นายภูริต มาศวงศ์ศา อุปนายกฝ่ายการตลาดสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญบริษัททัวร์จากทั่วประเทศ 300 รายมาเข้าร่วมงานอันดามัน ทราเวล เทรด ครั้งที่ 6 นี้ จะจัดระหว่างวันที่ 21-23 พ.ย.นี้ ที่ โรงแรมดวงจิตรีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต ซึ่งจะมีทั้งบริษัทนำเที่ยว รถเช่า และสายการบิน มาร่วมออกบูธด้วย 125 ราย เพื่อชมจัดแสดงสินค้าทางการท่องเที่ยว ในเขตท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดอันดามัน และเพื่อแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ รวมทั้งโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ เช่นแหล่งท่องเที่ยวอันดามัน ที่ติดกับแหล่งท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก(อ่าวไทย) คาดว่า ในงานดังกล่าว จะมีการเจราจาธุรกิจท่องเที่ยวระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติ และเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากเอเชียได้ 30% นักท่องเที่ยวยุโรปได้ 15% ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 66 หากดำเนินการได้ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะทำให้นักท่องเที่ยวในฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันเองเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 17 ล้านคนเป็น 30 ล้านคน โดยในส่วนของสมาคมฯ จะเริ่มยุทธศาสตร์ตั้งแต่การใช้จ.กระบี่เป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมแห่งที่ 2ต่อจาก จ. ภูเก็ต ที่ขณะนี้มีขีดจำกัดของการรองรับเครื่องบินได้เพียงวันละ 220 ลำเท่านั้น โดยต่อจากนี้มีแผนจะใช้แหล่งท่องเที่ยวของกระบี่ที่มองว่ามีศักยภาพ เช่นมีพื้นที่ กว่า 1,000 ไร่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอีกแห่งของภาคใต้ และโปรโมทให้นักท่องเที่ยวเดินทางต่อจากจ.กระบี่ ไปแหล่งท่องเที่ยวรองในจังหวัดต่างๆ เช่น จ.ระนอง จ.สตูล จ.ตรัง พร้อมเชื่อมเส้นทางต่อไปยังอ่าวไทยด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปพักเพิ่มได้ 1 วันขึ้นไป โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปี หากทำตามแผนได้จะเพิ่มวันพักกับนักท่องเที่ยวได้ 1-2 วัน และเพิ่มการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวขึ้นจากปัจจุบันวันละ 5,000 บาทต่อคนเห็น 6,500 บาท “ขณะนี้ครม.ได้อนุมัติแผนโครงการสร้าง เส้นทางรถไฟสายอันดามัน เชื่อมต่อตั้งแต่ สุราษฎร์ ภูเก็ต มาถึงกระบี่แล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการศึกษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งภายในปี 62 หากแล้วเสร็จ เส้นทางนี้จะเป็นตัวเชื่อมแหล่งท่องเที่ยว ระหว่าง อันดามันและอ่าวไทยได้ดีมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวจะถึง 30 ล้านคนแน่นอน โดยสัดส่วนจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก มาเลเซีย สิงคโปร์บรูไน มากที่สุด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันกระบี่เป็นฮับท่องเที่ยวแห่งใหม่
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ดันกระบี่เป็นฮับท่องเที่ยวแห่งใหม่
-

ตลาดทุนค้านหยุดงาน–ชะลอจ่ายภาษี
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ จำกัด และในฐานะประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศยกระดับการชุมนุม โดยเชิญชวนให้ประชาชนทำอารยะขัดขืนทั่วประเทศ เช่น การให้หยุดงานวันที่ 13-15 พ.ย. และขอให้เอกชนชะลอการจ่ายภาษีกลางปี ว่า หากมีการหยุดงานในช่วงดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่พอใจมากนัก ส่วนกรณีการขอความร่วมมือให้ชะลอการจ่ายภาษีนั้น สภาฯ ไม่เห็นด้วย เพราะการจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ซึ่งต้องปฎิบัติตามกฎหมายทั้งนิติบุคคล และทุกคนต้องทำตาม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สภาฯได้มีการแสดงจุดยืนเรื่องการคัดค้านเฉพาะ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเมื่อรัฐแสดงท่าทีถอยแล้ว ภาคธุรกิจถือว่าพอใจ ดังนั้น การแสดงท่าทีใดๆ ในระยะต่อไปก็ขอให้อยู่ในระบบ รวมถึงกระบวนการของรัฐบาล เพื่ออยู่ในระบบของสภาฯ และเพื่อความสงบของประเทศ นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตามลักษณะการดำเนินธุรกิจแล้ว บริษัทหลักทรัพย์คงจะหยุดงานยาก เนื่องจากธุรกิจหลักทรัพย์มีธุรกรรมการซื้อขายและส่งมอบหุ้นให้ลูกค้าทุกวัน