ.พิษณุโลก โดยโครงการดังกล่าวเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ในนาข้าว มีการเลี้ยงเป็ดเพื่อให้กินวัชพืชขณะเดียวกันมูลของเป็ดสามารถกลายเป็นปุ๋ย ให้กับพืชได้ ส่วนน้ำเสียมีการบำบัดด้วยการใช้เปลือกส้มโอในการกรองน้ำขณะที่ตัวแทนจากประเทศต่างๆได้ขึ้นนำเสนอโครงงาน อาทิ ตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์ได้นำเสนอเรื่องเทคโนโลยีการประหยัดน้ำ ประเทศอินโดนีเชีย นำเสนอเรื่องการเกษตรแห่งอนาคต ประเทศไต้หวัน นำเสนอเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมข้าวเพื่อให้สามารถทนทานต่อน้ำท่วมหรือฝนแล้งประเทศเกาหลีใต้นำเสนอ นวัตกรรมเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้นด้านนางกรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ อพวช.หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า ผลงานของนักเรียนไทยค่อนข้างโดดเด่นในเรื่องการทำการเกษตรอินทรีย์หรือปลอดสารพิษพร้อมกับให้มีการเลี้ยงเป็ดได้ในเวลาเดียวกันซึ่งน่าแปลกแต่มีความเป็นไปได้สูง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่านักเรียนไทยจะต้องปรับปรุงคือเรื่องของภาษา เพราะจะช่วยทำให้การนำเสนอมีความมั่นใจมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เด็กไทยคว้าแชมป์โครงการเยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางวิทย์ในอาเซียนFacebook Comments -

กสทช.เปิดแอพลงทะเบียนซิมการ์ดเติมเงิน
วันนี้(27 มิ.ย.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า สำนักงานกสทช.ร่วมกับค่ายมือถือ 5 ราย ได้แก่ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค , บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือเอไอเอส , บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ 3 จี มาย และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ 3 จีทีโอที เปิดตัวแอพพลิเคชั่น “ 2 แซะ” เพื่อลงทะเบียนซิมการ์ดทั้งเก่าและใหม่เป็นวันแรก และหลังจากนั้นในวันที่ 15 ก.ค. 57จะขยายไปยังจังหวัดใหญ่ๆ และร้านตัวแทนจำหน่าย และภายในวันที่ 31 ก.ค. 57 จะขยายครอบคลุมทั่วประเทศสำหรับแอพพลิเคชั่นดังกล่าว เป็นการลงทะเบียนซิมการ์ดผ่านสมาร์ทโฟน โดยให้ผู้ที่จำหน่ายซิมการ์ดของทุกค่ายมือถือดำเนินการลงทะเบียน ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นและสแกนบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนชาวต่างชาติสแกนพาสปอร์ตหรือบัตรต่างด้าว เพ่ือให้ลูกค้าที่มาซื้อซิมการ์ด ไม่ต้องสำเนาเอกสารให้ร้านค้าที่จำหน่ายซิมการ์ดเก็บไว้ โดยข้อมูลจะถูกส่งมายังฐานข้อมูลกลางของสำนักงานกสทช.และฐานข้อมูลของผู้ให้บริการมือถือโดยตรง ซึ่งจะไม่มีการบันทึกภาพและข้อมูลไว้ภายในเครื่องแน่นอน ขอให้ประชาชนมั่นใจได้“ยืนยันว่าการลงทะเบียนดังกล่าวนี้ จะป้องกันการนำเอาหมายเลขโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายอาทิ การข่มขู่ ต้มตุ๋นหลอกลวง ซื้อขายยาเสพติด สิ่งของที่ผิดกฎหมายหรือแม้แต่การก่อวินาศกรรมเป็นต้น โดยเบื้องต้นจะรณรงค์จัดกิจกรรมเชิญชวนให้ลงทะเบียนซิมการ์ดโดยปัจจุบันพบว่ามีเลขหมายระบบเติมเงินจำนวน90 ล้านเบอร์ มีการลงทะเบียนแล้วไม่ถึง 5 % ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก คาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายในหนึ่งปี ” นายฐากร กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เปิดแอพลงทะเบียนซิมการ์ดเติมเงินFacebook Comments