เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • หนุนนักลงทุนไทยสู่เวียดนาม

    หนุนนักลงทุนไทยสู่เวียดนาม

    นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 27 – 28 และ 30 พ.ย. นี้ บีโอไอ จะจัดสัมมนาโอกาส และลู่ทางการลงทุนในประเทศเวียดนามและประเทศอาเซียนอื่น ๆ รวม 3 ครั้ง ในกรุงเทพ ฯ , ชลบุรี และอุดรธานี เพื่อให้นักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามได้รับข้อมูลเชิงลึก และรับทราบประสบการณ์ตรงจากนักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการลงทุน อย่างไรก็ตาม จากสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามพบว่าไทยยังเข้าไปลงทุนน้อยกว่าประเทศนอกอาเซียน โดยตั้งแต่เดือนม.ค. 31 – ธ.ค. 55 ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 1,849 โครงการ มูลค่าทุนจดทะเบียน 28,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 861,000 ล้านบาท อันดับ 2 คือ ไต้หวันเข้าไปลงทุนทั้งสิ้น 2,234 โครงการ มูลค่าทุนจดทะเบียน 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 810,000 ล้านบาท ส่วนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 10 มีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 298 โครงการ มูลค่าทุนจดทะเบียน 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 183,000 ล้านบาท สำหรับการจัดสัมมนาโอกาสและการลงทุนในประเทศเวียดนามตอนกลางจะจัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 27 พ.ย. นี้ ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด กรุงเทพฯ ส่วนครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 28 พ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทารา แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุดรธานี โดย ทั้ง 2 ครั้งจะมีนายโหงว ดุ๊ก ถัง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย มากล่าวเปิดการสัมมนา มีการนำเสนอ ศักยภาพการทำธุรกิจในภาคกลางของเวียดนามโดยทูตพาณิชย์เวียดนามประจำประเทศไทย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงของนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในเวียดนาม ส่วน ครั้งที่ 3 ในวันที่ 30 พ.ย. ณ ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยจะมีผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพที่ประจำอยู่ในแต่ละประเทศในอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม ลาว และเมียนมาร์ มาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนรายประเทศ ประเด็น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หนุนนักลงทุนไทยสู่เวียดนาม

  • ค่ายมือถือเพิ่มช่องสัญญาณในพื้นที่ผู้คนหนาแน่น

    ค่ายมือถือเพิ่มช่องสัญญาณในพื้นที่ผู้คนหนาแน่น

    นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานปฏิบัติการโครงข่าย บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า  ดีแทคได้ปฏิบัติเป็นแนวทางปกติอยู่แล้ว หากพื้นที่ใดมีการใช้งานที่หนาแน่น ดีแทคจะจัดให้มีการเพิ่มอุปกรณ์ชั่วคราว (temp sites)  ตั้งค่าปรับพารามิเตอร์เพื่อให้ความสำคัญกับการใช้งานโทรมากขึ้นกว่าการใช้งานดาต้า ซึ่งเป็นไปตามลักษณะการใช้งานและความจำเป็นของผู้ใช้งานในขณะนั้น  และจัดตั้งทีมงานเฝ้าดูการใช้งานในพื้นที่อยู่ตลอดเวลา  เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน  โดยทั่วไปการใช้งานยังพอใช้งานได้ แต่ตามปกติที่มีคนมาชุมนุมในพื้นที่เดียวกันหนาแน่นมากเกินไป จะมีการใช้งานที่ไม่รวดเร็วและไม่สะดวกเหมือนในพื้นที่ปกติอยู่แล้ว นางวิไล  เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงนี้ ซึ่งมีประชาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากในบางพื้นที่ อาทิ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, บริเวณสนามรัชมังคลากีฬาสถาน, ฯลฯ ส่งผลทำให้มีปริมาณการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้ง Voice และ Data เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เฉพาะในพื้นที่การชุมนุม และเฉพาะบางช่วงเวลา อันทำให้การใช้งานไม่สะดวก ซึ่งทีมวิศวกรได้เพิ่มช่องสัญญาณแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมามากกว่า 3 เท่าของช่วงเวลาปกติ อย่างไรก็ตามทีมได้ทำการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารช่องสัญญาณให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายเต็มที่  และไม่เคยมีนโยบายในการตัดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ อย่างแน่นอน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่ายมือถือเพิ่มช่องสัญญาณในพื้นที่ผู้คนหนาแน่น

  • จี้รัฐเร่งอุดหนุนเอสเอ็มอีค้าขายชายแดน

    จี้รัฐเร่งอุดหนุนเอสเอ็มอีค้าขายชายแดน

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในการสัมมนา “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน”ว่า รัฐบาลควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ทำการค้าขายผ่านช่องทางบริเวณชายแดนมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่เอสเอ็มอีสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และภาครัฐควรเร่งแก้อุปสรรคการค้าชายแดน เช่น พิธีการศุลกากร โครงข่ายถนนโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมูลค่าการค้าชายระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้านมากถึง 1.1 ล้านล้านบาท แยกเป็นการค้าชายแดนมากถึง 918,000 ล้านบาท และคาดว่า ภายใน 2- 3 ปีข้างหน้า มูลค่าการค้าชายแดน จะเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาท จากยอดส่งออกรวมของประเทศ 7.2 ล้านล้านบาท “อุปสรรคการค้าผ่านแดน ยังมีประเด็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล เช่น ด้านพิธีการศุลกากร โครงข่ายถนนโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปของการจำกัดโควต้ารถขนส่งสินค้าเข้าประเทศของกัมพูชา ขณะที่มาเลเซียกำหนดให้เปลี่ยนรถบรรทุก ส่วนไทยเปิดให้รถขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้จนถึงสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงปัญหาเรื่องแหล่งกำหนดของสินค้าซึ่งรัฐบาลจะต้องศึกษาและเจรจากับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากลดอุปสรรคเหล่านี้จะทำให้ไทยสามารถค้าขายผ่านชายแดนได้ตามเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทแน่นอน เพราะเร็วๆนี้บริเวณชายแดนไทยที่มีทั้งหมด 34 แห่ง จะเปิดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเปิดอยู่ที่ 18 แห่ง” นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป กล่าวว่า ไทยได้เจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไว้กับหลายประเทศรวม 11 ฉบับ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งช่วงที่ผ่านมา มีอุปสรรค แต่การค้าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการค้าระหว่างกันยังเติบโตขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการไทย จะต้องมีข้อมูลประเทศที่จะเข้าไปทำการค้าการลงทุน “ภาพรวมผู้ประกอบการไทยมีความได้เปรียบในหลายด้านที่เหนือกว่า เพราะองค์ความรู้ในการผลิตสินค้า และไทยเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมมาถึง 50 ปีแล้ว ปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่า 3 ล้านราย ในจำนวนนี้ 2 ล้านราย ทำธุรกิจค้าปลีก”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้รัฐเร่งอุดหนุนเอสเอ็มอีค้าขายชายแดน