เดือน: ตุลาคม 2013

  • โรดโชว์ 2 ล้านล้าน นักลงทุนนิวยอร์ก-ลอนดอนตอบรับดี

    โรดโชว์ 2 ล้านล้าน นักลงทุนนิวยอร์ก-ลอนดอนตอบรับดี

    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในการเดินทางไปโรดโชว์สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับการลงทุนของภาครัฐ ตาม พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ และกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านม ได้ชี้แจงกับนักลงทุนว่าประเทศไทยมีแผนที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ลดการพึ่งพาการส่งออก และพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น จึงต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม และได้แจ้งกับนักลงทุนว่าขั้นตอนของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้อยู่ในชั้นของวุฒิสภาแล้วอีกไม่นานจะสามารถประกาศใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้การโรดโชว์ดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนต่างชาติ และกำลังวางแผนว่าจะเดินสายโรดโชว์ไปในอีกหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ข้อมูลและความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งการโรดในโชว์ต่างประเทศจะควบคู่ไปกับการเดินสายชี้แจงกับประชาชนในจังหวัดต่างๆของประเทศไทยตามที่ได้มีการวางแผนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตามยังชี้แจงให้กับนักลงทุนทราบเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินกู้ทั้งแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการลงทุนระบบป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย จะใช้การระดมเงินกู้ในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในสัดส่วนที่สูงถึงประมาณ 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 5.27 ล้านล้านบาท ซึ่งที่จริงแล้วอาจใช้เงินกู้ในประเทศหมดก็ได้ แต่การดำเนินการจะมีการออกพันธบัตรในต่างประเทศด้วยเพื่อไม่ให้คนกังวลว่าการกู้เงินครั้งนี้จะกระทบกับเงินทุนสำรองที่มีอยู่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า สัดส่วนการออกพันธบัตรเป็นเงินสกุลอื่นๆ เช่นเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะมีการออกพันธบัตรประมาณ 15 – 20% ของวงเงินเงินกู้ทั้งหมด หรือประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 235,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเงินจำนวนนี้ทั้งหมดนี้จะเป็นการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากต่างประเทศประมาณ 50% หรือประมาณ 37,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทย 115,000 ล้านบาท ดังนั้นสัดส่วนความจำเป็นในการออกพันธบัตรสกุลเงินต่างประเทศจะลดน้อยลงอีก สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้นอกเหนือจากการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีประเทศไทยอาจใช้โอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการออกพันธบัตร ซึ่งจะเป็นโอกาสดีในการสร้างโครงสร้างตลาดบอนด์ของประเทศไทยในต่างประเทศเป็นบอนด์รัฐบาลไทยในเงินสกุลดอลลาร์ฯไปในตัว ซึ่งอาจจะไม่ต้องออกเต็มจำนวน 15 – 20% ของเงินกู้ แต่อาจออกเพียง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะทยอยออกบอนด์ต่อเนื่องแต่ออกปีละไม่มากอาจเพียงแค่ปีละ 1,000 – 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 46,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี จากนั้นในปีที่ 11 ก็จะมีการออกพันธบัตรเพื่อรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยในปีที่ 1 ก็จะทำให้พันธบัตรรัฐบาลไทยมีข้อมูลอยู่ในตลาดและได้รับความน่าเชื่อถือ และราคาบอนก์ที่สะท้อนในตลาดก็จะเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุนและรัฐบาลที่ช่วยสะท้อนภาวะเศรษฐกิจของไทยในอนาคตด้วย ทั้งนี้นักลงทุนยังสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง ซึ่งชี้แจงว่าเป็นเพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องการบริหารจัดการน้ำมีความล่าช้า แต่ก็ได้ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนว่าในปี 57 การลงทุนในเรื่องต่างๆจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่วนสถาณการณ์การเมือง ได้ชี้แจงว่าในการต่อสู้กันทางการเมืองเหมือนกับกีฬาที่สองทีมต่อสู้กันในสนามแข่งขัน ถ้ามีทีมหนึ่งเล่นนอกกติกา และอีกทีมหนึ่งก็เล่นแรงเล่นนอกกติกาด้วยในสนามกีฬาก็จะเกิดภาวะจลาจล กรรมการก็ทำหน้าที่ไม่ได้ คนดูก็ไม่ประทับใจทีมใดเลย ในที่สุดก็ถือเป็นความล้มเหลวทางการเมือง ในทางตรงกันข้ามหากมีทีมหนึ่งเล่นแรงแต่อีกทีมหนึ่งยังพยายามเล่นในกติกา กรรมการก็จะยังทำหน้าที่ในฐานะผู้ตัดสินต่อไปได้ ส่วนจะตัดสินถูกใจหรือไม่ คนดูก็จะมีวิจารณญาณ “ในการเมือง คนดูมีความสำคัญเพราะเป็นคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย ต้องยอมรับว่าการเมืองในหลายประเทศมีความรุนแรงมากกว่าประเทศไทย แต่ประเทศเรายังคุมการเมืองที่อยู่ในระบบได้ในฐานะรัฐบาลไม่พยายามไปโต้เถียงและทำให้อุณหภูมิความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเมื่อชี้แจงแบบนี้นักลงทุนต่างชาติก็เข้าใจเป็นอย่างดี”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โรดโชว์ 2 ล้านล้าน นักลงทุนนิวยอร์ก-ลอนดอนตอบรับดี

