นายอึงจี ซุน ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนไฮเซอร์ เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเซนไฮเซอร์เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคคนไทยมีความหลากหลายมากในการตัดสินใจซื้อซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นหนุ่มสาวส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากจากแฟชั่นและเทรนด์สมัยใหม่ ดังนั้นการได้ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับ แอชเอเชียเพื่อช่วยให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากแอชเอเชียมีประสบการณ์และความชำนาญในตลาดสินค้าไลฟสไตล์ที่เป็นจุดแข็งของบริษัท จึงมั่นใจว่าจะสร้างโอกาสทางการตลาดสำหรับหูฟังเซนไฮเซอร์ในตลาดไลฟสไตล์ โดยเฉพาะหูฟังแฟชั่นของเรา ‘Momentum’”ด้านเฮอร์มีน บอนด์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอช เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า การเลือกสินค้าเข้ามาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของเราต้องเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์ทันสมัยคุณภาพสูง และราคาที่ทุกคนสามารถซื้อได้ซึ่งแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเซนไฮเซอร์ สามารถเข้ามาเสริมทัพให้กับบริษัทของเราได้เป็นอย่างดีเชื่อว่าการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนใหม่นี้ทำให้สามารถพัฒนาแบรนด์ในประเทศไทยให้เติบโตขึ้นและสามารถเชื่อมต่อความสัมพันธ์นี้ไปยังกลุ่มเป้าหมายอายุน้อยด้วยทั้งนี้การปรับกลยุทธ์การตลาดของเซนไฮเซอร์ทำให้ความร่วมมือกับ บริษัท เจนเนอเรชั่น เอส จำกัด อดีตตัวแทนจำหน่ายต้องปรับเปลื่ยนโดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันที่จะยุติการเป็นหุ้นส่วนโดยมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เซนไฮเซอร์” ปรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายเจาะตลาดใหม่
Blog
-

“เซนไฮเซอร์” ปรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายเจาะตลาดใหม่
Facebook Comments -

เศรษฐกิจฟื้นรูปตัววี
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ประเมินว่า ทั้งปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้นได้ 1.5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบต่ำกว่า 1% และปีหน้าจะกลับมาเติบโตได้ตามปกติที่ 5.5% จากเดิมที่คาดไว้เพีย 4.8% หลังจากที่ไตรมาสแรกเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าที่คิดไว้ แต่มาไตรมาส 2 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งทำให้นโยบายภาครัฐชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ทั้งภาคประชาชนและนักลงทุนมีความเชื่อมั่น กลับเข้ามาลงทุน จึงประเมินว่าครึ่งปีหลังนี้ภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นเป็นรูปตัววี และฟื้นตัวเร็ว จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในปีหน้า “ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจติดลบ 0.5% จากการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า แต่ครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะโตได้ 3.4% จากการลงทุน และการบริโภคภาคเอกชน ที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะจากการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการที่คั่งค้างไว้จำนวนมาก ส่งผลให้เอกชนกลับเข้ามาลงทุนมากขึ้น ด้านภาครัฐก็มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากนโยบายด้านการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 จะเพิ่มจากเดิมที่ประมาณการ 90.5% เป็น 93% และงบประมาณปี 58 เป็น 93.5% แต่ทั้งนี้มองว่า เศรษฐกิจที่หดตัวแรงนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการว่างงานเท่าใดนัก อีกทั้งนโยบายการเงินยังผ่อนคลายเพียงพอที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้” ส่วนภาวะเงินเฟ้อนั้นมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเงินเฟ้อฟื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่า 1.5% เป็น 1.7% และปีหน้าจาก 1.3% เป็น 1.4% ด้านเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มจาก 2.5% เป็น 2.6% และปีหน้าจาก 2.3% เป็น 2.5% จากแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาก๊าซหุงต้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในหมวดอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ รวมทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งในอิรัก อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในดูไบให้เพิ่มขึ้นในระยะสั้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี โดยภาพรวมแล้ว ถือว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ธปท.วางไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจฟื้นรูปตัววีFacebook Comments -

คุมราคาหมูห้ามเกิน 159 บาท
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่ากรมได้ประกาศราคารับซื้อและราคาจำหน่ายสุกร เนื้อสุกรแนะนำ ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย. – 3 ก.ค. 57 โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันตก ราคากิโลกรัมละ 79 บาท,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคากิโลกรัมละ 80 บาท ภาคตะวันออกราคากิโลกรัมละ 81 บาท ภาคใต้ ราคากิโลกรัมละ 78 บาท และภาคเหนือ ราคากิโลกรัมละ 80บาท ราคาจำหน่ายส่งหมูชำแหละ(หมูซีก) กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคตะวันตก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 93 บาทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 94 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 95 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 92 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 94 บาท ราคาจำหน่ายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง (เนื้อสะโพกเนื้อไหล่) กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และ ภาคตะวันตก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 128 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 129 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 131 บาทภาคใต้ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 127 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 129 บาท ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่ง (เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 144 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 145 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 147 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 143 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 145 บาท ยกเว้นเนื้อสุกรชนิดที่มีคุณภาพพิเศษเช่น เนื้อสุกรอนามัย เนื้อสุกรไร้สาร ที่มีการรับรองจากหน่วยงานราชการ ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงตัดแต่ง (เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และ ภาคตะวันตก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 156 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 157 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ159 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 154 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่าราคากิโลกรัมละ 157 บาท ยกเว้นเนื้อสุกรชนิดที่มีคุณภาพพิเศษเช่น เนื้อสุกรอนามัย เนื้อสุกรไร้สาร ที่มีการรับรองจากหน่วยงานราชการ “กรมจะติดตามสถานการณ์และราคาสุกรอย่างใกล้ชิด และขอให้ผู้จำหน่ายปลีกปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน ถ้าหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้ามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการแจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดกรมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คุมราคาหมูห้ามเกิน 159 บาทFacebook Comments