พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำหรับการออกรางวัล 1 พ.ย.นี้ สำนักงานสลากฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสลากฯขายเกินราคาเป็นขั้นรุนแรง โดยประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่รายวัน เพื่อตรวจสอบผู้ค้าสลากฯ หากพบว่าผู้ค้าสลากฯ ขายสลากฯ เกินกว่าราคาควบคุมไว้ที่ 90 บาท จะให้ดำเนินการปรับตาม พ.ร.บ.สลากฯ พ.ศ.2517 โดยมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาททันที ซึ่งเชื่อว่าการใช้กฎหมายในครั้งนี้จะช่วยให้ราคาปรับลดลงตามราคาที่ควบคุม ไว้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ ได้ดำเนินมาตรการขึ้นทะเบียนผู้ค้าสลากฯ และการ ปั๊มสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านขวาสีน้ำเงินบนสลาก เพื่อให้ทราบว่า สลากดังกล่าวเป็นสลากฯของผู้ค้ารายย่อย ที่ต้องนำไปขายเองในราคาที่ควบคุมไว้ที่ 90 บาท หากพบว่า ผู้ค้าสลากฯ ขายสลากฯ เกินกว่าราคาควบคุมหรือนำสลากฯ ไปรวมชุดก็จดชื่อ เพื่อเรียกให้ผู้ค้ามารับทราบ และหากกระทำผิดเป็นครั้งที่ 2 ก็จะยึดโควตาคืนทันที แต่มาตรการดังกล่าวยังพบว่ามีการขายเกินราคาควบคุมไว้ โดยขายอยู่ที่ใบละ 110 บาท ประกอบกับการนำสลากฯไปรวมชุดต่างสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้สำนักงานสลากฯ จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.สลากฯ พ.ศ.2517 “สำนักงานสลากฯ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการขาย สลากฯ ทุกพื้นที่ หากพบว่าผู้ค้าสลากฯ รายใด ขายสลากฯเกินราคาที่ควบคุมไว้ที่ 90 บาท ก็สามารถจับและปรับตามกฎหมายได้ทันที เพราะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.สลากฯ พ.ศ.2517 และเป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าต่อเจ้าพนักงาน” สำหรับวันที่ 30 ต.ค. สำนักงานสลากฯ จะหารือ ถึงแนวทางแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 แบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก ทั้งวัตถุประสงค์ ที่จะกำหนดว่าควรมีสลากฯ ประเภทใดบ้าง การจัดสรรรายได้และการนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อดูแลสังคมของสำนักงานสลากฯ โดยจะนำ 4 ร่างที่เคยเสนอของผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการ ที่เสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 ประกอบด้วย ร่างของม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง สมัยปี 49, ร่างของนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 50, ร่างของนายไชยา พรหมา อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงินการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ปี 56 และร่าง พ.ร.บ.กิจการสลากเพื่อสังคม ของ นายมณเฑียร บุญตัน สว.สรรหา ปี 56 มาประกอบการพิจารณา เพื่อประเมินถึงข้อเสนอต่างๆ และนำมาปรับปรุงไว้ในการแก้ไขกฎหมาย เพราะต้องการให้การแก้ไข พ.ร.บ.ครั้งนี้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สลากฯประสานตำรวจขายเกินราคาปรับแน่
Blog
-

สลากฯประสานตำรวจขายเกินราคาปรับแน่
Facebook Comments -

ลุ้นราคาไข่ไก่ขึ้นที่ฟองละ 3.5-3.6 บาท