  • เปิด “เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท”เปลี่ยนมือถือเป็นเป๋าสตางค์

    เปิด “เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท”เปลี่ยนมือถือเป็นเป๋าสตางค์

    วันนี้ (31 ต.ค.) ที่ อาคารอินทัช นายปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า หลังจากต้นเดือน เม.ย. 56 ที่ผ่านมา บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด จับมือแรบบิท นำนวัตกรรมเอ็นเอฟซี (NFC) ในรูปแบบของซิมการ์ด เข้ามาให้บริการในเมืองไทยเป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก บนเครือข่าย เอไอเอส 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (3G 2100) ภายใต้บริการ เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท (AIS mPAY Rabbit) เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตให้แก่คนไทย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเอไอเอสเปิดให้บริการแก่ลูกค้า โดยผลิตซิมเอ็นเอฟซี เพื่อให้บริการเปลี่ยนซิม และการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่รองรับการใช้บริการ จึงจับมือกับ แรบบิท และ ซัมซุง เปิดให้บริการ เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด ซิมเดียวที่เปลี่ยนมือถือให้กลายเป็นกระเป๋าสตางค์ เพื่อให้ลูกค้าเอไอเอสในยุค 3จี ได้สัมผัสประสบการณ์ของนวัตกรรมการชำระเงินรูปแบบใหม่ โดยลูกค้าสามารถนำมือถือซัมซุงรุ่นที่รองรับแรบบิทในระบบเอไอเอสแตะเพื่อชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส, รถโดยสารบีอาร์ที รวมถึงใช้ซื้อของ และรับบริการ ณ ร้านค้าที่ร่วมให้บริการแรบบิท เป็นการยกระดับและเสริมศักยภาพครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ สะดวก รวดเร็ว ทันใจ และคุ้มค่ามากกว่า “ปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้าเอ็มเปย์อยู่ที่ 1 ล้านราย และมีการใช้อย่างอย่างต่อเนื่อง 4 แสนราย โดยตั้งเป้าสิ้นปีจะมีรายได้จากค่าบริการเอ็มเปย์ที่มาจากค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 800 ล้านบาท โตกว่าปีก่อน 40% ที่มีรายได้อยู่ที่ 500 ล้านบาท” นายปรัธนา กล่าว ด้านนางสาวชุณหพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด ในฐานะของผู้พัฒนาและให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า นอกเหนือจากการใช้บริการ เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท แตะเพื่อชำระค่าบริการต่างๆ แล้ว ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 40 แบรนด์ 700 จุด รับแรบบิทในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ แมคโดนัลด์ , เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ , สตาร์บัคส์ และอานตี้ แอนส์ เป็นต้น โดยต้นปีหน้าจะเพิ่มจุดให้บริการเป็น 1,500 จุดบริการ นายสิทธิโชค นพชินบุตร ผู้อำนวยการ ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัดบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ลูกค้าสามารถใช้บริการ เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท กับสมาร์ทโฟนซัมซุงที่รองรับเทคโนโลยีเอ็นเอฟซี จำนวน 6 รุ่น ได้แก่ กาแลคซี่ โน้ต 2, กาแลคซี่ โน้ต 3, กาแลคซี่ เอส 3, กาแลคซี่ เอส 3 มินิ, กาแลคซี่ เอส 4 และกาแลคซี่ เฟม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษให้ลูกค้าที่ซื้อมือถือซัมซุง 6 รุ่นดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 56 – 31 ม.ค.57 รับฟรีซิม เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท พร้อมค่าโดยสารบีทีเอส 100 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 500 บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิด “เอไอเอส เอ็มเปย์ แรบบิท”เปลี่ยนมือถือเป็นเป๋าสตางค์

  • หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ปิดลบ .28 จุด

    หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ปิดลบ .28 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (31 ต.ค.) ดัชนีแกว่งตัวผันผวน ซึ่งปรับลดลงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็อ่อนตัวลงกว่า 12 จุด ก่อนฟื้นตัวยืนในแดนบวกได้เล็กน้อย เนื่องจากขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ กระตุ้นการลงทุน รวมถึงเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับลดลง ตามแรงเทขายทำกำไรระยะสั้น ตอบรับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ไว้ อีกทั้งมีความกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ จากการนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ วาระ 2-3 ที่มีการปรับแก้ไขเป็นฉบับสุดซอยเข้าที่ประชุมสภาฯ ประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์รวมตัวชุมนุมต่อต้านในเย็นวันนี้ จึงทำให้นักลงทุนวิตกกังวล ส่งผลให้หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,430.84 จุด ลดลง 0.28 จุด หรือ 0.02% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 18,238.72 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ปิดลบ .28 จุด