วันนี้ (17 ต.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า กสทช. ได้รับการร้องเรียนว่า มีบริษัทขายกล่องบางรายใช้วิธีขายตรงไปยังหมู่บ้าน ซึ่งเท่ากับไม่เปิดทางเลือกให้ประชาชนได้เลือกแลกซื้อกล่องกับบริษัทอื่น ดังนั้น กสทช.จึงอยากให้ประชาชนร้องเรียนมายังกสทช. โดยตรง รวมถึงแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที หากพบว่า บุรุษไปรษณีย์ไม่นำจ่ายคูปอง บริษัทผู้ผลิตกล่องทีวีดิจิตอลรายใดใช้วิธีการติดสินบน หรือ ให้ค่านายหน้าการขายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลกับผู้นำหมู่บ้านหรือผู้นำ ชุมชน จะถูกตัดสิทธิ์ทันทีทั้งนี้ กสทช.ได้เปิดจุดให้บริการแลกคูปองของจำนวน 22 บริษัท ที่ได้รับสติ๊กเกอร์จากกสทช. แล้ว รวม 5,820 แห่ง ใน 21 จังหวัด อยู่ในเขต กทม. 2,843 แห่ง โดยจุดแลกคูปองดังกล่าวจะตั้งอยู่ใน โลตัส บิ๊กซี เดอะมอลล์ แม็คโคร โฮมโปร เพาเวอร์บาย ร้านอมร ศูนย์รวมอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ ไอทีซิตี้ เซเว่น อีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท โดยจุดรับแลกคูปองจะมีสัญลักษณ์รับแลกแสดงอยู่หน้าร้านสำหรับรายชื่อ 22 บริษัท ที่ได้รับสติ๊กเกอร์จากกสทช. และพร้อมให้บริการแลกคูปองแล้ว ได้แก่บริษัท สามารถ วิศวกรรม บริษัท แพลนเน็ต คอมมูนิเคชั่น เอเชีย บริษัท ไอพีเอ็ม เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส บริษัท ยูซีไอ คอร์ปอเรชั่น บริษัท ไฮไฟ โอเรียนท์ไทย บริษัท ยิ่งเจริญ คอมิวนิเคชั่น บริษัท โซนาร์ อินดัสเตรียล บริษัท แฟมิลี่ คอร์ปอเรชั่น บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น บริษัท ไฮเออร์ อิเลคทริค บริษัท ซีเนียร์ ไฮไฟ คอร์ปอเรชั่น บริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ บริษัท ครีเอเทค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เทรดดิ้ง บริษัท โฟร์ ซิสเต็มส์ บริษัท สกายเวิร์ด (ไทยแลนด์) บริษัท คลีโอ เนเชอรัล กรุ๊ป บริษัท วี.พี.เอส ไทย บริษัท โอปาล อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ไฮเออร์ อิเล็คทริค (ประเทศไทย) บริษัท สเต็ป ฟอร์เวิร์ด กรุ๊ป และ บริษัท วัน บอกซ์ โฮมนอกจากนี้ ยังได้อนุมัติอีก 4 บริษัทเพิ่มเติม คือบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิกส์ บริษัท โซนี่ไทย บริษัท ทีเอแอล ไทย บิสสิเนส และ หจก.แอมเพิล เวิร์ค
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.ขู่ตัดสิทธิ์บ.ขายกล่องทีวีดิจิตอลหากพบฮั้วกับผู้นำหมู่บ
Blog
-