นายอรรณพ อัครนิธิยานนท์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มโรงแรมและร้านอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวทยอยสั่งออเดอร์ไข่ไก่ทั้งจากฟาร์มและพ่อค้า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่จะเข้าเที่ยวในช่วงไฮซีชั่น ส่งผลให้ราคาไข่ไก่มีแนวโน้มที่ปรับตัวขึ้นดีและคาดว่าช่วงพีคที่สุดราคาหน้าฟาร์มน่าจะอยู่ในระดับ 3.5-3.6 บาทต่อฟองหรือราคาขายปลีกเฉลี่ยที่ 3.8 – 4 บาทต่อฟอง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เริ่มมีกำไรมาบ้างหลังจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาทุกรายประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักเพราะไข่ไก่หน้าฟาร์มราคาลงเหลือ 2.4 บาทต่อฟอง ซึ่งต่ำสุดในรอบหลายปี “ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอมประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลกินเจทำให้ ราคาไข่ไก่ลดลง ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องประสบปัญหาขาดทุน เพราะต้นทุนประมาณ 3 บาทต่อฟอง อย่างไรก็ตามเกษตรกรก็ต้องยอมรับและหามาตรการในประกอบให้ฟาร์มไก่ไข่อยู่รอด เพราะราคาสินค้าเกษตรจะเป็นช่วงเวลาที่ราคามีทั้งสูงและมีลง ดังนั้นในช่วงที่ราคาไข่ไก่ขึ้นก็อยากให้ผู้บริโภคเข้าใจด้วย” ทั้งนี้สมาคมฯหวังในช่วงปลายปีการท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักเหมือนปีก่อนๆ โดยเฉพาะในส่วนของประเด็นการยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ของเมืองท่อง เที่ยว แต่ก็เชื่อว่าหากพื้นที่ใดมีความสงบฝ่ายความมั่นคงน่าจะยกเลิกกฎอัยการศึก ได้ และหากนักท่องเที่ยวไปพักโรงแรมเยอะก็จะมีความต้องการรับประทานเมนูที่มีไข่ ไก่มากตามไปด้วย นายอรรณพ กล่าวว่า ในวันที่ 22 ต.ค. นี้สมาคมฯจะมีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับการทำแผนช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ในการสร้างรายได้ที่มั่นคงทั้งระยะสั้น กลาง และ ยาว รวมถึงแนวทางที่จะให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือหากราคาไข่ไก่มีปัญหาความผันผวน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นราคาไข่ไก่ขึ้นที่ฟองละ 3.5-3.6 บาทFacebook Comments -

ดีเดย์จ่ายเงินปลูกข้าวไร่ละพัน การันตีเงินถึงมือชาวนาแน่!!!
“20 ต.ค.57” นี้ จะเป็นวันแรก ที่บรรดาพี่น้องชาวนากว่า 3.4 ล้านครัวเรือน เริ่มได้รับเงินช่วยเหลือค่าปลูกข้าวจากรัฐบาล ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ หรือไม่เกินครอบครัวละ 15,000 บาท หนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้าย ของรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” ที่หวังไว้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศจะช่วยหยุดยั้งไม่ให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ดิ่งเหวลงลึกไปมากนัก หลังจากการส่งออกของไทยกำลัง “สาหัส”การแจกเงินชาวนาครั้งนี้…ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลชุดนี้ก็หนีไม่พ้นต้องใช้นโยบายประชานิยมเช่นกัน ขณะเดียวกันการแจกเงินให้ชาวนาก็ยังมีข้อกังขาจากสังคมว่า เงินที่แจกนั้นถึงมือชาวนาตัวจริงหรือไม่ เพราะกระแสข่าวที่ออกมาในเวลานี้กลับกลายเป็นว่า “เจ้าของที่นา” กำลังสวมสิทธิ ชาวนา หรือไม่ก็บังคับหรือขอมีเอี่ยวในสิทธิครั้งนี้ด้วย หรือไม่ก็ถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีสิทธิ เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ หรืออาจขึ้นทะเบียนไม่ทัน หรือรายชื่ออาจตกหล่นสั่งคุมเข้มจ่ายเงินสารพัดปัญหา…ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ทำให้หัวหน้ารัฐบาลอย่าง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งการให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลให้การจ่ายเงินนั้นถึงมือชาวนาอย่างแท้จริง ไม่มีรั่วไหล ไม่มีทุจริตด้วยเพราะมาตรการเยียวยาชาวนาครั้งนี้ เป็นการใช้เงินงบประมาณมากถึง 40,000 ล้านบาท ที่สำคัญเมื่อรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” เข้ามาบริหารประเทศ ต้องไม่เกิดเหตุซ้ำรอยเฉกเช่นที่ “นักการเมือง” ชอบทำหรือปฏิบัติกันอยู่เป็นกิจวัตร!!