ในฤดูหนาว ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ทำให้ตอนบนของประเทศ อากาศเย็นสบาย หนาวบ้างเป็นบางจุด แต่ภาคใต้จะเป็นฤดูแห่งพายุฝน คลื่นลมในทะเลมีความแรง กรมอุตุนิยม วิทยา คาดหมายลักษณะอากาศ วันที่ 17-23 พ.ย. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังแผ่ลงปกคลุมประเทศ ไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ปัจจัยนี้ ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย จังหวะนี้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย จะมีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคใต้และอ่าวไทยมีฝนหนาแน่น ตกหนักบางแห่ง คลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง คลื่นจะสูง 2-3 เมตร ลำพังอิทธิพลจากลมหนาวที่ลงมา ก็ทำให้ภาคใต้ด้านอ่าวไทยมีฝนเยอะแล้ว แต่ ช่วงวันที่ 19-22 พ.ย. จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ตอนล่างเคลื่อนผ่านประเทศมาเลเซีย จึงทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักได้เป็นบางแห่ง ปริมาณฝนทางภาคใต้ในช่วงฤดูนี้ ตกแต่ละทีไม่ใช่น้อย และมักตกหนักในพื้นที่เดิมหรือใกล้เคียงพื้นที่เก่า เช่นวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย. ตกที่ อ.สวี จ.ชุมพร 112.8 มม. ขณะที่ย่าน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตกน้อยกว่ากันไม่มาก ช่วงต่อจากนี้ ส่วนราชการจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคใต้ รวมไปถึงราษฎรตามชุมชนต่าง ๆ ต้องช่วยกัน ใส่ใจเฝ้าระวังระดับน้ำตามแหล่งต่าง ๆ ว่าสูงเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด แหล่งข้อมูลที่คนภาคใต้ควรเข้าดูบ่อย ๆ คือ www.pbwatch.net ของเครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี (พีบีวอทช์ดอทเน็ต) ซึ่งมี ดร.สมพร ช่วยอารีย์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ศึกษาและเผยแพร่ไว้ ว่าพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ควรเตรียมความพร้อมและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการเตรียมทำข้อสอบปลายภาคของคนในพื้นที่ ในวันที่ 19-21 พ.ย. นี้ โดยคาดการณ์ว่า จะมีผลกระทบครอบคลุม จ.นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เน้นที่ จ.ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สงขลา สตูล โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งประเมินว่า เหตุการณ์จะคล้าย ๆ กับวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย. 2553 ควรติดตามและบอกต่อให้ช่วยกันระวัง แต่ไม่ตระหนกหรือหวั่นไหวเกินควร. หยาดน้ำฟ้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ภาคใต้ตอนล่าง – รู้หลบ
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ภาคใต้ตอนล่าง – รู้หลบ
-

เร่งศึกษาเลขหมายฉุกเฉินของไทย – คู่ขนาน
เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลุกขึ้นมาจับมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ทุ่มงบ 7 ล้านบาท ให้ศึกษาแนวทางการจัดให้มีบริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉิน ตามแผนการจัดการให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) เนื่องจากพบว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีเลขหมายให้บริการฉุกเฉิน เพื่อรองรับหากเกิดกรณีภัยพิบัติ อาทิ สึนามิ วาตภัย อุทกภัย เป็นต้น เช่นเดียวกับต่างประเทศ โดยประเทศไทย ได้เตรียมวางเลขหมายฉุกเฉินเบื้องต้น คือ “เลขหมาย 112” แม้ว่าก่อนหน้านี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ขอเลขหมายพิเศษ คือ “หมายเลข 192” สำหรับการจัดทำหมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติ เช่นกัน ทั้งนี้หมายเลขฉุกเฉิน จะช่วยทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบการแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันพบว่า “หมายเลขฉุกเฉิน 191” ซึ่งเป็นของตำรวจ เป็นเลขหมายที่ประชาชนจดจำง่ายมาก และเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น 191 จึงเป็นสิ่งที่นึกถึงอันดับแรก เนื่องจากบางครั้งประชาชนไม่สามารถจดจำเลขหมายของหน่วยงานนั้น ๆ ได้ จึงทำให้กระบวนการมีความยุ่งยาก และเสียเวลามากขึ้นกว่าประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้น คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า ประชาชนจะสามารถเริ่มใช้งานเลขหมายฉุกเฉินดังกล่าวได้ โดยเมื่อประชาชนโทรฯเข้ามา ระบบจะตัดเข้าสู่จังหวัดพื้นที่นั้น ๆ สามารถใช้งานผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์บ้าน และโทรศัพท์สาธารณะได้ฟรี อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าหมายเลขฉุกเฉินนั้นมีความสำคัญต่อทุกประเทศ ฉะนั้นการวางแผนหรือวิเคราะห์ครั้งนี้จะนำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง และช่วยแบ่งเบาภาระเลขหมาย 191 ได้อีกช่องทาง นับเป็นโอกาสดี ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อเลขหมายฉุกเฉิน เพื่อรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสร้างมาตรฐานเทียบขั้นสากลมากขึ้น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งศึกษาเลขหมายฉุกเฉินของไทย – คู่ขนาน -

