นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศไทย วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามขับเคลื่อนอยู่นั้น มีความเป็นไปได้ว่า ในปี 57 จะมีโครงการที่พร้อมดำเนินการ และพร้อมอนุมัติน้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท เพราะรายละเอียดของแต่ละโครงการยังไม่ชัดเจน ส่วนการจัดสรรแหล่งเงินเชื่อว่า ในที่สุด คสช.จะสามารถหาเงินมาได้ แต่เมื่อใช้เงินในโครงการเสร็จแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ จะใช้เงินคืนอย่างไร ทั้งนี้หากเปรียบเทียบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลที่แล้วกับโครงการ 3 ล้านล้านบาท ของคสช. เห็นว่า ในโครงการ 2 ล้านล้านบาท มียุทธศาสตร์ชัดเจน โดยเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางเป็นหลัก และใช้เงินกู้ ส่วนโครงการ 3 ล้านล้านบาท เป็นการขยายขอบข่ายการลงทุนออกไปจากเ้ดิมมาก และเน้นภาพรวมระบบคมนาคมขนส่งของประเทศทั้งหมด แต่ยังคงเน้นระบบรางอยู่ 70-80% จากโครงการ 2 ล้านล้านบาท ส่วนแหล่งเงินลงทุนอยู่ระหว่างการพิจารณา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีดีอาร์ไอคาด คสช.เข็นโครงการลงทุนคมนาคม
Blog
-

ทีดีอาร์ไอคาด คสช.เข็นโครงการลงทุนคมนาคม
Facebook Comments -

ฐานะการคลังเข้มแข็ง
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมฯได้เร่งรัดการจัดทำงบการเงินแผ่นดินในปีงบประมาณ 56 ซึ่งมีฐานะการคลังที่เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีเงินสดหมุนเวียนหรือเงินคงคลังมากกว่า 600,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน สะท้อนถึงสภาพคล่องของประเทศที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสินทรัพย์ทั้งหมดของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 7% ที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราชพัสดุกว่า 59% และเงินลงทุนในรัฐวิสาหกิจ 28% ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต นอกจากนี้ งบการเงินแผ่นดินแสดงให้เห็นถึงรายจ่ายภาครัฐที่ใช้ในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจมีมากถึง 2.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน และรายจ่ายดังกล่าวจะมีผลต่อการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การเก็บรายได้ภาครัฐมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 10.27% แสดงให้เห็นถึงเศรษฐกิจของประเทศในปีงบประมาณ 56 ได้ขยายตัว ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังเข้มเข็งขึ้น ในด้านหนี้สินรัฐบาลมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ 7% แล้ว อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ดีขึ้น “รัฐบาลมีเงินคงคลังมากกว่า 600,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นสภาพคล่องของประเทศที่มีมากขึ้น ประกอบกับ งบการเงินแผ่นดินแสดงให้เห็นถึงรายจ่ายภาครัฐที่ใช้ในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจมีมากถึง 2.4 ล้านล้าน และรายจ่ายดังกล่าวจะมีผลต่อการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การเก็บรายได้ภาครัฐมีสัดส่วนที่สูงขึ้น สะท้อนถึงเศรษฐกิจของประเทศในปีงบประมาณ 56” อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลางได้มีนโยบายเร่งรัดการจัดทำงบการเงินแผ่นดินให้รวดเร็วและเป็นปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งเดิมการจัดทำงบการเงินแผ่นดินยังมีความล่าช้าและไม่สามารถปิดบัญชีได้ทันปีต่อปี โดยปีงบประมาณ 56 สามารถปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินแผ่นดินของปีงบประมาณ 52 และ 53 ส่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และในปีงบประมาณ 57 สามารถปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินแผ่นดินของปีงบประมาณ 54, 55 และ56 ส่ง สตง. ได้ทันต่อเวลา ทั้งนี้ งบการเงินของแผ่นดินจะแสดงข้อมูลฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา การมีงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจที่เป็นปัจจุบัน จะแสดงความโปร่งใสทางการคลัง และเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เนื่องจากข้อมูลงบการเงินแผ่นดินจะเป็นข้อมูลให้องค์กรระหว่างประเทศในการจัดลำดับความเชื่อมั่นในความรับผิดชอบทางการเงินของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ให้กู้ ส่งผลให้รัฐบาลมีศักยภาพในการระดมทุนได้มากขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฐานะการคลังเข้มแข็งFacebook Comments -

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ตลาดท่องเที่ยวไทยฟื้น
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า ตลาดท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยประมาณ 26.6 ล้านคน ขยายตัว 0.2% และสร้างเม็ดเงินสู่ธุรกิจต่างๆ คิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 2.4% แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรก(ม.ค.-มิ.ย)ไทยจะต้องเผชิญกับการชุมนุมทางการเมือง ภัยธรรมชาติ และเหตุการระเบิดที่อำเภอหาดใหญ่ รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมันด้านความปลอดภัยทำให้บางประเทศเตือนพลเมืองระมัดระวังการเดินทางมาไทย และทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัว 4.4% โดยเฉพาะจีนลดลง 20% รองลงมาคือฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยในช่วงครึ่งหลัง(ก.ค.-ธ.ค.) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เพราะได้รับอานิสงส์จากการที่คสช.ยกเลิกประกาศเคอร์ฟิวทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเห็นว่าหากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันสื่อข้อมูลถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงในประเทศไทย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพมีแนวโน้มที่ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ จะสามารถฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งโดยปกติจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยนิยมเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยในช่วงโลว์ซีซั่น เนื่องจากสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการเดินทางมาไทยในช่วงปลายปี ทั้งนี้ อาจจะส่งผลให้ตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนมีแนวโน้มฟื้นตัว และส่งผลให้โดยรวมมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาไทยไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน ลดลง 13.7% “หากไม่มีเหตุการณ์ใดมากระทบการท่องเที่ยวของไทยแล้ว คาดว่า ในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮซีซั่น) นักท่องเที่ยวระยะไกลโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปยังคงเลือกเดินทางมาพักผ่อนในเมืองท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมของไทย เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลายทางท่องเที่ยวที่มีความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ตลาดท่องเที่ยวไทยฟื้นFacebook Comments