แต่ในความเป็นจริง..เรื่องราวเหล่านี้คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศก็ตามคำว่า “โกง” อาจไม่หลุดพ้นไปจากสังคมไทย ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ชาวนาเจ้าของสิทธิ ก็ต้องปกป้องสิทธิของตัวเอง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นกลไกสำคัญก็ต้องมี “จิตสำนึก” ที่ทำให้ชาวนาได้รับเงินอย่างถูกต้อง ส่วนเจ้าของที่นา ก็ต้อง “เห็นใจ” ชาวนา ไม่เบียดเบียนหรือไปขูดเลือดเอากับปู เพราะชีวิตชาวนาที่ยากจนนั้นก็ลำบากมากพออยู่แล้วธ.ก.ส.แม่งานจ่ายเงินอย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทำหน้าที่หลักคงหนีไม่พ้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ต้องเข้ามาเดินหน้าช่วยเหลือ โดยเฉพาะในเรื่องของการจ่ายเงิน ตามที่รัฐบาลมอบหมาย ให้เป็นแม่งานในการโอนเงินเข้าบัญชีชาวนาที่ลงทะเบียน ที่คาดว่ามีชาวนาได้รับประโยชน์กว่า 3.49 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปีประมาณ 63.8 ล้านไร่กระบวนการ…เริ่มจากการแจ้งขอขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับเกษตรอำเภอในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นผู้ออกใบรับรองให้เกษตรกร จากนั้นจึงไปแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแนบสำเนาใบรับรองเกษตรกร สำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝาก สำเนาบัตรประชาชน ซึ่ง ธ.ก.ส. จะตรวจสอบความถูกต้องกับข้อมูลในระบบของกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งจำนวนเงินชดเชยและเลขที่บัญชีเงินฝาก และเมื่อเอกสารครบถ้วน จึงโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรงนอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังได้ซักซ้อมแนวทางการดำเนินงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ไปยังสาขากว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ พร้อมจัดเตรียมทีมพนักงาน ออกสุ่มตรวจสอบการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ และตรวจสอบจากระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะลูกค้าที่ได้กำหนดไว้ 1 ครัวเรือนต่อ 1 บัญชีเท่านั้น ที่สำคัญต้องระบุชัดเจนว่า ทำอาชีพอะไร พื้นที่ในการทำการเกษตรเท่าใด อยู่บ้านเลขที่เท่าใด เพื่อนำมาเปรียบเทียบสถิติย้อนหลัง ในปีที่ผ่านมา ว่าปลูกข้าวจำนวนเท่าใด หรือมีความผิดปกติหรือไม่ ทำให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และชาวนาต้องได้รับเงินอย่างแท้จริงนำร่องก่อน 6 จังหวัดเมื่อเอกสารชาวนาได้รับการตรวจสอบถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเกษตรกรชาวนาตามลำดับการขึ้นทะเบียน ภายใน 3 วันทันที โดยประเมินว่าวันที่ 20 ต.ค.