เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • ไตรมาส3ประชาชนร้องเรียนศค.เพิ่มทุกด้าน

    ไตรมาส3ประชาชนร้องเรียนศค.เพิ่มทุกด้าน

    รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีประชาชนร้องเรียนมายังศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) เพิ่มมากขึ้นทุกด้าน เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 โดยติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ กว่า 51,709 ราย รวม 18,625 เรื่อง แยกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอข้อมูล คำปรึกษา 17,632 เรื่อง ส่วนใหญ่สอบถามเกี่ยวกับการลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อไถ่ถอนพันธบัตร เนื่องจาก ธปท.เปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติ ให้ลงทะเบียนไถ่ถอนพันธบัตรล่วงหน้าได้ 1 ปี และเป็นเรื่องร้องเรียน 889 เรื่อง เป็นเรื่องการให้บริการของสถาบันการเงินต่าง ๆ จำนวนมาก นอกจากนี้ ยังเป็นการแจ้งเบาะแส รวม 75 เรื่อง ซึ่งเกี่ยวกับการหลอกลวงโทรศัพท์มากที่สุด รองลงมาเป็นการเสนอแนะ และให้ความเห็นแก่ ธปท. 29 เรื่อง เช่น ปรับลดค่าธรรมเนียมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างสูง และการเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน เช่น ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรรายปี ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน และปรับลดค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มที่มีการพ่วงประกัน “จากเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 889 เรื่องนั้น เป็นร้องเรียนเกี่ยวกับบริการทางการเงินของสถาบันการเงินกว่า 849 เรื่อง หรือคิดเป็น 96% ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้สินเชื่อ 464 เรื่อง คิดเป็น 55% ของเรื่องร้องเรียนบริการทางการเงิน ซึ่งเรื่องร้องเรียน 3 อันดับแรก ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้ เพราะลูกค้าขาดความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่บางรายมีบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดรวมกันมากถึง 14 ใบ, เงินต้นและยอดหนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ใช้บัตร หรือแจ้งยกเลิกใช้บริการแล้ว และการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อไปใช้เงินกู้เดิม (รีไฟแนนซ์) เกี่ยวกับการไถ่ถอนหลักประกันล่าช้าของสถาบันการเงิน ทำให้ลูกค้าเสียประโยชน์” ขณะที่ มีเรื่องเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นจาก 79 เรื่อง เป็น 199 เรื่อง หรือเพิ่มขึ้น 120 เรื่อง คิดเป็น 152% เมื่อแยกเรื่องร้องเรียนด้านเงินให้สินเชื่อตามผลิตภัณฑ์ พบว่า เป็นเรื่องร้องเรียนด้านสินเชื่อบัตรเครดิตมากที่สุด 165 เรื่อง รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อ ทั้งนี้ เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับบริการทางการเงินของสถาบันการเงิน รองลงมาเป็นเรื่องพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ไม่เหมาะสม 161 เรื่อง ปัญหาจากเงินฝากหรือตั๋วเงิน 126 เรื่อง การขายผลิตภัณฑ์ด้านหลักทรัพย์และประกันภัย 66 เรื่อง และอื่น ๆ เช่น ร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการอื่นของสถาบันการเงิน หรือบริการทางการเงินที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไตรมาส3ประชาชนร้องเรียนศค.เพิ่มทุกด้าน

  • มนุษย์เงินเดือนเฮเสียภาษีลดลงกว่า 50%

    มนุษย์เงินเดือนเฮเสียภาษีลดลงกว่า 50%

    นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการคำนวณเงินได้สุทธิจาก 5 ขั้นอัตราเป็น 7 ขั้นอัตรา และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากอัตราสูงสุด 37% เหลือ 35% โดยมีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 56 และปี 57 ซึ่งจะทำให้ผู้เสียภาษีเสียภาษีลดลง 5-50% แม้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้จากเดิม 27,000 ล้านบาทก็ตาม แต่ถือว่าเป็นประโยชน์กับผู้เสียภาษีเป็นจำนวนมาก “ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างอัตราภาษีครั้งนี้ ถือว่าเป็นการทำประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ให้ประโยชน์กับคนรวย โดยคนที่มีรายได้เดือนละ 30,000 บาทหรือปีละ 3.6 แสนบาท จะเสียภาษีลดลง 50% คือจากเดิมที่เคยเสียภาษี 12,000 บาท อัตราใหม่จะเสียภาษีเพียง 6,000 บาทเท่านั้น ซึ่งมีผู้เสียภาษีในระดับนี้ 1.4 ล้านคน ขณะที่คนที่มีรายได้เกินกว่าปีละ 4 ล้านบาท จะเสียภาษีลดลงเฉลี่ย 5% เท่านั้น คือจากเดิมต้องเสียภาษี 1.075 ล้านบาท อัตราใหม่จะเสียภาษี 1.003 ล้านบาท โดยคนกลุ่มนี้มี 20,000 ราย” อย่างไรก็ตามการที่ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเนื่องจากร่างกฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาซึ่งอาจเกิดความล่าช้าและไม่ทันกับการเสียภาษีในปี 56 ที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบและเสียภาษีให้แล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค.57 จึงได้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้เป็นเวลา 2 ปีก่อน สำหรับโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้แบบเดิมนั้นผู้ที่มีรายได้ 100,001-500,000 บาทต่อปี จะเสียภาษี 10% ของรายได้สุทธิ ขณะที่แบบใหม่จะขยายฐานเป็นผู้มีรายได้ 300,001-500,000 บาทต่อปี จะเสียภาษี 10% ของรายได้สุทธิ และ 500,001-750,000 บาทต่อปี จะเสียภาษี 15% ของรายได้สุทธิ ส่วนผู้มีรายได้ 500,001-1,000,000 บาทต่อปี ปัจจุบันเสียภาษี 20% ของรายได้สุทธิ ขณะที่แบบใหม่จะขยายฐาน เป็น ผู้มีรายได้ 750,001-1,000,000 บาทต่อปีจะเสียภาษี 20% ของรายได้สุทธิ และ 1,000,001-2,000,000 จะเสียภาษี 25% ของรายได้สุทธิ ส่วนผู้มีรายได้ 4,000,000 บาทต่อปี ขึ้นไป ปัจจุบันเสียภาษี 37% ของรายได้สุทธิ อัตราใหม่จะลดเหลือเพียง 35% ของรายได้สุทธิเท่านั้น นางเบญจา กล่าวว่า สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาบับนี้จะบังคับใช้เฉพาะเรื่องของการปรับปรุงอัตราโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคณะบุคคลเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องของการขยายวงเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวจาก 60,000 บาท เป็น 1.2 แสนบาท ด้านนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบให้ขยายเวลาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อไปอีกจนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 56 ด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มนุษย์เงินเดือนเฮเสียภาษีลดลงกว่า 50%

