เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • เร่งรัฐปรับระบบด่านชายแดนเปิดช่องทางส่งเข้าเมืองหลวง

    เร่งรัฐปรับระบบด่านชายแดนเปิดช่องทางส่งเข้าเมืองหลวง

    นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรม การความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เปิดเผยว่าการค้าข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมาร์ช่วงที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงกว่าระยะเดียวกันถึง 22 เปอร์เซ็นต์ และถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการค้าชายแดนกับประเทศอื่น เช่น กัมพูชา ขยายตัว 19 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ประเทศลาวและมาเลเซีย ติดลบ การค้าข้ามแดนที่กำลังขยายตัวเช่นนี้ นายนิยมกล่าวว่าได้ประสานงานยังรัฐบาลให้ปรับปรุงด่านศุลกากรเพื่อให้การตรวจสอบสินค้าเร็วขึ้น โดยการขยายด่าน และระหว่างที่ การก่อสร้างยังไม่เสร็จ ควรใช้กฎหมายศุลกากรที่ให้ร่วมกับภาคเอกชนตั้งด่านเป็นคลังสินค้าชั่วคราว โดยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินกรรมวิธีการเพื่อส่งออกสินค้า แล้วทยอยส่งออก โดยใช้ช่องทางที่เหมาะสม ซึ่งทำแล้ว ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยสินค้าจะทยอยขนส่งทางเรือ เนื่องจากสะพานมิตรภาพรับน้ำหนักไม่ได้ ต้องรอคิวเป็นเวลานาน โดยด่านที่เห็นว่าควรปรับปรุงโดยด่วนได้แก่ ด่านสะเดา นอกจากนี้หากเกรงว่าจะมีสิ่งผิดกฎหมายหรือยาเสพติดใช้เป็นช่องทางขนส่ง ก็จัดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ นายนิยมกล่าวอีกว่า สินค้าข้ามแดนที่ส่งเข้าบางประเทศ เช่น เมียนมาร์ ไม่ได้อยู่แค่พื้นที่ชายแดน แต่เป็นช่องทางให้เข้าสู่เมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ของประเทศ เช่น ย่างกุ้งได้ ทำให้ปัญหาพิธีการส่งออกบางอย่างที่ยังไม่สะดวกออกไปได้ สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่อยากเริ่มต้นค้าขายชายแดน นายนิยมแนะนำให้ประสานงานกับหอการค้าไทยหรือหอการ ค้าในจังหวัดชายแดน เพื่อขอการสนับ สนุนข้อมูลหรือคำแนะนำ โดยเบื้องต้นอาจใช้วิธีส่งสินค้าให้ผู้ประกอบการชาย แดนในท้องถิ่นก่อนได้ ด่านหลายแห่งที่มียอดการส่งสินค้าข้ามแดนปริมาณมาก ทำรายได้เข้าประเทศรวมกันมูลค่านับแสนล้านบาท ควรเร่งปรับปรุงและระหว่างนี้ก็ปรับวิธีการไปก่อน เช่น ด่านปอยเปต ด่านหนองคาย และด่านแม่สอด ในอนาคตด่านเชียงของ จ.เชียงราย ก็จะเพิ่มขึ้น และควรพิจารณาขยายเวลาเปิดด่านให้มากขึ้น เช่น ที่หนองคายและปอยเปต จาก 22.00 น. ควรให้ถึง 24.00 น.Ž นายนิยมกล่าวด้วยว่า ประเทศที่ยอดการค้าขายลดลงถึงระดับติดลบ เนื่องจากหลังการเจรจาทำความตกลงแล้ว ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เช่นการทำคอนแทกฟาร์มมิงที่ให้เอกชนลงทุนแต่ยังติดขัดข้อจำกัดกฎหมายบางประการอยู่. ………………………………………………… จับคู่แม่สอด-เมาะละแหม่ง น.ส.สกาว สืบสายเชื้อ เลขานุการเครือข่ายการค้าชายแดน เปิดเผยว่าทางเครือข่ายผู้ประกอบการค้าชายแดน อ.แม่สอด ได้นำคณะผู้ประกอบการไทยเดินทางไปร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการชาวเมียนมาร์ ที่เมืองเมาะละแหม่ง และต่อมาผู้ประกอบการเมาะละแหม่งก็เดินทางมายังประเทศไทย โดยสายการบินนกแอร์ที่บินตรงระหว่าง อ.แม่สอด จ.ตาก ไปยังเมืองเมาะละแหม่ง ทำให้ผู้ประกอบการชายแดน 2 ประเทศได้พบคู่ค้าใหม่และทำยอดขายได้มากขึ้น และเร็ว ๆ นี้ ทางเครือข่ายกำลังจะจัดนำคณะเดินทางไปยังเมาะละแหม่งเพื่อการจับคู่ธุรกิจอีกครั้ง น.ส.สกาวกล่าวว่า สินค้าที่ผู้ประกอบการเมืองเมาะละแหม่ง ต้องการอย่างมาก ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ พลาสติก เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก โดยสินค้าจากไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวเมียนมาร์อยู่แล้ว ส่วนสินค้าจากเมาะละแหม่งที่จะขายให้กับผู้ประกอบการไทย ส่วนใหญ่เป็นพืชผลการเกษตร เช่น พริกไทย กระเทียม หอม ปลา และอาหารทะเล โดยยังมีที่ดินสวยใกล้ทะเล ที่มีทิวทัศน์สวยงามเหมาะกับการทำรีสอร์ท ภัตตาคาร บริเวณอ่าวเมาะตะมะที่ต้องการคนไทยไปลงทุนด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งรัฐปรับระบบด่านชายแดนเปิดช่องทางส่งเข้าเมืองหลวง

