นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการแล้ว จะเรียกนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง มาหารือแนวทางเร่งเบิกจ่ายงบประมาณไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 57 ที่ตั้งไว้ 700,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 56 นี้ให้ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% โดยเห็นว่าจะต้องแก้ระเบียบการเบิกจ่าย ทำให้การใช้เงินมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดซื้อ จัดจ้าง ที่หลายหน่วยงานไม่กล้าจัดซื้อ จัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ จึงเลือกใช้วิธีประมูลด้วยระบบอีออคชั่น ซึ่งทำให้มีความล่าช้า และการเบิกจ่ายไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดังนั้นกรมบัญชีกลางจะต้องหาแนวแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้การเบิกจ่ายสะดุดลง “ที่ผ่านมาการเบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้าหมาย จนทำให้นายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ออกปากว่าการเบิกจ่ายปีงบประมาณ 56 ล้มเหลว ซึ่งไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ในปีงบประมาณ 57 อีก จึงต้องวางแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยปีงบประมาณ 56 นั้น รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณไว้ที่ 94% แต่เบิกได้จริง 90.48% ในส่วนงบลงทุนตั้งเป้าหมายเบิกจ่าย 94% แต่เบิกได้จริงเพียง 67.7% เท่านั้น ส่วนปีงบประมาณ 57 ตั้งเป้าหมายเบิกจ่ายภาพรวม 95% และงบลงทุน 82% ถือว่าสูงกว่าเป้าหมายปี 56” นอกจากนี้เตรียมหารือกับนายกิตติรัตน์ เพื่อปรับการทำงานของผู้บริหารกระทรวงการคลัง ให้เหมาะสมกับหน้าที่มากขึ้น เพื่อให้การทำงานขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับหน้าที่รับผิดชอบหรือตำแหน่งให้เหมาะสม สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 57 การขยายตัวอาจลดลง เป็นผลมาจากการส่งออกชะลอตัว ขณะที่การบริโภคภายในประเทศไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ถ้าการเบิกจ่ายงบประมาณทำได้ดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เชื่อว่าจะช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้น แต่หากทำไม่ได้ จะทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจมีปัญหาและจีดีพีโตต่ำกว่า 4% ตามที่หลายหน่วยงานทางเศรษฐกิจประเมินไว้ ซึ่งจากการพูดคุยกับภาคเอกชนเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยว่าจะไม่ดีมากนัก ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังรื้อกฎกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณ
เดือน: ตุลาคม 2013
-

คลังรื้อกฎกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณ
-

สคบ.เล็งลงดาบผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปแสดงสลากไม่ครบ
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แจ้งว่า เตรียมมอบหมายให้กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก สคบ. ตรวจสอบข้อมูลฉลากสินค้าประเภทอาหารที่จำหน่ายทั่วไป โดยเฉพาะภายในร้านสะดวกซื้อ หลังได้รับทราบข้อมูลจากเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 10 จังหวัด ที่ได้ตรวจสอบฉลากอาหาร 4 กลุ่ม คือ อาหารพร้อมบริโภคชนิดแช่เย็น-แช่แข็ง เครื่องดื่ม ขนมเด็ก และอาหารนำเข้าของทั้ง 3 กลุ่ม จำนวน 272 ตัวอย่าง พบว่า สินค้าบางส่วนแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันสินค้าส่วนใหญ่ ก็แสดงฉลากสับสน ทำให้ผู้บริโภคไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ หากพบว่ามีความผิดจริง อาจต้องถูกดำเนินคดี เพราะถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค สำหรับผลการตรวจสอบสินค้าดังกล่าว อยู่ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนด้าน อาหาร ภายใต้การสนับสนุนของแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 10 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สมุทรสงคราม กาญจนบุรี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด พะเยา ลำปาง สุราษฎร์ธานี สงขลา และสตูล ออกสุ่มตรวจฉลากอาหารในร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีก ให้ตรวจสอบว่า อาหารแต่ละชนิดมีประโยชน์กับผู้บริโภคเพียงใด ทั้งนี้จากผลตรวจสอบเฉพาะพื้นที่กทม. พบอาหารพร้อมบริโภคชนิดแช่เย็น แช่แข็ง 34 ตัวอย่าง เช่น แซนวิช เบอร์เกอร์ ติ่มซำ ไส้กรอก ลูกชิ้น จากร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต มีสินค้าบางรายการแสดงฉลากไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ระบุส่วนประกอบของอาหารอย่างชัดเจนว่าทำจากอะไร เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่เนื้อสัตว์ที่นำมาประกอบอาหารก็ระบุเพียงว่า เป็นเนื้อสัตว์ ไม่ได้แยกออกมาให้ทราบว่าเป็นเนื้อสัตว์ชนิดใดตามที่กำหนดไว้ในชื่อสินค้า นอกจากนี้ยังไม่ระบุส่วนประกอบของเครื่องปรุงรสโดยเลือกใช้แค่คำว่า เครื่องปรุงรส ซึ่งผู้บริโภคบางกลุ่มอาจอ่อนไหวกับส่วนประกอบกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นผู้มีอาการแพ้อาหาร รวมถึงสินค้าบางรายการไม่แสดงวันผลิต และวันหมดอายุเป็นภาษาไทย และเลือกใช้ตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษกับตัวเลขแทน ขัดต่อกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่าต้องแสดงเป็นภาษาไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.เล็งลงดาบผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปแสดงสลากไม่ครบ -

