รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ช่วง 6 เดือนแรกปี 56 โดยสำรวจครัวเรือนตัวอย่าง 26,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ พบว่า ครัวเรือนหนี้สินมากถึง 54.4% โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 159,492 บาทต่อครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือ ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ใช้อุปโภคบริโภค และเป็นหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา ขณะที่หนี้สินเพื่อใช้ในการลงทุนและอื่น ๆ นั้น พบว่า ส่วนมากเป็นหนี้ที่ใช้ทำการเกษตร และใช้ในธุรกิจ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า แต่ละครัวเรือนมีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบเท่าใดนั้น พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ โดยครัวเรือนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียวมีถึง 91.6% และครัวเรือนที่มีหนี้ทั้งในระบบ นอกระบบ 3.8% ส่วนครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบอย่างเดียว มีเพียง 4.6% ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า จำนวนเงินเฉลี่ยของครัวเรือนที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่าหนี้นอกระบบสูงถึง 50 เท่า โดยหนี้สินในระบบมีอยู่ 156,356 บาท ส่วนหนี้นอกระบบมีอยู่ 3,136 บาท ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณารายได้ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือนเป็นรายภาค พบว่า กทม. และ 3 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงกว่า ภาคอื่นมาก คือ 44,129 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายและหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเช่นเดียวกัน คือ 33,095 บาท และ 283,560 บาท ตามลำดับ และมีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้ 75% นอกจากนี้ยังพบว่า ครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่มีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้สูงสุดถึง 79.1% ซึ่งจะทำให้เกิดการออม หรือชำระหนี้ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับครัวเรือนในภาคเหนือที่มีสัดส่วนของค่าใช้จ่าย ต่อรายได้ต่ำสุด คือ 72% ทำให้เก็บออม และมีเงินชำระหนี้ได้มากกว่าภาคอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ได้ลดลงจากปี 47 คือ 7 เท่า เป็น 5.8 เท่าในปี 54 แต่กลับเพิ่มขึ้นมากในปี 56 อาจมีเหตุผลมาจากหลายครัวเรือนได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในปี 54 ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และผลผลิตทางการเกษตร จึงทำให้เกิดการก่อหนี้เพื่อฟื้นฟูความเสียหายดังกล่าว ทั้งนี้หากพิจารณาถึงด้านรายได้นั้น พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 25,403 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงาน 73.5% ได้แก่ ค่าจ้างและเงินเดือน กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจ และกำไรสุทธิจากการทำการเกษตรและมีรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอกครัวเรือน และรัฐ รายได้จากทรัพย์สิน เช่นดอกเบี้ย รวมทั้งยังมีรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินที่อยู่ในรูปสวัสดิการ สินค้า และบริการต่าง ๆ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวบ้านหนี้พุ่ง!! ครึ่งปี 56 ครัวเรือนละ 1.59 แสนบาท
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ชาวบ้านหนี้พุ่ง!! ครึ่งปี 56 ครัวเรือนละ 1.59 แสนบาท
-

กกร.นัดถกวาระด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 พ.ย. นี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จะประชุมคณะกรรมการกกร. ในวาระพิเศษ เพื่อแสดงจุดยืนความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียด ซึ่งภาคเอกชนต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อทำให้ประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ต้องการให้ฝ่ายการเมืองถอยกันคนละก้าว เจรจากันเพื่อสร้างความปรองดอง ภาครัฐสามารถประเมินสถานการณ์ได้ หากมีเหตุรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยการยุบสภา และเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะห่วงว่าจะกระทบการท่องเที่ยวที่ขณะนี้เป็นช่วงไฮซีซั่น และยังทำให้ผู้ผลิตไทยต้องเสียโอกาสในการรับคำสั่งซื้อสินค้าจากผู้ซื้อต่างประเทศ ที่จะซื้อสินค้าไว้ขายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กกร.นัดถกวาระด่วน -

สศค.ห่วงม็อบฉุดเศรษฐกิจไตรมาส4ทรุด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จากความร้อนแรงของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นนักลงทุน และการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยหากการชุมนุมกระทบการทำงานของส่วนราชการเกิน 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะสำนำงบประมาณ จะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายภาครัฐในช่วงที่เหลือของปี ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 27-28% เพราะอัตราการเบิกจ่ายปัจจุบันอยู่ที่ 15% และจะส่งผลให้จีดีพีไตรมาส 4 โตน้อยกว่าไตรมาส 3 แต่ยังไม่ถึงขั้นติดลบ โดยคาดว่าจะทำให้จีดีพีทั้งปีขยายตัวต่ำกว่า 3% จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 3.7% ดังนั้นสศค.เตรียมปรับประมาณจีดีพีปีนี้ใหม่ในเดือนธ.ค.นี้ ส่วนปี 57 คาดว่าจีดีพีจะโตไม่ต่ำกว่า 4% นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัญหาการเมืองไทย เป็นปัญหาความมืดบอดทางปัญญาของสังคม ไม่รู้ทางออกไปทางไหน การแก้ปัญหาขณะนี้ไม่มีใครมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่รู้จะจบอย่างไร เปรียบเสมือนผู้บริหารทุกคนรู้ว่าจะทำอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร แต่กลับใช้อารมณ์มากกว่าการใช้เหตุผล ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหาต้องพบกันครึ่งทางไม่เช่นนั้นไม่มีทางออก ส่วนการยุบสภาเชื่อว่าเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น หลังจากนั้นจะกลับมาวงจรเดิม นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความเสี่ยงทางการเมือง กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ อาจส่งผลให้เงินลงทุนใหม่ชะลอการเข้ามาลงทุนในไทย เพราะปัญหาความขัดแย้งในประเทศต่อเนื่องมาถึง 8-9 ปี ขณะเดียวกันกังวลว่าอาจจะทำให้การลงทุนในประเทศตามนโยบายของรัฐ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ล่าช้าออกไป อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณต่ำกว่าเป้าหมาย โดยในส่วนของธนาคารจะปรับลดจีดีพีจากระดับ 3.4% ลงมาอยู่ที่ 3% นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองที่ยกระดับไปสู่การปิดล้อมสถานที่ราชการหลายแห่ง จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% จากเดิมที่คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 นี้ ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากการท่องเที่ยว เป็นหลัก แต่ปัจจุบันมี 23 ประเทศได้เตือนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทย ซึ่ง หากการชุมนุมยืดเยื้อจีดีพีอาจโตต่ำกว่า 4% จากที่คาดว่าโต 5% “ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่กังวลต่อสถานการณ์การชุมนุม และ ข่าวการทยอยลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ หรือคิวอีทำให้เริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยแล้ว ส่งผลให้มีเงินต่างชาติไหลออก กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.09 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมอยู่ที่ 31.09 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 27 พ.ย.นี้จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% เพราะถ้าลดดอกเบี้ยจะทำให้เงินทุนไหลออก และคาดว่าถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้กนง.สามารถเรียกประชุมนัดพิเศษได้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ห่วงม็อบฉุดเศรษฐกิจไตรมาส4ทรุด