  • ภาษาเดียวกัน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556

    ภาษาเดียวกัน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556

    เตรียมความพร้อมสู่เออีซี ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดประชุมเชิงวิชาการเพื่อสร้างเครือข่ายด้านอาเซียนศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในหัวข้อ เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนŽ โดยมี รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธาน รศ.ดร.สุกัญญา เอมอิ่มธรรม ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และรศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน ในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09.00-16.00 น. ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออร์คิด เพิ่มศักยภาพท่องเที่ยวไทย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงจัดงานสมั มนา “ทิศทางการท่องเที่ยวไทยการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Tourism Competitivenessunder the AEC: A Future Direction for Thai TourismIndustry)ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมของโครงการจัดตั้งศูนย์บรหิ ารจดั การความรู้ (Tourism Knowledge Management Center)เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมเปิดตัวศูนย์ข้อมูลบริหารจัดการความรู้ (Tourism Knowledge ManagementCenter) หรือศูนย์ข้อมูล (website) ที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีบริการท่องเที่ยวภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งศูนย์บริหารจัดการความรู้ (website) นี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้ แผนพัฒนาบริการท่องเที่ยวเพื่อรองรับการเปิดเสรีบริการท่องเที่ยว พ.ศ. 2555-2560 ของกรมการท่องเที่ยวกระทรวงการท่องเท่ยี วและกีฬา ในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน2556 เวลา 10.30–11.30 น. ห้อง Library โรงแรมดุสิตธานี ก้าวต่อไปของนักลงทุนไทย สำนักพัฒนาความพร้อมทางการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดงานสัมมนาเรื่อง  Future Trenda and Next Move for Thai EntrepreneurŽ ในวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เวลา 08.00 – 16.30 น. ณ ห้องควีนปาร์ค 2-3 ชั้น 2 โรงเเรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 กทม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2507-7243, 0-2507-7629 เเละ 0-2507-7376.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ภาษาเดียวกัน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556

  • แนะแก้ปมให้ถูกรับมือเออีซี… – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

    แนะแก้ปมให้ถูกรับมือเออีซี… – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

