เดือน: ตุลาคม 2013

  • วาคอมส่งแท็บเล็ต-ปากกาอัจฉริยะลงตลาดไทย

    วาคอมส่งแท็บเล็ต-ปากกาอัจฉริยะลงตลาดไทย


    คุยเป็นสุดยอดปากกาสำหรับงานดีไซน์เนอร์ สำหรับมือสมัครเล่นจนถึงมือถืออาชีพ พร้อมแท็บเล็ตที่รองรับการใช้งานกราฟฟิก นางสาวซิซิลเลีย วูน ผู้จัดการด้านการตลาดอาวุโส ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ บริษัท วาคอม (สิงคโปร์) จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า วาคอมนั้นก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี ได้พยายามพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะงานด้านกราฟฟิกดิจิทัล สำหรับใช้งานบนแท็บเล็ต พีซี ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจของวาคอมแข็งแกร่งมาก นางสาวซิซิลเลีย กล่าวว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งมาก หลายประเทศเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทย เป็นตลาดที่น่าสนใจมาก วาคอม พบว่า คนไทยใช้เวลากับสื่อดิจิทัลมากกว่าสื่อแบบดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ กลุ่มคนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ วาคอม ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อวางจำหน่ายในประเทศไทย 4 รุ่น คือ แท็บเล็ต รุ่น ซินทิก แท็บเล็ตสำหรับทำงานครีเอทีฟ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 ,แบมบู แพด เป็นทัชแพดตัวแรกที่มาพร้อมปากกาปลายแหลม สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์พีซีและแล็บทอปได้ ,อินทูอัส โปร และปากกาอัจฉริยะ หรือปากกาสไตลัสอินทูอัส อีก 4 รุ่น ซึ่งรองรับการใช้งานสำหรับผู้ที่ทำงานกราฟฟิกดีไซน์ การ์ตูน ฯลฯ เป็นปากกาที่ไวต่อแรงกด สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกแบรนด์ ทุกระบบปฏิบัติการ รวมถึงไอแพด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วาคอมส่งแท็บเล็ต-ปากกาอัจฉริยะลงตลาดไทย

  • ประเมินความเสี่ยงระหว่างทำงาน ลดปัญหาโรค “ออฟฟิศซินโดรม”

    ประเมินความเสี่ยงระหว่างทำงาน ลดปัญหาโรค “ออฟฟิศซินโดรม”


