นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ ขสมก. สาย 8 แฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธ ดำเนินโครงการนำร่องเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและความปลอดภัยแก่ประชาชน โดยติดตั้งกล่องแสดงความคิดเห็นประชาชน เพื่อวัดผลการดำเนินงาน หรือจัดเรทติง และนำผลมาปรับปรุงการให้บริการ ซึ่งรถโดยสารสาย 8 จะเป็นรถเอกชนสายแรกที่ดำเนินการ ก่อนขยายไปยังรถโดยสารสายอื่นให้ครอบคลุมทุกสายต่อไป “กระทรวงคมนาคมได้หารือกับผู้ประกอบการรถเมล์สาย 8 แล้ว โดยเห็นด้วยที่จะเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการ เพราะจะช่วยให้ทราบการบริการของรถแต่ละคันว่าเป็นอย่างไรจากกล่องรับฟังความคิดเห็นที่มีช่องให้ผู้โดยสารหย่อนตั๋วโดยสารลงไป ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่อง คือ แย่มาก พอใช้ และดีมาก เบื้องต้นจะทดลองดำเนินการประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจะประเมินผลอีกครั้ง หากรถคันไหนได้คะแนนต่ำสุด ก็อาจจะต้องเรียกเข้ามาอบรมการให้บริการ” ทั้งนี้ก่อนร่วมมือกับรถเมล์สาย 8 ทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)ได้เริ่มดำเนินโครงการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ในเขตการเดินรถทั้ง 8 เขต เขตละ 2 เส้นทาง รวม 17 เส้นทาง เบื้องต้นพบว่าพนักงานเก็บค่าโดยสารให้บริการได้ดีขึ้น สุภาพมากขึ้น ขณะที่พนักงานขับรถ ก็ขับรถได้ดีมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหากบริการไม่ดี จะส่งกระทบต่อคะแนนที่ผู้โดยสารจะหย่อนลงในกล่องแสดงความคิดเห็นสีส้มที่ติดไว้บริเวณประตูทางขึ้น-ลง ตรงกลางของตัวรถ “คิดว่าโครงการนี้ดี เพราะผู้โดยสารสามารถแสดงความคิดเห็นต่อบริการรถเมล์คันนั้นๆได้โดยตรง และทันที คิดอย่างไรก็ให้คะแนนไปตามนั้น โดยโครงการนี้ภาคเอกชนจะทำได้ง่ายกว่า ขสมก.เพราะโดยปกติพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารของเอกชนจะเป็นคนเดียวกันตลอดทั้งวัน จึงเก็บข้อมูลได้ง่าย ขณะเดียวกันนอกจากจะดำเนินการกับรถโดยสารเอกชนร่วมบริการแล้ว ยังมีแผนจะดำเนินการกับรถตู้โดยสารสาธารณะ และรถแท็กซี่ เป็นต้น เพื่อเพิ่มอำนาจการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น ด้านแหล่งข่าวจาก ขสมก. กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสาร ขสมก.มากขึ้น โดนเฉพาะในเรื่องของการประกันเวลารอรถไม่เกิน 20 นาที มารยาทของพนักงานเก็บค่าโดยสาร จอดรถเข้าป้ายเลนซ้ายทุกป้ายหรือซ้ายตลอดจอดทุกป้าย การเพิ่มคำชมลดการร้องเรียนบริการให้เหลือศูนย์ การแต่งกายของพนักงาน เช่น เสื้อผ้า หน้า ผม ต้องสะอาดเรียบร้อย เป็นต้น ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1-7 พ.ย.ที่ผ่านมา มีประชาชนแสดงความคิดเห็นโดยนำตั๋วหย่อนลงในกล่องจำนวน 292,315 ใบ แบ่งเป็นช่อง แย่มาก 1.95 % พอใช้ 25.92 % และดีมาก 72.13 % โดย ขสมก.จะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นำร่องสาย 8 จัดเรทติ้งรถเมล
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

