Blog

  • กฟผ.ปักธงเวียดนามสร้างโรงไฟฟ้า

    กฟผ.ปักธงเวียดนามสร้างโรงไฟฟ้า

    นายธนา พุฒรังษี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ ณ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หลังจากรัฐบาลเวียดนาม เห็นชอบ ให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นผู้ลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้า ณ เขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดกวางจิ โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดกำลังผลิต 2 คูณ 600 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินนำเข้าเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า มีกำหนดแล้วเสร็จของหน่วยที่ 1 เดือนมิ.ย. 64 และหน่วยที่ 2 ประมาณเดือนธ.ค. 64 สำหรับแผนงานหลังจากนี้บริษัท กฟผ. อินเตอร์ฯ จะต้องจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมโครงการ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายในเดือนธ.ค. 57 หากได้รับการอนุมัติโครงการแล้ว จะดำเนินการเจรจาร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สัญญาสัมปทาน และสัญญาค้ำประกันจากรัฐบาลเวียดนามต่อไป  รายงานข่าวจากศูนย์เตรียมความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อ 14 จังหวัดภาคใต้ กล่าวว่า การผลิตและส่งไฟฟ้าของภาคใต้ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 57 ซึ่งเป็นวันที่ 9 ของการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ เพื่อซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซฯ พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (เจดีเอ – เอ 18) ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย. -10 ก.ค. 57 เป็นปกติ สามารถรองรับการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้อย่างเพียงพอ โดยการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ (พีก) ในวันดังกล่าว เท่ากับ 2,312.5 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา 19.45 น. ซึ่งโรงไฟฟ้าทุกโรงสามารถเดินเครื่องได้โดยไม่มีเหตุขัดข้อง ทั้งนี้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการใช้ไฟสูงขึ้นอีกในอนาคต กฟผ. จึงขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในภาคใต้ร่วมกันประหยัดไฟในช่วงเวลา 18.30-22.30 น. เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และตอบสนองการใช้ไฟฟ้าของประชาชนได้เพียงพอ นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สนพ. เตรียมนำมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยผู้ผลิตไฟฟ้า (อีอีอาร์เอส) ให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ลดการใช้ไฟ และไม่ลดผลผลิต ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษามาตรการและวิธีการดำเนินการที่เหมาะสมซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบการปรับปรุงอุปกรณ์เครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการให้รางวัลเป็นแรงจูงใจ รวมถึงเงื่อนไขในการดำเนินการ เพื่อให้ได้มาตรการอีอีอาร์เอสที่เหมาะสมกับไทย   “ ปัจจุบัน มาตรการอีอีอาร์เอส ได้มีการนำมาใช้ทั้งในยุโรปและเอเชีย อาทิ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก จีน เกาหลีใต้ รวมถึง 48 รัฐในสหรัฐ ฯ โดยแต่ละแห่งมีการดำเนินงานหรือมาตรการจูงใจให้เกิดการลดการใช้พลังงาน ต่างกันไปตามความเหมาะสมของประเทศนั้นๆ อาทิ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ฯ ตั้งเป้าลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงปี 2012 – 2020 ลง 4,541 เมกะวัตต์ โดยใช้มาตรการทางการเงิน ติดตั้งอุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์อาคาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนประเทศจีน กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า ลดการผลิตไฟฟ้าลงให้ได้ 3% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยใช้มาตรการจูงใจผู้ประกอบการด้วยการสนับสนุนด้านการเงิน และมีการเปลี่ยนระบบแสงสว่าง ลดการสูญเสียความร้อนได้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กฟผ.ปักธงเวียดนามสร้างโรงไฟฟ้า