ปั้นนักผลิตซอฟต์แวร์…กระตุ้นจีดีพีประเทศ
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่ส่วนใหญ่จะขาดโอกาสที่ดี เช่นเดียวกับการขาดโอกาสในการพัฒนาบุคลากรป้อนตลาดอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ปัจจุบันอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ถือว่ามีความสำคัญในด้านธุรกิจแทบทุกธุรกิจ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้วยังช่วยประหยัดระยะเวลาและทรัพยากรบุคคลด้วย แต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือ “ขาดบุคลากรผู้ผลิตซอฟต์แวร์” ที่มีคุณภาพ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ปัจจุบัน มูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของไทยในปี 56 จะมีมูลค่าการผลิตอยู่ที่ 39,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 55 ที่ 22.2% ในขณะที่ ปี 57 จะมีมูลค่าประมาณ 44,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% ขณะที่ซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว ปี 56 จะมีมูลค่าการผลิตอยู่ที่ 4,886.7 ล้านบาท และปี 57 จะมีมูลค่าการผลิตอยู่ที่ 5,864 ล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ ได้จำแนกเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีมูลค่าการผลิตประมาณ 7,962 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 35.5% และบริการซอฟต์แวร์ที่มีมูลค่าการผลิตประมาณ 31,134 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 19.3% โดยการเติบโตที่ต่อเนื่องของตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ของไทยเป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงเติบ โตอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐมี การใช้ไอซีทีเพิ่มมากขึ้น และผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิต ภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น นอกจากการผลิตเพื่อจำหน่ายแล้วยังพบว่าในปี 55 มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้ภายในองค์กร (in-house) อย่างน้อย 686.3 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 54 อยู่ที่ 12.2% ในด้านการส่งออกซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์นั้น ประเทศไทยยังคงมีการส่งออกไม่มากนัก โดยในปี 55 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 817 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.6% ของมูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ทั้งหมด จำแนกเป็นมูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์สำเร็จรูป 242 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกบริการซอฟต์แวร์ 575 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการส่งออกซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวค่อนข้างมาก โดยในปี 55 มีมูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว 1,742 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 41.3% ของมูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวทั้งหมด นายสมเกียรติ เล่าว่า ถึงแม้ว่ามูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์ของไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยยังขาดบุคลากรด้านซอฟต์ แวร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดหลักสูตร ภาคการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยภาพรวมในปีนี้ยังมีอัตราการขาดแคลนสูงถึง 8,000 คน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ซิป้า เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศ ไทย หรือ ซอฟต์แวร์พาร์ค สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศ การ (องค์การมหาชน) ควรจัดหลัก สูตรในสถานศึกษาเพื่อป้อนตลาดซอฟต์แวร์ไทย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำ ปั้นบุคลากรซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพให้เพียงพอ เชื่อว่ามูลค่าการผลิต การส่งออกซอฟต์แวร์ไทยจะมีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นผลผลักดันให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นตามมาด้วย. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปั้นนักผลิตซอฟต์แวร์…กระตุ้นจีดีพีประเทศ