กสทช.ขู่ตัดสิทธิ์บ.ขายกล่องทีวีดิจิตอลหากพบฮั้วกับผู้นำหมู่บ
Facebook Comments -

ถกอุตสาหกรรมยางช่วยเพิ่มส่งออก
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับกลุ่มอุตสาหกรรมยางพาราว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือให้เอกชน ได้แก่ ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางรถยนต์ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม้ยางพารา และผู้ประกอบอุตสาหกรรมถุงมือยาง ช่วยกันผลักดันการส่งออกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการใช้ยางพาราภายในประเทศ พร้อมทั้งให้ภาคอุตสาหกรรรมแต่ละกลุ่มไปจัดแบ่งคลัสเตอร์ และนำข้อเสนอมาประชุมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในรอบต่อไป คาดว่าประมาณสัปดาห์หน้า และจะมีการจัดประชุมหารือในลักษณะแบบนี้อย่างต่อเนื่อง “เป็นครั้งแรกที่ได้มีการพูดคุยกับบริษัทใหญ่ๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาง ซึ่งครั้งนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเพราะเป็นการประชุมกลุ่มใหญ่ แต่ให้แบ่งเป็นกลุ่มคลัสเตอร์และมาประชุมร่วมกันอีกครั้ง โดยจากการหารือภาคเอกชนเข้าใจประเด็นของภาครัฐที่ต้องการให้ช่วยกันผลักดันการส่งออกและเพิ่มมูลค่าในประเทศ เพื่อผลักดันให้ราคายางปรับตัวดีขึ้น” อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงปัญหาและอุปสรรคของการส่งออกและการผลิตยางพารา ทางภาครัฐก็จะช่วยแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้ ทั้งการแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมาย และหากเกี่ยวข้องกับกระทรวงใด ก็จะมีการเชิญมาหารือร่วมกับผู้ประกอบการ เช่น ถุงมือยางมีประเด็นที่ต้องหารือกับทางองค์การอาหารและยา (อย.) ก็จะเชิญมาหารือในกลุ่มคลัสเตอร์ รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะต้องมาทำความเข้าใจกับกลุ่มอุตสาหกรรมไม้ยางพาราต่อไป “การช่วยเหลือเกษตรกร ทางรัฐบาลได้มีมาตรการในการช่วยเหลือไปในระดับหนึ่ง โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ก็จะเข้ามาดูแลด้านการตลาด เพื่อผลักดันให้มีปริมาณการใช้ยางเพิ่มมากขึ้น” นายเจน นำชัยศิริรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าส.อ.ท.ได้ทำแผนเสนอต่อรัฐบาลแล้วโดยวางเป้าหมายที่จะผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางจากปัจจุบัน 600,000 ล้านบาทให้ถึง 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 63 โดยเน้นรักษาเสถียรภาพราคายางพาราพร้อมทั้งให้รัฐสนับสนุนการพัฒนาและวิจัยตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงการตั้งหน่วยวิจัยยางพาราแปรรูปกลางเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมและการเรียนรู้ เพราะปัจจุบันใช้ยางพาราเพื่อการแปรรูปแค่12.5% ของกำลังผลิตรวม และ 87.5% ยังเป็นการพึ่งพาการส่งออก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ถกอุตสาหกรรมยางช่วยเพิ่มส่งออกFacebook Comments -

กษ.ลุยเปิดตลาดรัสเซีย
วันที่ 17 ต.ค. นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงว่ากระทรวงเกษตรฯและสหพันธรัฐรัสเซีย ลงนามเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์และประมง ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งขยายการค้าเสรีโดยเปิดตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้มากขึ้น และเร่งดำเนินการลดอุปสรรคในการส่งออกพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า โดยล่าสุด ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจในข้อกำหนดการส่งออกเนื้อสุกรจากประเทศไทยไปยังประเทศรัสเซีย ซึ่งต่อไปไม่เพียงจะสามารถส่งออกไปรัสเซียได้เท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะส่งออกเนื้อสุกรไปยังประเทศเบรารุส และ คาซัคสถาน ซึ่งอยู่ในเครือ Customs Union ได้ด้วย “ จากข้อมูลการส่งออกด้านปศุสัตว์ของไทยไปยังรัสเซียเมื่อปี 2556 พบว่าไทยส่งออกเนื้อไก่แปรรูป 20,000 ตัน เนื้อไก่แช่แข็ง 972.04 ตัน มีมูลค่า 69.09 ล้านบาท เนื้อเป็ดแช่งแข็ง 126.61 ตัน มีมูลค่า 14.05 ล้านบาท รวมมูลค่าส่งออกสิค้าปศุสัตว์ทั้งหมด 1,098.66 ตัน ซึ่งคาดว่าไทยจะมีความพร้อมในการส่งออกเนื้อสุกรบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ไปยังรัสเซียภายใน 3 – 4 เดือนนี้แน่นอน ถือเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะได้เปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ไปยังรัสเซีย เบรารุส และคาซัคสถานอีกด้วย ” นายชวลิต กล่าว นายชวลิต กล่าวอีกว่า สำหรับสินค้าประมงทางคณะของรัสเซีย ได้รับทราบและขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 69 โรง และได้เข้าตรวจโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ ในครั้งนี้เพียง 6 โรง จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ สมุทรปราการ และคาดว่า จะมีแนวโน้มที่ดีต่อโรงงานผลิตสินค้าประมงไทยที่จะได้รับการรับรองให้มีการนำเข้าไปยังรัสเซียได้เพิ่มขึ้น โดยสถานการณ์การส่งออกสินค้าประมงไทยไปรัสเซีย เมื่อปี 2556 พบว่า มีปริมาณการส่งออก 12,325.18 ตัน มูลค่า 1,787.71 ล้านบาท และในปี 2557 ทั้งนี้คาดการณ์ว่าทั้งภาคประมงและปศุสัตว์จะสามารถส่งออกไปยังประเทศรัสเซียได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กษ.ลุยเปิดตลาดรัสเซียFacebook Comments