ดังนั้น หากมีการหยุดงานไปจะส่งผลกระทบต่อลูกค้า รวมถึงทำให้เสียโอกาสในการลงทุน และเกิดความเสียหายได้ “พนักงานทุกคนมีสิทธิส่วนบุคคลในเรื่องการคิด และแสดงออกทางการเมือง แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งต้องดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้า หากเกิดความเสียหายขึ้น อาจจะทำให้ลูกค้าฟ้องร้องได้” รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยถึง 3,264.64 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนกลุ่มอื่นที่เป็นฝ่ายซื้อสุทธิกันถ้วนหน้า ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติ มียอดขายสุทธิ 119,672.71 ล้านบาท และเฉพาะวันที่ 1-12 พ.ย. มียอดขายสุทธิ 14,421.04 ล้านบาท บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หากสถานการณ์การเมืองในประเทศคลี่คลาย เชื่อว่าจะมีเงินร้อน (ฮอต มันนี่) บางส่วนไหลกลับเข้ามาลงทุนและผลักดันดัชนีหุ้นไทยให้ปรับเพิ่มขึ้นได้อีกรอบ เพราะนักลงทุนต่างชาติไม่น่าจะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยไปมากกว่านี้ เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.56 ถึงปัจจุบัน พบว่า ต่างชาติขายสุทธิสูงถึง 133,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ ปี 52 ถึงปัจจุบัน เหลือเพียง 160,000 ล้านบาท จากระดับสูงสุด 323,000 ล้านบาท เมื่อ 15 มี.ค.56 หรือเท่ากับว่ามูลค่าพอร์ตลดลงไปกว่า 50%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลาดทุนค้านหยุดงาน–ชะลอจ่ายภาษี -

เชื่อมโยงข้อมูล3กรมจัดเก็บรายได้อุดช่องโหว่เลี่ยงภาษี
นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง เปิดเผยภายการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการคลังกับ 3 กรมภาษี คือกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากรว่า ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพื่ออุดช่องว่างการหลบเลี่ยงและการฉ้อโกงภาษี ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันทั้งระบบ จะได้รู้ว่าตรงจุดไหนมีรูรั่วไหลบ้าง เนื่องจากปัจจุบันพบว่า ผู้หลีกเลี่ยงภาษีมีการพัฒนารูปแบบ มีวิธีการสลับซับซ้อนมากขึ้น และยากต่อการตรวจสอบ เช่น ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าสำแดงราคากับกรมศุลกากรต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อเสียภาษีให้น้อยลง แต่เมื่อยื่นแบบเสียภาษีกับกรมสรรพากรมีการบันทึกซื้อสินค้าราคาสูง เพราะต้องการสร้างรายจ่ายให้มากจะได้เสียภาษีลดลง เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า กลุ่มธุรกิจใดที่จะเข้าไปตรวจสอบเป็นพิเศษ และจะทำให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจและประชาชนเสียภาษีตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด นายราฆพ ศรีศุภอรรถ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ตัวเลขการจัดเก็บภาษีในเดือนต.ค.56 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 57 ลดลง 1,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากการนำเข้าลดลง 10% จากเดิมประมาณการณ์ว่านำเข้าเติบโต 13.3% ขณะที่ปีก่อนเติบโตถึง 16.6% ซึ่งสินค้าที่ลดลง เช่น รถยนต์ โดยอาจเป็นผลมาจากปีก่อนหน้านี้มีโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้ยอดซื้อรถยนต์ไม่เพิ่มมากนัก รวมถึงเครื่องจักรกล สุราและไวน์ ทำให้การจัดเก็บภาษีพิกัด 84 และพิกัด 87 ลดลงตามไปด้วย ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมากรมศุลกากรเข้มงวดการนำเข้ารถยนต์หรูจากกลุ่มผู้นำเข้าอิสระหรือเกรย์มาเก็ต ขณะที่รถจะประกอบได้ห้ามนำเข้าเช่นกันจึงส่งผลต่อการนำเข้าอะไหล่รถยนต์ลดลง และทำให้กรมฯสูญรายได้จากการจัดเก็บภาษีถึง 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จึงมีแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสินค้าประเภทอื่น เช่น สุรา ไวน์ และบุหรี่มาทดแทนรายได้ที่หายไป เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมีจำนวนมาก ส่วนการนำเข้ารถยนต์ของเกรย์มาเก็ตนั้น จะต้องเสียภาษีในระบบราคาแกตต์หรือสะท้อนราคาที่แท้จริง โดยการทำงานจะต้องดำเนินตามนโยบายของนางเบญจาอะไรที่ผิดจะไม่ให้เกิดขึ้นในกรมศุลากร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เชื่อมโยงข้อมูล3กรมจัดเก็บรายได้อุดช่องโหว่เลี่ยงภาษี