    เรื่องของการค้า และการลงทุน เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโต ยิ่งอีกไม่นานการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้ง 10 ชาติอาเซียนต่างพยายามหาช่องทางการค้าการลงทุน เพื่อดึงดูดให้เพื่อนบ้านเข้ามาลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะการเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน แต่ทว่า‚ในโลกที่ไร้พรมแดน เช่นนี้เรื่องของกฎระเบียบการค้าการลงทุนในธุรกิจบางประเภทแทบไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะในข้อเท็จจริงแล้ววิวัฒนาการทางด้านการสื่อสารที่พัฒนาไปทุกวินาที ได้กลายเป็นโอกาสให้กับนักลงทุนทุกชาติทุกภาษาที่จะฉกฉวยโอกาสขยายการค้าการลงทุนได้ไม่ยาก เห็นได้จากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ การซื้อขายสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้การตัดสินใจหอบเงินเข้ามาลงทุนในต่างประเทศของต่างชาตินั้น ลดความจำเป็นลง เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่มีต้นทุนในเรื่องของสถานที่เช่นเดียวกับไทย ที่โลกของการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดนได้แผ่ขยายเข้ามาด้วยเช่นกัน จากเดิมที่เคยนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุนไทย เช่น หากต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทในไทย จะมีข้อจำกัดเรื่องของการถือหุ้นที่กำหนดต้องไม่เกินสัดส่วน 49% แต่นักลงทุนเองแก้ไขปัญหาโดยหาบริษัทตัวแทนแฝง (นอมินี) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจ โดยที่เจ้าของเงินนั้น คอยควบคุมอยู่ด้านหลัง จึงเป็นเรื่องที่ไทยเองควรขจัดปัญหาเหล่านี้ โดยต้องมองเห็นว่า สิ่งที่เคยทำอยู่เดิมนั้นสร้างประโยชน์ให้กับประเทศจริงหรือไม่  ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรืองŽ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ขยายความเรื่องนี้ผ่านรายการ เศรษฐกิจติดจอŽ ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ว่า เมื่อเปิดเออีซีแล้วหลายฝ่ายคาดว่าจะทำอะไรได้ง่ายและสะดวกขึ้น แต่เวลาพูดถึงเรื่องของการค้าเสรีแล้ว ทุกคนคิดเพียงเรื่องของสินค้า และการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา และออกไป ซึ่งไทยเองในอดีตได้กังวลว่า การให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน แล้วต้องเกิดปัญหา คิดว่าสู้เขาไม่ได้ จึงต้องกีดกันเอาไว้ก่อน แต่เวลานี้ต้องกลับมาคิดใหม่‚ เพราะเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญแล้ว หากไทยต้องการเรียนรู้ ต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจ เช่นเรื่องของการถือหุ้นของต่างชาติ เวลานี้ไม่มีความสำคัญอะไรอีกต่อไป และผู้ประกอบการของไทยเองเข้าใจสถานการณ์นี้ดี และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อจำกัดสัดส่วนถือหุ้นของต่างชาติแล้ว ต่างชาติยังมีช่องทางอื่นที่ลงทุนได้ ดังนั้นจึงต้องพุ่งเป้าไปมองถึงอำนาจการควบคุมที่แท้จริงว่าใครเป็นผู้ควบคุมกิจการ และจะหาทางสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด! ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันกับการเปิดเออีซี ก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมที่เป็นอยู่มากนัก เพราะทุกคนรู้ดีว่า การทำอะไรในขณะนี้เริ่มเป็นเสรีเหมือนกับได้เปิดเออีซีไปแล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้มีผลที่ชัดเจนตามหน้าเอกสารที่ได้ทำข้อตกลงกันเท่านั้น ดร.ปิยะบุตร บอกอีกว่า ปัจจุบันการค้าและการให้บริการสามารถเกิดขึ้นได้มีอยู่ 4 โหมดด้วยกัน คือ โหมดแรกเป็นการบริการข้ามพรมแดน จากประเทศสมาชิกหนึ่งไปสู่ประเทศสมาชิกอื่นที่เป็นลูกค้า โดยผู้ให้บริการไม่ต้องปรากฏตัวอยู่ในประเทศลูกค้า เช่น การศึกษาผ่านทางไกล บริการผ่านสื่อสารโทรคมนาคม และบริการให้คำปรึกษาผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ต่อมาคือโหมดที่สอง คือ การบริโภคในต่างประเทศ เป็นการให้บริการที่เกิดขึ้นในพรมแดนของประเทศผู้ให้บริการ โดยอาศัยการเคลื่อนย้ายของผู้บริโภคเป็นเงื่อนไขสำคัญ อย่างเช่น บริการด้านการท่องเที่ยว การออกไปรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างประเทศ การไปศึกษาในต่างประเทศ โหมดที่สาม คือ การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ เป็นการเข้าไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้บริการในประเทศลูกค้า เช่น การจัดตั้งสาขา สำนักงานตัวแทน หรือบริษัท และในโหมดสุดท้าย ก็คือ การให้บริการโดยบุคคลธรรมดา เป็นการเข้าไปทำงานประกอบอาชีพในสาขาบริการด้านต่าง ๆ เป็นการชั่วคราว ในประเทศลูกค้า เช่น การเข้ามาประกอบวิชาชีพที่ปรึกษากฎหมายของนักกฎหมายชาวต่างชาติในไทย ครูต่างชาติเข้ามาให้บริการสอนภาษาในไทย ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือ เมื่อไทยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันกับประเทศที่ล้ำหน้าไปแล้ว แต่ยังติดข้อจำกัดของการให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศ ซึ่งอยู่ในโหมดที่สาม ทำให้ปัจจุบันต่างชาติจำนวนมากหนีไปอยู่ในโหมดแรกหมด เปิดสาขาที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นมาตั้งกิจการในไทย แต่ใช้ช่องทางการบริการข้ามแดน โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยแทน ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างทันที คือ ต้องเริ่มต้นพัฒนาแก้ไขข้อจำกัดที่ว่า เพราะเป้าหมายของไทยยังต้องการพัฒนา เรียนรู้การดำเนินธุรกิจ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากต่างชาติอีกมาก ขณะเดียวกันทุกชาติสมาชิกในอาเซียนก็พยายามดึงนักลงทุนเข้ามาต่อยอดพัฒนาในประเทศเหมือนกันหมด แต่ถ้าไทยไม่เร่งแก้ปมที่มีอยู่ อีกไม่นานคงถูกประเทศที่คิดว่าด้อยกว่าแซงจนไม่เห็นฝุ่นก็เป็นได้ และเมื่อถึงเวลานั้นจะมาแก้ไขก็คงสายไปเสียแล้ว!. วสวัตติ์ โอดทวี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะแก้ปมให้ถูกรับมือเออีซี… – เออีซีกับม.หอการค้าไทย