เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • เดินหน้าลงนามเอ็มโอยู”ทวาย”

    เดินหน้าลงนามเอ็มโอยู”ทวาย”

    นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 21 พ.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ไทย-พม่า (เจซีซี) ซึ่งจะลงนามในบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) 3 ฉบับคือ กรอบความร่วมมือในการดำเนินโครงการระหว่างไทยกับพม่า (เฟรมเวอร์คออฟอะกรีเม้นท์) รวมถึงเอ็มโอยูเรื่องการโอนกิจการของบริษัทอิตาเลี่ยนไทย เดเวล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี กลับไปเป็นการดำเนินงานโดยบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) หรือบริษัท ทวาย เอสอีแซด ดีเวลล๊อปเมนท์ ที่ถือหุ้นร่วมกันระหว่างไทย พม่า และญี่ปุ่นที่จะเข้ามาถือหุ้นร่วมกันในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการลงนามในเอ็มโอยูที่เอสพีวี ต้องคืนเงินให้ไอทีดี ในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะแรก ของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยยืนยันว่าการคืนเงินให้ไอทีดีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับภาคเอกชน เพราะก่อนหน้านี้ได้เข้าไปบริหารจัดการ โดยจากนี้ไปไอทีดี ต้องหยุดดำเนินกิจการต่าง ๆ ทั้งหมดที่ทวาย เนื่องจากได้จัดตั้งเอสพีวีเข้าไปดำเนินการแทนแล้ว ขณะที่ประเทศพม่าเองต้องการให้เปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารโครงการเป็นโครงการ ๆ ไปและต้องเปิดประมูลอย่างโปร่งใส เป็นธรรมกับบริษัทต่างชาติด้วย ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะแต่บริษัทของไทยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า มั่นใจว่าอนาคต ไอทีดีสามารถเข้าไปลงทุนและเข้าร่วมประมูลในโครงการอื่น ๆ ได้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเป็นการเอาเปรียบภาคเอกชนหรือเข้ามาชุบมือเปิปแต่อย่างใด แต่เป็นนโยบายของพม่าที่ต้องดำเนินการตาม ขณะเดียวกันรัฐบาลได้พยายามหารือร่วมกับพม่าที่จะปกป้องและรักษาผลประโยชน์ให้กับไอทีดี ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เดินหน้าลงนามเอ็มโอยู”ทวาย”

  • ครม.อนุมัติโยกงบประมาณ 700 ล้านบาท

    ครม.อนุมัติโยกงบประมาณ 700 ล้านบาท

    นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปจัดทำโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยใช้เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเงินแซล วงเงินรวม 700 ล้านบาท รวมทั้งเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารและติดตามโครงการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นอกจากนี้ยังมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความจำเป็นคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการด้วย ทั้งนี้กระทรวงการคลัง ได้รายงานว่าในการดำเนินโครงการ จะจ้างบริษัทที่ปรึกษา พร้อมทั้งจัดทำนิทรรศการ การสัมมนาวิชาการ การเผยแพร่โฆษณาข่าวสารโครงการต่าง ๆ ของทั้ง 2 โครงการ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเก็บรวบรวมข้อมูลโครงการ เพื่อนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลสถิติความสนใจ ความคิดเห็นอย่างเป็นระบบในโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของทั้ง 2 โครงการ ซึ่งจะจัดทำกิจกรรมในมิติต่าง ๆ ที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับประชาชนและภาคธุรกิจต่อไป รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในการประชุมครม.เมื่อสัปดาห์ก่อนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ขอถอนเรื่องนี้ออกจากที่ประชุม โดยได้นำไปปรับเปลี่ยนเพียงชื่อโครงการ จากเดิมใช้ชื่อว่าโครงการประชาสัมพันธ์โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และโครงการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของไทย เป็นโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อผู้รับผิดชอบโครงการจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดิมนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทำเรื่องขอรับการจัดสรรเงินกู้ดังกล่าวจากกระทรวงการคลัง เป็นสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมารับผิดชอบแทน สำหรับรายละเอียดของโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลวงเงิน 400 ล้านบาทยังเหมือนกับโครงการเดิมดังนี้คือ การจัดจ้างที่ปรึกษาวงเงิน 125 ล้านบาท การจัดสัมมนาในจังหวัดนำร่อง 12 จังหวัด และกทม.วงเงิน 65 ล้านบาท การจัดนิทรรศการเคลื่อนที่ 65 ล้านบาท และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลทางสื่อต่างๆ วงเงิน 145 ล้านบาท ส่วนโครงการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนวงเงิน 300 ล้านบาท ก็มีรายละเอียดเหมือนเดิมเช่นกัน โดยแบ่งเป็น การจัดงานไทยแลนด์โรดโชว์ทูอาเซียน วงเงิน 195.192 ล้านบาท การจัดงานสัมมนาระหว่างประเทศและจัดงานไทยแลนด์เอ็กซ์โป ทูเวิร์ดส์ เออีซี 2015 วงเงิน 15.194 ล้านบาท โครงการเพิ่มศักยภาพเมืองด่านพรมแดนรองรับเออีซีวงเงิน 89.614 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ครม.อนุมัติโยกงบประมาณ 700 ล้านบาท

