เดือน: ตุลาคม 2013

  • นกแอร์บินต่างประเทศ พาทีย้ำเหตุเครื่องไถลไม่กระทบเชื่อมั่น

    นกแอร์บินต่างประเทศ พาทีย้ำเหตุเครื่องไถลไม่กระทบเชื่อมั่น


    บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินนกแอร์ เปิดตัวเส้นทางการบินต่างประเทศเส้นทางแรก ในเที่ยวบินดอนเมือง-ย่างกุ้ง ประเทศพม่า ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 189 ที่นั่ง โดยบริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์ ซึ่งจะเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรก ในวันที่ 1พ.ย. นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ในงานเปิดเส้นทางการบินดังกล่าว ยังมี นายอู ติ่นวิน เอกอัครราชฑูตสหภาพเมียนมาร์ประจำประเทศไทยให้เกียรติมาร่วมงานอีกด้วย

    วัตถุประสงค์การเปิดเส้นทางการบินต่างประเทศ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ กล่าวว่า "การเริ่มเปิดเส้นทางใหม่ในต่างประเทศ เราเลือกที่จะบินไปพม่า เพราะมองว่าพม่าไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนบ้าน แต่เป็นเพื่อนจริงๆ และเป็นประเทศอาเซียนด้วยกัน ดังนั้นจึงควรมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พม่าจึงเป็นจุดสนใจแรกที่จะนำพาผู้โดยสารไปเยือน”

    ส่วนกรณีเครื่องบินนกแอร์ไถลรันเวย์ที่สนามบินอุดรธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ต.ค ที่ผ่านมานั้น นายพาที เปิดเผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ว่า "เหตุการณ์เครื่องบินไถลรันเวย์ เป็นอุบัติเหตุที่ยังอยู่ในขั้นที่รับได้  ผมคิดว่าเมื่อไม่ได้เกิดขึ้นบนอากาศ แต่เป็นอุบัติเหตุการแท็กซี่และไถล ผมคิดว่ายังรับได้อยู่ โดยเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้าลดลงแต่อย่างใด เพราะจำนวนผู้ใช้บริการนกแอร์นั้นก็ไม่ได้ลดลง และนกแอร์ก็ยังคงมั่นใจในศักยภาพของสายการบิน และจะเดินหน้าให้บริการที่ดีต่อไป".

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นกแอร์บินต่างประเทศ พาทีย้ำเหตุเครื่องไถลไม่กระทบเชื่อมั่น

  • เอกชนหวั่นนโยบายรัฐไม่ต่อเนื่องฉุดความเชื่อมั่น

    เอกชนหวั่นนโยบายรัฐไม่ต่อเนื่องฉุดความเชื่อมั่น

    เอกชนจี้รัฐบาลเดินหน้านโยบายให้ต่อเนื่องโดยเฉพาะพรบ. 3.5 แสนล้านบาทก่อนหมดความมั่นใจ

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ำทำเนียบรัฐบาล นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจการลงทุนของภาคเอกชนทั้งเรื่องของน้ำท่วม รวมถึงการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งภาคเอกชนต้องการเห็นความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาลเป็นหลักซึ่งถือเป็นตัวแปรของการทำธุรกิจที่สำคัญ หากนโยบายของรัฐบาลไม่มีความต่อเนื่องจะทำให้เกิดความเสียหายและไม่สามารถทำการค้าต่อไปได้ ที่สำคัญยังทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอย “ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาลไทยไม่มีความต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาคธุรกิจมาก ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วโดยเฉพาะในเรื่องของโลกธุรกิจ หากต้องเสียเวลาเพียงไม่กี่วันไม่ถึงครึ่งเดือนก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ของภาคธุรกิจแล้ว” นอกจากนี้ในเรื่องของการลงทุนบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะถือว่าเป็นสิ่งที่พยายามเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนแม้ว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นคืนมาได้จากการเกิดมหาอุทกภัยเมื่อปี 54 แต่ปรากฎว่าจนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องพยายามบริหารจัดการและเดินหน้าให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อนนักลงทุนจะขาดความมั่นใจ
    ขณะเดียวกันรัฐบาลจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงของประเทศหรือแบรนด์ของประเทศให้ได้ อย่าให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นไม่ว่าจะมีสาเหตุจากเรื่องใดก็ตามเพราะหากเป็นเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ เช่นกรณีของจีน ที่ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของอาหาร มาเป็นเวลานานเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตามในแง่ของภาคเอกชนได้พยายามทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามนำข้อเสนอแนะต่างๆรวมถึงปัญหาและอุปสรรคในเชิงนโยบายมาหารือร่วมกับรัฐบาลเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริง โดยยอมรับว่าสิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องของความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาล.
     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนหวั่นนโยบายรัฐไม่ต่อเนื่องฉุดความเชื่อมั่น

  • หุ้นไทยวันที่ 14 ตุลาคม 2556 พลิกปิดบวก 2.06 จุด

    หุ้นไทยวันที่ 14 ตุลาคม 2556 พลิกปิดบวก 2.06 จุด

    ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน หลังขาดปัจจัยบวกหนุน นักลงทุนยังกังวลเส้นตายขยายเพดานหนี้สหรัฐ
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 14 ต.ค. ดัชนีแกว่งตัวผันผวน ซึ่งปรับลดลงแรงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็อ่อนตัวในแดนลบก่อนฟื้นตัวขึ้นในช่วงบ่าย แต่อยู่ในกรอบแคบๆ ทั้งบวกและลบ ตามแรงซื้อสลับขายทำกำไร เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นการลงทุน อีกทั้งนักลงทุนยังกังวลเรื่องการขยายเพดานหนี้สหรัฐที่จะครบกำหนดเส้นตายในวันที่ 17 ต.ค. นี้ โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,461.42 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,443.20 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,459.84 จุด เพิ่มขึ้น 2.06 จุด หรือ 0.14% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 32,434.95 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก
    1. ธ.ทหารไทย ปิดที่ 2.96 บาท เพิ่มขึ้น 0.16 บาท
    2. ทรู ปิดที่ 9.10 บาท ลดลง 0.15 บาท
    3. จัสมิน ปิดที่ 9.45 บาท ลดลง 0.10 บาท
    4. ปตท. ปิดที่ 319.00 บาท ลดลง 4.00 บาท
    5. อิตาเลียนไทย ปิดที่ 6.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 14 ตุลาคม 2556 พลิกปิดบวก 2.06 จุด