  • เร่งจัดระเบียบที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า

    เร่งจัดระเบียบที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า

     นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยในการเสวนายกเครื่องระบบรางว่า ต้องการให้ภาครัฐจัดระเบียบการใช้สิทธิประโยชน์ในที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า หรือการขนส่งระบบรางในประเทศใหม่  เพราะที่ผ่านมาผลประโยชน์มักตกอยู่กับนายทุน หรือกลุ่มคนรวยที่เข้าไปซื้อที่ดินเก็งกำไร หรือนำไปสร้างเป็นคอนโดมิเนียมขายแก่ผู้มีรายได้สูงเท่านั้น โดยประชาชน หรือผู้มีรายได้ต่ำได้ใช้ประโยชน์จากความเจริญที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าน้อย    “ภาครัฐควรวางแผนเร่งพัฒนาเมืองและที่ดินแนวรถไฟฟ้าแบบบูรณาการ โดยวางแผนพัฒนาชุมชนเมืองควบคู่ไปกับระบบสาธารณูปโภคและบริการ หรืออาจนำพื้นที่บางส่วนมามาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยให้กับคนชั้นกลางและรายได้ต่ำแบบในฮ่องกง หรือแบบในสหรัฐฯ ก็จะมีการวางแผนการใช้ประโยชน์ หรือการเรียกเก็บรายได้เพิ่มเติมจากเอกชน ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนระบบขนส่งรัฐเพิ่มเติม”   อย่างไรก็ตาม ยอมรับการลงทุนพัฒนาการขนส่งระบบรางในไทย เป็นเรื่องที่ต้องทำเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยย่ำอยู่กับที่มาตลอด โดยโครงการจำเป็นเร่งด่วนคือ การก่อสร้างรถไฟทางคู่ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ รวมถึงรถไฟฟ้า 12 สายในกรุงเทพฯ เพราะจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งจาก 14-15% ให้เหลือไม่เกิน 10%  อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงาน และแก้ปัญหาจราจรติดขัดในเมืองหลวงได้ แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องเตรียมความพร้อมด้าน คน การบริหารจัดการ ให้พร้อมต่อการลงทุนขนาดใหญ่ และรูปแบบการขนส่งที่เปลี่ยนไปด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะล้มเหลวอีก ส่วนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในช่วงนี้ แต่ควรพัฒนาเส้นทางรถไฟให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพก่อน   นอกจากนี้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ยังเตรียมจัดงานวิศวกรรม 57 วันที่ 27-30 พ.ย.57 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยภายในงานมีการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ งานแสดงสินค้า และจัดนิทรรศการนวัตกรรมด้านวิศวกรรมที่ทันสมัยที่สุดแห่งปี ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อนด้วย   นายนคร จันทศร ที่ปรึกษาผู้อำนวยการโครงการพัฒนาขนส่งระบบราง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า หากต้องการพัฒนาระบบราง จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย  (รฟท.) ควบคู่กันไปด้วย เพราะเป็นองค์กรที่ใหญ่เกินไป ทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ โดยเห็นว่าควรพิจารณาแยกบทบาท การพัฒนาเส้นทาง และการเดินรถออกจากกัน หรือมีการจัดตั้งกรมรถไฟขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อดูแลเรื่องการทำเส้นทางเหมือนกรมทางหลวงที่สร้างถนน      นายรัฐภูมิ ปริชาติปรีชา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมถนนและระบบราง มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาระบบรางโดยด่วน เพราะระบบขนส่งที่ผ่านมาด้อยประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหารถติด การใช้พลังงานเกินความจำเป็น การเกิดอุบัติเหตุ และงบซ่อมแซมถนนสูงถึงปีละ 3-4 หมื่นล้าน แต่ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องมีการปรับตัวในหลายส่วนเพื่อรองรับการพัฒนาระบบราง ทั้งในเรื่องกฎหมายเวนคืน กฎหมายร่วมทุน รวมถึงหน่วยงานกลางเพื่อกำกับดูแล

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งจัดระเบียบที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า

