ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยกาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 19 พ.ย. ดัชนีปรับลดลงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็อ่อนตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงบ่ายจนท้ายตลาด ตามตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับลดลง หลังขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นการลงทุน อีกทั้งได้รับแรงกดดันจากการเมืองในประเทศ เพราะนักลงทุนยังรอผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของส.ว.ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ว่าจะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีลดลงต่ำสุดที่ 1,409.20 จุด ทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,422.18 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,412.44 จุด ลดลง 11.52 จุด หรือ 0.81% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 33,067.28 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. เมก้า ปิดที่ 21.30 บาท เพิ่มขึ้น 3.80 บาท 2. เอไอเอส ปิดที่ 228.00 บาท ลดลง 7.00 บาท 3. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 180.00 บาท ลดลง 2.00 บาท 4. จัสมิน ปิดที่ 8.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 5. ทรู ปิดที่ 9.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ปิดร่วง 11.52 จุด
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

หุ้นไทยวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ปิดร่วง 11.52 จุด
-

ตลท.เผย 9 เดือนบจ.โกยกำไรเพียบ
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการรายผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.56 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลท. 469 บริษัท หรือ 94.18% จากทั้งหมด 498 บริษัท (ไม่รวมบริษัทที่อยู่ระหว่างการแก้ไขเหตุการเพิกถอน และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ภายในกำหนด ) พบว่า ช่วง 9 เดือนของปีนี้ บจ.มียอดขายรวม 8,024,417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.27% และมีกำไรสุทธิ 608,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนเฉพาะงวดไตรมาส 3 มียอดขาย 2,779,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.87% และมีกำไรสุทธิ 203,196 ล้านบาท ลดลง 5.81% สำหรับบจ.ที่มีกำไรสุทธิงวด 9 เดือน สูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ. ปตท. , บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือปตท.สผ. , บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ , บมจ.ธนาคารกสิกรไทย และ บมจ. ปูนซีเมนต์ไทย ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไนสูงสุด 3 อันดับแรก จาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสูงสุด คือ ธุรกิจการเงิน ทรัพยากร และอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ส่วนหมวดธุรกิจที่มีกำไรสูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ คือ พลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิรวม372,012 ล้านบาท คิดเป็น 61.12% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด และมียอดขายรวมของทั้ง 3 หมวด 4,391,753 ล้านบาท คิดเป็น 54.73% ของยอดขายรวมทั้งหมด “เศรษฐกิจของไทยที่เติบโตลดลงจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐที่หดตัว รวมถึงภาคการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้รายได้ของหมวดธนาคาร หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค เริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่ชะลอลงด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลท.เผย 9 เดือนบจ.โกยกำไรเพียบ -

ไฟเขียวอีลิทการ์ดสยายบริการได้
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบให้บริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้ดำเนินโครงการบัตร อีลิทการ์ด สามารถกำหนดรูปแบบประเภทบัตรสมาชิก ราคาบัตร สิทธิประโยชน์และบริการต่าง ๆ ค่าธรรมเนียมการโอนให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการกำหนดค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสในการหารายได้และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งหมายความว่าทีพีซี สามารถส่งเสริมการขายบัตรอีลิท์การ์ดร่วมกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ เพราะไม่มีภาระต้นทุน แต่จะช่วยสร้างประโยชน์ และสนับสนุนให้มีนักลงทุนชาวต่างชาติ เข้ามาลงทุนในไทย และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีอำนาจในการพิจารณา โดยให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและประโยชน์ของบริษัท ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานำเสนอ ส่วนกรณีที่เสนอให้ครม.เห็นชอบให้บริษัทฯลงทุนหรือร่วมทุนกับกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับบริษัทหรือสมาชิก รวมถึงประเทศชาติ โดยนำทรัพยากรบุคคล สินทรัพย์ และสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ลงทุนหรือร่วมทุนกับกิจการอื่นเพื่อสร้างรายได้ให้กับบริษัท อย่างยั่งยืนต่อไป นั้น ที่ประชุมครม.ยังไม่ให้ความเห็นชอบแต่อย่างใด แต่มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กลับไปพิจารณาให้รอบคอบก่อน นายอภิสิทธิ์ ชื่นชมพู ผู้จัดการใหญ่ บริษัททีพีซี กล่าวว่า หลังจากที่ครม.ได้เห็นชอบแผนการจำหน่ายบัตรอีลิทการ์ดแล้ว ต่อจากนี้จะใช้ใน 2 แนวทางในการขายบัตรได้แก่ การขายบัตรจากสมาชิกแบบปกติ กับการดำเนินแผนการลงทุนเพิ่มเพื่อสร้างรายได้นอกจากการขายบัตร ด้วยการ ไปติดต่อกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ สามารถดึงกลุ่มลูกค้าที่ตรงเป้าหมายให้มาซื้อบัตรได้ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการส่งออก กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และเมื่อได้จำนวนตรงตามเป้าหมาย ทีพีซีจะมีค่าคอมมิชชั่นให้ตามความเหมาะสม “ขณะนี้ เบื้องต้นได้พูดคุยกับผู้ประกอบการด้านธุรกิจสุขภาพในการเปิดส่วนแบ่ง ฐานลูกค้าแบบระดับสูง โดยทีพีซีจะเข้าไปใช้แบรนด์อีลิทการ์ดในการโปรโมทร่วมกัน และอาจจะขยายรูปแบบการร่วมทุนไปยังธุรกิจร้านอาหารเพื่อดึงฐานลูกค้าอีลิทที่มีอยู่ กว่า 2,540 คน และในอนาคตอาจเป็นแบบรูปแบบการลงทุนร่วมหรือ เพียงแต่ใช้ลูกค้าร่วมกัน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียวอีลิทการ์ดสยายบริการได้