    หากพูดถึง “ออฟฟิศซินโดรม” หนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน คงรับรู้อาการของโรคนี้ดี ที่ทำให้เกิดอาการ ปวด ตึง บริเวณต้นคอ บ่า หัวไหล่ และหากที่มีอาการรุนแรง อาจส่งผลให้หันคอ ก้ม หรือเงยไม่ได้เลยก็มี การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญของคนวัยทำงานในยุคนี้ นายเชาวลิต สืบแสงอินทร์ นักศึกษา ปริญญาโท สาขาการออกแบบและวางแผน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสนใจและศึกษาในเรื่องนี้ โดยได้นำความรู้ด้านวิศวกรรมผนวกเข้ากับงานออกแบบจนสามารถพัฒนา “เครื่องประเมินความเสี่ยงในการทำงานของผู้พิการและบุคคลทั่วไปที่ใช้ร่างกายส่วนบน” เป็นหลัก จนประสบความสำเร็จ โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) นายเชาวลิต กล่าวว่า เครื่องมือใช้ในการประเมินความเสี่ยงของสรีระส่วนบนระหว่างการทำงาน สามารถนำไปใช้กับผู้พิการที่นั่งรถเข็น พนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และพนักงานโรงงานที่ต้องทำงานซ้ำๆ จนส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยล้าที่แขน คอ และไหล่ โดยเครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วยกล้องจับเซ็นเซอร์ 2 ตัว ซึ่งใช้พื้นฐานการประเมินร่างกายส่วนบน Rapid Upper Limp Assessment (RULA) เพื่อตรวจสอบโครงสร้าง Skeleton ของร่างกายแบบเรียล ไทม์ ว่ามีการบิดรูปร่างระหว่างนั่งทำงานหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อยต่างๆ จากนั้นจะนำข้อมูลมาประเมินค่าความเสี่ยงออกมาเป็นตัวเลข 1-7 เมื่อค่าความเสี่ยงถูกประเมินออกมา วิศวกรหรือนักออกแบบก็มีหน้าที่เข้าไปปรับปรุงสถานที่ทำงาน อาทิ โต๊ะทำงาน ระดับการวางคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือต่างๆ ให้สอดคล้องกับสรีระของผู้ปฏิบัติงานและเป็นไปตามหลักการยศาสตร์มากที่สุด และส่วนตัวผู้ปฏิบัติงานเองก็จะได้ปรับพฤติกรรมท่าทางในการทำงานให้เหมาะสม เช่น การนั่งหลังตรงและปรับเปลี่ยนอิริยาบทในการทำงานทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นต้น โดยเครื่องประเมินความเสี่ยงระหว่างนั่งทำงานถูกพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยการทำงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย โดยนำเครื่องประเมินความเสี่ยงไปติดตั้งบริเวณเครื่องจักร ติดกล้องไว้สองข้างลำตัวของผู้ปฏิบัติงาน จากการทดสอบพบว่าให้ค่าที่เที่ยงตรงกว่ามุมอื่นๆ และมีค่าความผิดพลาดไม่เกิน 10 องศาจากอุปกรณ์วัด แต่ที่สำคัญคือให้ค่าที่แม่นยำกว่าการประเมินด้วยสายตามนุษย์และการจดบันทึกด้วยมือ “ ปัจจุบันสถานประกอบการในไทยได้มีการประเมินความเสี่ยงในการทำงานของพนักงานอยู่บ้าง แต่เป็นการประเมินจากสายตาซึ่งความแม่นยำไม่มากนัก ซึ่งเป้าหมายจริงๆ ที่พัฒนาซอฟต์แวร์นี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบริษัท ผู้ประกอบการโรงงาน ที่มีความใส่ใจในความปลอดภัยหรือสุขลักษณะของพนักงานได้นำไปใช้ ซึ่งปกติเครื่องมือแบบนี้ในต่างประเทศมีใช้กันทั่วไปแต่มีราคาสูงถึงเกือบสิบล้านบาท แต่เครื่องมือที่ได้พัฒนาขึ้นเองนั้นมีราคาไม่สูงอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น” นายเชาวลิต กล่าว ด้าน ผศ.ดร.สกล ธีระวรัญญู รองคณะบดีฝ่ายวิชาการ คณะสถาปัตยศาสตร์ มจธ. ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย กล่าวเสริมว่า ผลงานชิ้นนี้สามารถใช้งานได้แล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบเพราะยังต้องพัฒนาในส่วนของการจับเซ็นเซอร์บริเวณข้อมือลงไปจนถึงนิ้วให้มีความแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากในคนทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวันเสี่ยงต่อการเป็นโรค Carpal tunnel syndrome หรือ การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดกับบริเวณข้อมือและนิ้วก็ถือว่าสำคัญเช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถประเมินความเสี่ยงของการทำงานในท่ายืน และจะพัฒนาให้เป็นซอฟต์แวร์จับเซ็นเซอร์ที่สามารถจับท่าทางของมนุษย์แล้วแปลเป็นคำสั่งต่างๆ เช่น การสวิตช์ไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ได้ต่อไปในอนาคต.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประเมินความเสี่ยงระหว่างทำงาน ลดปัญหาโรค “ออฟฟิศซินโดรม”