  • คอร์รัปชั่นไทยลดหลังคสช.บริหารประเทศ

    คอร์รัปชั่นไทยลดหลังคสช.บริหารประเทศ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันในปี 57 ของไทยว่า ในปี 57 เงินใต้โต๊ะหรือเงินเพิ่มพิเศษที่ผู้ประกอบการทำธุรกิจกับภาครัฐต้องจ่ายจ่ายแก่ข้าราชการ หรือ นักการเมืองเพื่อให้ได้สัญญาเฉลี่ยที่ 15-25% ของโครงการ หรือคิดเป็นเงิน  150,763 – 251,272 ล้านบาท  ลดลงจากปี 53-56 เอกชนต้องจ่าย 25-35%  คิดเป็นเงิน  251,272  – 351,781 ล้านบาท  หรือลดลง 100,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เรื่องคอร์รัปชันในไยเริ่มลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์ของหน่วยงานราชการ  เอกชน ประชาชน และการเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “เป็นการสำรวจในช่วงเดือน มิ.ย. 57 ซึ่งเป็นเดือนที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งตัวเลขต่างๆที่ออกมาค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องที่ดีมากขึ้นในมุมมองของข้าราชการ นักธุรกิจ และภาคประชาชน ซึ่งปริมาณของเงินใต้โต๊ะที่ลดลงตามโครงการต่างๆ พบว่าเงินดังกล่าวก็จะกลับไปสะท้อนที่เนื้องานให้มีคุณภาพมากขึ้น” ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าแนวทางในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ดีที่สุด เช่น ต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษต่อผู้กระทำผิดอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นให้ออกจากราชการ  ยึดทรัพย์ จำคุกตลอดชีวิต ประหาร พร้อมทั้งดำเนินการอย่างจริงจังและเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็ให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น หรือจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบโดยภาคประชาชน  นอกจากนี้ควรปลูกจิตสำนึกและสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้แก่ข้าราชการ นักการเมือง ประชาชนและเยาวชนในเรื่องของการทุจริต, ควรมีการเปิดเผยข้อมูลโครงการต่างๆ อย่างโปร่งใสชัดเจน และต่อเนื่องอย่างโปร่งใส และ รณรงค์ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ แก่ประชาชนให้ทราบถึงองค์ความรู้ ถึงลกระทบของการคอร์รัปชัน สำหรับผลสำรวจดัชนีสถานการ์คอร์รัปชันไทยเดือน มิ.ย. โดยรวมอยู่ที่ 46 คะแนน (สถานการณ์อยู่ในระดับปานกลาง) เพิ่มขึ้นจาก 39 คะแนน (สถานการณ์อยู่ในระดับรุนแรง) ในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือนธ.ค.56ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ถือเป็นค่าดัชนีสูงสุดในรอบ 5 ปีหรือตั้งแต่ปี 53 ที่มีการสำรวจดัชนีนี้หรือดีที่สุดที่มีการสำรวจ  “ดัชนีที่สูงขึ้นในทุกตัวแสดงให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงของคอร์รัปชันในไทยเริ่มน้อยลง มีการห้องกันเรื่องนี้กันอย่างจริงจริงมากขึ้น และที่สำคัญผู้เกี่ยวข้องมีการปราบปรามเข้มข้นและประชาชน ข้าราชการ นักธุรกิจ มีจิตสำนึกที่ดีขึ้นกว่าเดิม”    นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้มีศาลฏีกา แผนกที่มีการตัดสินคดีเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชันโดยเฉพาะและไม่ควรใช้เวลาเกิน 1 ปีต่อคดี เชื่อว่าจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ในเมืองไทยได้แน่นอน เนื่องจากในอดีตบางคดีต้องใช้เวลาในการตัดสินเป็น 10 ปี ซึ่งบางครั้งคู่ความก็เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งนี้ภาคเอกชนต้องการให้ คสช. ดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพราะเห็นจากข้อมูลแค่การเข้ามาบริหารประเทศของ คสช. 1 เดือนสามารถลดปัญหาการเรียกเงินใต้โต๊ะประมาณ 10% หรือ 100,000 ล้านบาทได้แล้ว ซึ่งหากมีการดำเนินการเข้มงวดต่อเนื่องของผู้บริหารประเทศ ประกอบกับการเอาจริงเอาจังของภาคเอกชน ข้าราชการ และประชาชนทั่ว เชื่อว่าในอนาคตคอร์รัปชันก็ไม่มีเกิดขึ้นในประเทศไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คอร์รัปชั่นไทยลดหลังคสช.บริหารประเทศ