นำร่องสาย 8 จัดเรทติ้งรถเมล
-

10 เดือนนักท่องเที่ยวยังเพิ่ม
นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้รับทราบรายงานสรุปสถานการณ์นักท่องเที่ยวช่วง 10 เดือน ระหว่างเดือนม.ค.-ต.ค.56 ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ พบว่า มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทย 21.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.9 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 22.3% โดยภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เอเชียตะวันออก ยุโรป และสหรัฐอเมริกา และถ้าแยกเป็นประเทศ พบว่า ใน 10 อันดับแรกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากสุด คือ จีน มาเลเซีย รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว อินเดีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ สำหรับปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาในไทยเพิ่มขึ้น เกิดจากการขยายตัวของการเดินทางท่องเที่ยวโลก รวมถึงความนิยมต่อแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติ ความหลากหลายของสินค้าและบริการ ความคุ้มค่า และความเป็นมิตรของชาวไทย พร้อมทั้งความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังเป้นผลมาจากแผนงานส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ขณะที่แนวโน้มนักท่องเที่ยวทั้งปี 56 คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ประกอบกับข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลก คาดว่า แนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวโลกในปีนี้ จะขยายตัวที่ 3-4% นอกจากนี้ในส่วนของคนไทยที่เดินทางออกไปต่างประเทศ พบว่า ในช่วง 10 เดือน มีคนไทยเดินทางออกไปต่างประเทศ 5.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 166,944 คน คิดเป็น 2.94% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยส่วนใหญ่เดินทางไปเที่ยวในภูสิภาคเอเชียตะวันออกเป็นหลัก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 10 เดือนนักท่องเที่ยวยังเพิ่ม -

ททท.วาง 3 สมมุติฐานการเมืองทำนักท่องเที่ยวหาย
นายสุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการฝ่ายสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยวและศูนย์ปฏิบัติการในภาวะวิกฤต (ศวก.) ได้ประเมินสมมุติฐานถึงผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ไว้ 3 สมมุติฐาน ได้แก่ สมมุติฐานที่ 1 คือ หากเหตุการณ์ยืดเยื้อแต่จบภายในสิ้นปี 56 รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวจะตรงตามเป้าหมายเดิม คือมีนักท่องเที่ยว 26.10 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.17 ล้านบาท ส่วนสมมุติฐานที่ 2 คือ หาก มีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในระดับที่ 5 ซึ่งจะประกาศเตือนให้นักท่องเที่ยวห้ามเข้าไทย จะทำให้เดือน ธ.ค.นักท่องเที่ยวจะลดลง 8-10%หรือ 25.7 ล้านคนจากทั้งปี 56 ส่วนรายได้จะลดลงไป 25,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ททท.ได้ประเมินเหตุการณ์ในระยะยาวไว้ด้วยว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาสแรกปีหน้า จะทำให้รายได้ที่ตั้งไว้ตามแผนการตลาดปี 57 ยังตามเป้าหมาย คือเติบโต 13% แต่นักท่องเที่ยวจะลดลงจากเดิมตั้งเป้าหมาย 13% เหลือเพียง 7% และสมมุติฐานที่ 3 คือ หากเหตุการณ์เกิดความรุนแรง คล้ายการปิดสนามบินในปี 51 จะทำให้เดือน ธ.ค.นักท่องเที่ยวลดลง 18-20% และเกิดการชะลอตัวไปจนถึงไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งจะส่งผลทำให้เมื่อสิ้นปี 57 นักท่องเที่ยวและรายได้ต่ำกว่าการคาดการณ์ตามแผน คือนักท่องเที่ยวจาก 13% เหลือ 7% และรายได้จาก 13% เหลือ 11% เช่นกัน นอกจากนี้ ล่าสุดมีอีก3 ประเทศได้แก่ สโลวาเกีย ฟินแลนด์ และอิตาลี ที่สถานทูตออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงเส้นทางการชุมนุม ต่าง ๆ จนทำให้ขณะนี้มีทั้งหมด 19 ประเทศแล้ว ที่ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทย “จากเหตุการณ์การชุมนุมครั้งนี้ ททท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ ให้สำนักงาน ททท. ในต่างประเทศทั้ง 27 แห่งรายงานความคืบหน้าของนักท่องเที่ยวโดยตลอด ซึ่งนักท่องเที่ยวก็จะตัดสินใจเดินทางมาไทยอยู่ ส่วนด้านการเสนอข่าวสารต่าง ๆ นั้น เริ่มมีหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวชื่อดังในต่างประเทศ เสนอข่าวการชุมนุมของไทยแล้วแต่เป็นในด้านดี คือ ชุมนุมด้วยความสงบ สันติ” สำหรับแผนรอบรับในภาวะวิกฤตนั้น ททท.จะนำแผนเดิมที่เคยใช้เมื่อเกิดวิกฤตในครั้งก่อน ๆ คือ จะ ประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับนักท่องเที่ยวถึงภาพรวมด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมถึงจะส่งเสริมการตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.วาง 3 สมมุติฐานการเมืองทำนักท่องเที่ยวหาย