  • เล็งพลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ

    เล็งพลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ

    “ชัชชาติ” สั่งรฟท.พลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ นำร่องหัวลำโพงโฉมใหม่ ฟื้นบูทิคโฮเต็ล พร้อมขยายไป นครปฐม เชียงใหม่ ด้าน ผู้ว่า รฟท. ขอขึ้น ขีดเส้น ปตท. 31 ธ.ค.56 ไม่จ่ายก็ย้ายออก
    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยได้ประชุมกับศูนย์การสร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี ) ว่า ได้มีการศึกษาออกแบบโครงการพัฒนาการบริการขั้นพื้นฐานของสถานีหัวลำโพงในรูปโฉมใหม่ โดยจะเน้นการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกการให้บริการขั้นพื้นฐานให้ทันสมัยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร และสร้างผลตอบแทนรายได้ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งหลังจากนี้จะทยอยปรับปรุงสถานีรถไฟแห่งให้มีเอกลักษณ์และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น สำหรับตัวอย่างการปรับสถานีรถไฟหัวลำโพง เช่น จะรื้อฟื้นโรงแรมภายในสถานีรถไฟหัวลำโพงเดิมซึ่งใช้เป็นอาคารสำนักงาน เพื่อปรับปรุงให้เป็นบูทิคโฮเต็ลในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงพื้นที่อื่น เช่น การปรับปรุงห้องน้ำ ชานชาลา ป้ายบอกทาง เก้าอี้ จุดเชื่อมต่อรถสามล้อ แท็กซี่ ให้สะดวกเพิ่มแต่ขณะเดียวกันจะต้องคงวิถีชีวิตดั้งเดิมความเป็นไทยไว้ เช่นเดียวกับสถานีรถไฟนครปฐมและเชียงใหม่จะมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสถานีรถไฟด้วย “หลังจากนี้มอบหมายให้นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)นำข้อมูลจากผลการศึกษาของทีซีดีซีไปปรับปรุงรูปแบบของสถานีรถไฟต่างๆ โดยเริ่มจากสถานีหัวลำโพงเป็นต้นแบบและขยายไปยังสถานีแห่งอื่น ที่สำคัญแต่ละสถานีต้องคงเอกลักษณ์เฉพาะแต่ละพื้นที่ คาดภายใน 6 เดือนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการขั้นพื้นฐานเพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานและดึงดูดกลุ่มผู้โดยสารที่ใช้บริการอยู่เดิมผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการในอนาคตด้วย”
    นายชัชชาติกล่าวว่า สถานีรถไฟแต่ละแห่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับปรุงสักระยะหนึ่ง เพราะเป็นการปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้น แต่จะเน้นปรับปรุงสถานีใหญ่ๆ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวด้วย แต่ละแห่งจะต้องสร้างเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เช่น สถานีหัวหิน อาจนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาปรับให้เข้ากับการใช้บริการของสถานีได้ และอาจจะต้องมีการพัฒนารูปแบบสถาปัตยกรรมให้ใกล้เคียงและสอดคล้องกับสถานีด้วย ส่วนปัญหาการเช่าที่ดินสำนักงานใหญ่ ปตท. ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ รฟท.เจ้าของพื้นที่นั้น จะให้เวลาผู้บริหารทั้ง 2 หน่วยงานเจรจาตกลงกันก่อน แต่ในระดับนโยบายวันที่ 18 ต.ค.นี้ ตนจะได้มีโอกาสในการหารือกับนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงานในเรื่องนี้ด้วย โดยที่ผ่านมาถือว่านายประภัสร์ ผู้ว่า รฟท. ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ขอ รฟท. อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ปตท.ก็ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของหน่วยงานเช่นกัน แต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง แต่เชื่อว่าเรื่องนี้จะคุยกันได้ ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า จะให้เวลา ปตท.ตัดสินใจเรื่องการต่อสัญญาเช่าที่ดินเงื่อนไขใหม่ 30 ปี เงิน 1,792 ล้านบาท จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.56 หากไม่ยอมตกลงตามเงื่อนไข ขอให้ ปตท.ย้ายออกไปจากที่ดังกล่าว พร้อมกับปฏิเสธข้ออ้างของ ปตท.ที่ระบุว่าการทำสัญญาขอใช้ที่ดินในครั้งแรกตั้งแต่ปี 2526 ในนามของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นข้อตกลงการขายซื้อขายขาด เนื่องจากตามกฎหมายที่ดินของ รฟท.ไม่สามารถซื้อขายได้ “อัตราค่าเช่าต่อสัญญาอีก 30 ปี 1,792 ล้านบาทนั้น ทาง รฟท.ไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับเพราะเป็นราคาที่จ้างที่ปรึกษาเข้ามาประเมินแล้ว แต่ ปตท.จะขอจ่ายแค่ 800 ล้านบาท ซึ่งผมยอมรับไม่ได้ เพราะราคาที่คิดนั้นตกปีละ 59 ล้านบาท หรือเดือนละ 4.97 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าถูกมากแล้ว และปัจจุบัน ปตท.ก็เป็นบริษัทมหาชนอีกด้วย นอกจากนี้จะมีการทวงค่าเช่าที่ค้างชำระมา 6 เดือนอีกเดือนละ 6 ล้านบาทด้วย โดยหากรฟท.ได้เงินในส่วนนี้ จะนำมาช่วยปรับปรุงสถานีใหม่ที่จะเร่งทำทั่วประเทศ” นายประภัสร์ กล่าวต่อว่า กรณี ปตท.อ้างเหตุผลในสัญญาเดิมที่กำหนดว่าจะได้สิทธิในการต่อสัญญาอีก 30 ปี โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนนั้น ในความเป็นจริงสัญญาเดิม รฟท.ผูกพันกับการปิโตรเลียแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่หลังจากนั้น ได้แปรสภาพเป็น บริษัทจำกัด(มหาชน) ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายและตัวแทนอัยการสูงสุดเป็น กรรมการ รฟท.ได้ยืนยันตรงกันว่า ผลผูกพันทางนิติกรรมได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะถือว่าเป็นนิติบุคคลใหม่ ดังนั้น รฟท.มีสิทธิเรียกเก็บค่าเช่าใช้ที่ดินได้ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างเหนือพื้นดินทั้งหมดจะต้องตกเป็ฌนของ รฟท.หลังสัญญาสิ้นสุดด้วย

     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งพลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