การเศรษฐกิจและการเงิน ปี 2557 – โลกการเงิน กับ ดร. เชาว์ เก่งชน
เหลืออีกเพียงสองเดือนก็จะสิ้นปี 2556 แล้ว ซึ่งมาถึงตรงนี้ หลายฝ่ายคงมีโจทย์ที่จะต้องประเมินสถานการณ์สำหรับปีหน้า ผมจึงขออนุญาตสรุปประเด็นเศรษฐกิจ-การเงินหลัก ๆ ที่ประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ วันนี้ ครับ สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ คาดว่า ในปี 2556 นี้ คงจะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.5 ต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย อันเป็นผลจากประเด็นทางการคลัง ที่นำมาสู่การปิดทำการรัฐบาลบางส่วน เป็นเวลา 16 วันในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สำหรับปีหน้านั้น คาดว่า หากการต่อรองทางการเมืองระหว่างพรรครีพลับลิกันและเดโมแครต ไม่รุนแรงจนนำมาสู่การปิดทำการรัฐบาลอีก หรือนำมาสู่การผิดนัดชำระหนี้แล้ว เศรษฐกิจสหรัฐก็น่าจะสามารถขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 2.0-2.4 คือดีกว่าในปี 2556 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขยับเพดานหนี้ รวมถึงการอนุมัติการใช้จ่ายของรัฐบาล คงจะเป็นไปในลักษณะของการต่ออายุช่วงสั้น ๆ ทีละครั้ง ๆ จนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า ทำให้ประเด็นการต่อรองระหว่างสองพรรคดังกล่าว ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญยังคงเป็นการปรับลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน หรือการทำคิวอี ของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งแม้คาดว่า อาจจะเลื่อนออกไปเป็นประมาณเดือนมีนาคม หรือเมษายน ปีหน้า แต่ในที่สุดแล้ว หากสหรัฐไม่ตกหน้าผาทางการคลังและเศรษฐกิจยังคงทยอยฟื้นตัวได้แล้ว การปรับลดคิวอีก็คงจะต้องเกิดขึ้นอยู่ดี ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง ในตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนต่อเนื่องจากปี 2556 ที่ผ่านมา ส่วนเศรษฐกิจจีนนั้น คาดว่า ในปี 2556 คงจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าเป้าที่ร้อยละ 7.5 ของทางการจีน หลังจากที่อัตราการขยายตัวในไตรมาสที่สามที่เพิ่งจะประกาศออกมา ดีขึ้นกว่าในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งทำให้คลายความกังวลลงไปได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังคงมีคำถามเรื่องความสามารถในการแข่งขันของจีน และความมั่นคงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าว รวมถึงยังคงต้องติดตามประเด็นสภาพคล่องในระบบการเงิน ตลอดจนประเด็นคุณภาพของสินเชื่อ ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซนนั้น แม้ว่าตัวเลขจีดีพีของทั้งปี 2556 จะยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้คาดว่ากลุ่มประเทศยูโรโซน น่าจะสามารถหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การที่ธนาคารกลางยุโรป จะทำการประเมินฐานะความแข็งแกร่งของบรรดาสถาบันการเงินขนาดใหญ่จำนวน 128 แห่ง โดยการตรวจสอบดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปีจากวันนี้ ซึ่งหากสถาบันการเงินใดถูกประเมินว่ามีเงินกองทุนไม่เพียงพอก็จะต้องดำเนินการเพิ่มทุน ในขณะเดียวกัน ทางการยุโรปก็คงจะเดินหน้าจัดตั้งกลไกแก้ปัญหาสถาบันการเงินที่อ่อนแอ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งยูโรโซน กล่าวคือ มีกระบวนการที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้เพิ่มทุน หรือการปิดกิจการ รวมถึงการคุ้มครองเงินฝาก โดยทั้งหมดนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงินในกลุ่มยูโรโซนให้มีความแข็งแกร่ง และได้รับความเชื่อมั่น ทั้งนี้ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่สถาบันการเงินที่อ่อนแอ จะพลอยลากฐานะการคลังของประเทศให้ย่ำแย่ตามไปด้วย เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นกับไอร์แลนด์และสเปน ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา สำหรับประเด็นด้านสภาพคล่องของระบบการเงินไทยนั้น แม้การลดคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ อาจจะกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นอยู่บ้าง แต่ผมมองว่า คงจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงมากนักต่อสภาพคล่องของระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากสภาพคล่องที่สถาบันการเงินในระบบใช้ในการปล่อยสินเชื่อส่วนใหญ่นั้น มาจากการระดมเงินฝากในประเทศ ไม่ได้มาจากเงินทุนหรือเงินกู้ต่างประเทศ เหมือนกับในช่วงฟองสบู่ก่อนปี 2540 อย่างไรก็ดี จากการที่เศรษฐกิจไทยในปี 2557 น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น เป็นประมาณร้อยละ 4.5 ตามการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้คาดว่า สถาบันการเงินในระบบย่อมจะต้องมีความต้องการสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้การแข่งขันด้านเงินฝาก น่าที่จะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อประกอบกับความต้องการใช้เงินของโครงการลงทุนภาครัฐ ที่คงจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นในปีหน้า รวมไปถึงสภาพคล่องในตลาดทุน ที่อาจจะลดลงตามการลดการทำคิวอีของสหรัฐแล้ว ระบบการเงินไทยก็คงจะมีสภาพคล่องที่ทยอยตึงตัวขึ้นตามลำดับ แต่ไม่น่าที่จะหวือหวา โดยน่าที่จะยังสามารถรับมือกันได้ครับ. ดร. เชาว์ เก่งชน ck.at.kr@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเศรษฐกิจและการเงิน ปี 2557 – โลกการเงิน กับ ดร. เชาว์ เก่งชน