  • ประมูลข้าวกร่อย มี 4 รายยื่นซอง

    ประมูลข้าวกร่อย มี 4 รายยื่นซอง

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า รัฐบาลได้เปิดประมูลสต๊อกข้าว 452,000 ตันในโครงการรับจำนำข้าว โดยมีผู้ยื่นซองเสนอราคาเข้ามาเพียงแค่ 4 ราย แบ่งเป็นผู้ที่เสนอซื้อข้าวขาว 5% เพื่อการส่งออก ได้แก่บริษัทรอยัลริชชี่ไรซ์ , บริษัทแคปปิตัลซีเรียลส์ ,บริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ ส่วนบริษัทข้าวซี.พี. เสนอซื้อในส่วนของข้าวหอมมะลิ เพื่อใช้ในประเทศและส่งออก นายสุรศักดิ์ เรืองเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว กล่าวว่า การเปิดประมูลข้าวเป็นการทั่วไปรอบนี้ถือเป็นครั้งที่ 6 แม้จะมีผู้ยื่นซองเสนอราคาเพียง 4 ราย แต่ไม่ถือว่าน้อยเกินไป เพราะผู้ส่งออกปัจจุบันไม่ได้สต๊อกข้าวเก็บไว้ในปริมาณมาก เว้นแต่จะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศถึงจะซื้อข้าวไปส่งออก และผู้ส่งออกทราบดีว่ารัฐจะเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกทุกเดือน ทำให้ไม่จำเป็นต้องมาเร่งซื้อข้าวเก็บเป็นสต๊อก อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปี ที่เปิดประมูลสต๊อกข้าวเป็นการทั่วไปรวม 6 ครั้ง ระบายออกไปได้ 700,000-800,000 ตันแล้ว จากที่เปิดประมูล 2 ล้านตัน หรือคิดการขายได้ 1 ใน 3 ของปริมาณที่เสนอขาย ถือว่าไม่ล้มเหลว ขณะเดียวกันยังขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลต่างประเทศตั้งแต่กลางปี 55 ถึงปัจจุบันได้แล้ว 7-8 ล้านตัน ส่งเงินคืนกระทรวงการคลังจากการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลได้แล้ว 140,000 ล้านบาท และอีก 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะคืนเงินได้เพิ่มอีก 24,000 ล้านบาท “ตามเป้าหมายจนถึงสิ้นปีนี้ กระทรวงพาณชิย์ ต้องคืนเงินกระทรวงการคลังให้ได้ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะพยายามขายข้าวออกไปได้มากที่สุด เพื่อส่งเงินให้ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายให้ได้มากที่สุด เพราะขณะนี้มีคำสั่งซื้อข้าวจากไทยล็อตใหญ่เข้ามาหลายประเทศ ส่วนปีหน้าจะวางเป้าหมายส่งเงินคืนอีก 130,000 ล้านบาทในปี 57 หรือเฉลี่ย 12,000 ล้านบาทต่อเดือน” สำหรับการส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 พ.ย.ที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวรวม 5.6 ล้านตัน ลดลง 2-3%เทียบกับการส่งออกช่วงปีก่อนที่มีมูลค่าส่งออก 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 114,000 ล้านบาท ลดลง 5% ส่วนการบริจาคข้าวให้ประเทศฟิลิปปินส์นั้น กำลังรอที่ประชุมครม. พิจารณาว่าจะบริจาคไปช่วยเหลือในปริมาณเท่าไหร่ แต่ในแง่โอกาสของข้าวไทยมองว่าจากผลกระทบของพายุไห่เยี่ยน จะทำให้ไทยขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ได้มากขึ้น รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า วันที่ 20 พ.ย. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ จะเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อขายข้าวในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) กับรัฐวิสาหกิจของจีนจากมณฑลเฮยหลงเจียง 1.2 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวที่ได้หารือกันไว้ก่อนหน้านี้ โดยการลงนามเป็นสัญญาซื้อขาย มีกำหนดส่งมอบภายใน 1-2 ปี เริ่มตั้งแต่ต้นปี 57 และยังจะลงนามซื้อขายมันสำปะหลังในครั้งนี้ด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประมูลข้าวกร่อย มี 4 รายยื่นซอง