นี้ คาดวงเงินก้อนแรกอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท เนื่องจากความสามารถในการจ่ายเงินตามกำลังของธนาคารเฉลี่ยวันละ 4,000-5,000 ล้านบาท และคาดว่าไม่เกิน 1 เดือนจะจ่ายเงิน 40,000 ล้านบาทให้ชาวนา 3.4 ล้านครัวเรือนได้ทั้งหมด เบื้องต้นจะนำร่องก่อนใน 6 จังหวัด เพราะมีความพร้อมในระบบการขึ้นทะเบียน คือ พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร ลพบุรี ขอนแก่นและศรีสะเกษขณะเดียวกันยังมี 8 จังหวัดภาคใต้ อาจมีปัญหาในเรื่องของฤดูการผลิต ที่ปลูกข้าวล่าช้ากว่าภาคอื่น ๆ ส่งผลให้การลงทะเบียนเกษตรกรจำเป็นต้องขยายออกไปอีก คาดว่าจะสิ้นสุดในวันที่ 15 พ.ย. 57 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ และเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรชาวนาในพื้นที่ภาคใต้ได้ในสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย.นี้ขู่หัวหมอขึ้นบัญชีดำแต่ขั้นตอนที่ว่า…ไม่ได้ผ่านไปอย่างง่าย ๆ หากไม่เกิดการทุจริตขึ้นเสียก่อน ดังนั้นจึงต้องป้องกัน…ถ้าตรวจสอบภายหลังพบว่าชาวนาผิดเงื่อนไข เช่น แบ่งพื้นที่นาจาก 30 ไร่ เป็นครัวเรือนละ 15 ไร่ เพื่อให้เป็นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ หรือกรณีเมื่อปีที่ผ่านมามีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ 5 ไร่ แต่หลังจากมีมาตรการนี้ขึ้นมา กลับมีจำนวนไร่พุ่งสูงขึ้นเป็น 10 หรือ 15 ไร่ เพื่อให้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น ทาง ธ.ก.ส. เตรียมขึ้นบัญชีดำกับเกษตรกรชาวนาบุคคลนั้น และถูกตัดสิทธิการได้รับความช่วยเหลือทุกโครงการนโยบายรัฐทุกโครงการทันที รวมถึง ไม่ได้รับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อใด ๆ จาก ธ.ก.ส. พร้อมถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากทางกรมส่งเสริมการเกษตรอีกด้วย เรียกได้ว่าทุจริตครั้งเดียว ถือว่าตัดอนาคตไปเลยทั้งนี้หลายคนอาจสงสัยว่ากระบวนการตรวจสอบ จะเชื่อถือได้หรือไม่? แต่ ธ.ก.ส. ยืนยันว่าจากอดีตที่ผ่านมา ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้ชาวนาในหลายโครงการแล้ว สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ เพราะมีข้อมูลอยู่ในระบบ ส่วนการนำพื้นที่ปลูกข้าวมาซอยไม่ให้เกิน 15 ไร่ เชื่อว่าทำได้ยาก เพราะการตรวจสอบมีขั้นตอนไปดูว่าบ้านเลขที่นี้ ขอใช้สิทธิหรือยัง ถ้ามาขอใช้สิทธิแล้วไม่ได้ ซึ่งทั้ง ธ.ก.ส. และกรมส่งเสริมการเกษตร จะตรวจสอบเรื่องนี้ใกล้ชิด หากแจ้งข้อมูลเท็จทางกรมส่งเสริมการเกษตรมีบทลงโทษถึงขั้นดำเนินคดีทันทีภาครัฐผนึกป้องรั่วไหลขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางและตรวจสอบ การจดทะเบียนเกษตรกร พร้อมออกใบรับรองอย่างเข้มงวดป้องกันการสวมสิทธิ หรือรู้เห็นกับเจ้าของที่นาให้สิทธิเช่านารายใหม่ เพื่อมารับแจกเงิน รวมทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ จัดชุดเฝ้าสังเกตการณ์การจ่ายเงินให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และเงินต้องถึงมือชาวนา ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ส่วนที่กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้ผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ลงมาถึงนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกรายต้องรับผิดชอบ หากเงินช่วยเหลือชาวนาไปไม่ถึงมือของชาวนาจริง ๆ
สุดท้ายแล้ว! นโยบายจ่ายเงิน 1,000 บาท ให้ชาวนาในรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” จะสามารถส่งเงินถึงมือให้ชาวนาตัวจริงเสียงจริง ได้หรือไม่ คงต้องรอดู…วุฒิชัย มั่งคั่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีเดย์จ่ายเงินปลูกข้าวไร่ละพัน การันตีเงินถึงมือชาวนาแน่!!!Facebook Comments