Blog

  • อานิสงส์การเมืองคลี่คลายกระตุ้นลงทุนครึ่งปีหลัง

    อานิสงส์การเมืองคลี่คลายกระตุ้นลงทุนครึ่งปีหลัง

     รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า  ในช่วงครึ่งหลัง(ก.ค.-ธ.ค.)ของปีนี้ยอดขายพื้นที่ใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมน่าจะเติบโตได้ประมาณ 3.7-9.7% จากที่หดตัวประมาณ57.7% ในช่วงครึ่งแรก(ม.ค.-มิ.ย.)ของปี  เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพ  ประกอบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น  การเร่งจ่ายเงินจำนำข้าวให้แก่ชาวนา การเร่งขับเคลื่อนการลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี57 การแก้ปัญหาภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่ปรับตัวสูงขึ้นและโดยเฉพาะการเข้ามาแก้ไขปัญหาการอนุมัติโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนที่รอการพิจารณาอนุมัติมูลค่าประมาณ700,000 ล้านบาท ประมาณ 700โครงการ โดยคสช.วางกรอบการพิจารณาโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนที่ค้างการอนุมัติให้เสร็จสิ้นภายใน2 เดือน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมการลงทุนกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่มีแผนจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคอาเซียน   “ไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตที่นักลงทุนยังให้ความสำคัญด้วยความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ประกอบกับการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมการลงทุนในไทย โดยแนวโน้มการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาจกระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้นนอกเหนือจากที่มีศักยภาพหลักในภาคตะวันออกซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านคาดว่าภาพรวมทั้งปียอดขายพื้นที่ในนิคมฯหดตัวลง 18.9- 27.2%  จากปี56 ที่ผ่านมาหดตัว 56.3% “   สำหรับ สถานการณ์การเมืองน่าจะเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการลงทุนและต่อธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม แต่การเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติ โดยองค์ประกอบสำคัญที่จะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยนอกจากการเมืองนิ่งแล้ว ความชัดเจนของกฎหมาย เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ควรออกกฎข้อบังคับชัดเจนและนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจ  เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าธรรมเนียมการทำธุรกิจค่าขนส่งสินค้า เป็นต้น ขณะที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาแก้ไขอุปสรรคปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานรองรับการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนของประเทศด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อานิสงส์การเมืองคลี่คลายกระตุ้นลงทุนครึ่งปีหลัง

  • แบงก์ชาติมั่นใจถอนคิวอีกระทบค่าบาทจิ๊บจ๊อย

    แบงก์ชาติมั่นใจถอนคิวอีกระทบค่าบาทจิ๊บจ๊อย

    นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่หลายฝ่ายประเมินว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงรวดเร็วมาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากการปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับสหรัฐอเมริกาจำนวนมากนั้น  ยืนยันว่าค่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่าลงรวดเร็วแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดรับรู้ข่าวสารดังกล่าวมากแล้ว และปรับตัวได้พอสมควรจึงไม่มีอะไรน่ากังวล ประกอบกับที่ผ่านมา  ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกิดจากนโยบายที่ไม่ได้คาดคิด หรือประเมินไว้ก่อนหน้า   ส่วนภาพรวมค่าเงินบาทในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยมีสาเหตุจากข่าวดีต่างๆในประเทศ โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่มั่นใจต่อเศรษฐกิจมากขึ้น หลังการเมืองคลี่คลาย มีแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วย ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ได้กลับมาแข็งค่าขึ้น และเงินไม่ได้ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยมากนัก สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย หรือติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาสแน่นอน เนื่องจาก ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จะเติบโตมากกว่าไตรมาสแรกที่ติดลบที่ 0.6% เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลังจากสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจน ส่งผลให้การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนเริ่มกลับมา ประกอบกับมีแรงขับเคลื่อนจากการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 57 ต่อเนื่องในปี 58   ขณะที่การท่องเที่ยวคาดว่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ตามปกติในช่วงครึ่งปีหลัง “แม้การบริโภคที่เริ่มกลับมาจะไม่ได้ฟื้นตัวแรง เพราะครั้งนี้ภาคประชาชนยังมีภาระหนี้เก่าค่อนข้างมาก หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เช่นเดียวกับการจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่เงินถูกโยนเข้าไปในระบบแล้ว แต่ชาวนาก็ต้องนำเงินไปใช้หนี้เดิมที่ค้างอยู่ จะช่วยมากน้อยแค่ไหน ต่อเศรษฐกิจคงต้องมีการติดตามในระยะต่อไป แต่ตัวที่จะช่วยดึงเศรษฐกิจแน่ๆคือ การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่เดินหน้า การลงทุนเริ่มกลับมา ขณะที่ในอนาคตการส่งออกยังเป็นตัวหลักในการเดินหน้าของเศรษฐกิจอยู่แน่นอน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ชาติมั่นใจถอนคิวอีกระทบค่าบาทจิ๊บจ๊อย

  • ตรวจข้าวหอมมะลิปลอมในจีน-ไต้หวัน

    ตรวจข้าวหอมมะลิปลอมในจีน-ไต้หวัน

     รายงานข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่า ในช่วงเดือนมิ.ย. นี้กรมฯ จะจัดคณะเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังเมืองเซี่ยะเหมินมหานครเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน  และกรุงไทเป ไต้หวันเพื่อติดตามคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยและการใช้เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยหลังจากที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวพันธุ์อื่นรวมถึงการใช้เครื่องหมายการค้าข้าวหอมมะลิไทยไม่ถูกต้อง เพราะได้สร้างความสับสนต่อผู้บริโภคชาวต่างประเทศ จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทยในตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในตลาดภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง จีน และไต้หวัน  “ที่ผ่านมากรมฯ ได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และเครื่องหมายการค้า ”HOMMALI” ไว้หลายภูมิภาครวม 46 ประเทศ สำหรับฮ่องกง จีนและไต้หวันเป็นประเทศที่นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของไทยจึงจัดคณะเจ้าหน้าที่ไปติดตามคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยและการใช้เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีกเพราะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทำให้ขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย”    สำหรับตลาดจีน เป็นตลาดที่นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยเป็นอันดับที่ 2ในภูมิภาคเอเชีย รองจากฮ่องกง โดยในปี 56 จีนนำเข้าข้าวหอมมะลิไทยประมาณ  130,000 ตัน มูลค่า 4,435 ล้านบาท   ส่วนไต้หวันเป็นตลาดข้าวหอมมะลิไทยที่มีการขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยปริมาณนำเข้าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด โดยล่าสุด ปี 56 มีปริมาณนำเข้า 6,000 ตันคิดเป็นมูลค่า 196 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ถึงเกือบ 50%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตรวจข้าวหอมมะลิปลอมในจีน-ไต้หวัน