  • เร่งรณรงค์ประหยัดไฟหวั่นไฟดับภาคใต้อีกรอบ

    เร่งรณรงค์ประหยัดไฟหวั่นไฟดับภาคใต้อีกรอบ

    นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เจรจาโรงกลั่นน้ำมัน 3 แห่ง คือ โรงกลั่น ไทยออยล์ โรงกลั่นเอสโซ่ และโรงกลั่นบางจาก เลื่อนหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นประจำปี 57 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับท่อก๊าซธรรมชาติพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(ท่อเจดีเอ) หยุดซ่อม เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.-10 ก.ค. 57 เนื่องจากไม่ต้องการให้กระทบกับแผนจัดหาเชื้อเพลิงทั้งน้ำมัน และไฟฟ้า ที่ต้องผลิต เพื่อป้อนให้พื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด เพื่อป้องกันปัญหาเกิดไฟฟ้าดับในภาคใต้อีกครั้ง นอกจากนี้ ได้ให้กฟผ.ไปเจรจากับมาเลเซีย เพื่อรับซื้อไฟฟ้า จากมาเลเซียเพิ่มขึ้น แต่หากมาเลเซียไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อป้อนไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้ไทยได้ ต้องขอให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) ขอให้โรงไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ เพิ่มกำลังการผลิตและป้อนไฟฟ้ามาสำรองให้กับภาคใต้แทน รวมทั้งขอความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ลดการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคใต้ เพื่อลดปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าแบบเข้มข้นในระหว่างวันที่ 13มิ.ย.-10 ก.ค. 57 คาดว่าจะลดความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ 800 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันได้สั่งให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในภาคใต้ ประหยัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งควรเน้นขอความร่วมมือให้เห็นถึงความจำเป็นในการลดการใช้ไฟฟ้า5 สั่งการให้กฟผ.ไปสำรวจโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสังกัดของกฟผ.ว่า หากมีเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้โรงไฟฟ้าพลังน้ำมาผลิตไฟฟ้า จะผลิตไฟฟ้าได้กี่เมกะวัตต์ เพื่อเพิ่มปริมาณไฟฟ้าเข้ามาในระบบได้อย่างรวดเร็วที่สุดภายใน 5 นาที หลังจากเริ่มใช้น้ำเข้าสู่กระบวนการปั่นไฟ และมาตรการสุดท้าย หากแผนต่าง ๆ ยังไม่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ คือ ขอความร่วมมือประชาชนในภาคใต้ ขอดับไฟฟ้าเป็นรายจังหวัด แต่จะเลือกพื้นที่ดับไฟฟ้าเป็นพื้นที่ ๆ โดยไม่ดับไฟฟ้าในหน่วยงานราชการสำคัญ เช่น โรงพยาบาล แหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม “แผนงานทั้งหมดนี้ กระทรวงพลังงานจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีทราบในเดือนธ.ค.นี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงพลังงานว่า อย่าให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันระหว่างวันที่ 25 ธ.ค.56- 8 ม.ค. 57 นี้ แหล่งก๊าซธรรมชาติเยตะกุน ของพม่า ก็จะปิดซ่อมบำรุงอีกครั้งหนึ่ง และ แหล่งก๊าซบงกช ในอ่าวไทย ก็จะปิดซ่อมบำรุงวันที่ 10 เม.ย.-5พ.ค. 57 ซึ่งปริมาณก๊าซธรรมชาติจาก 2 แหล่งดังกล่าว จะไม่มีปัญหาในการผลิตไฟฟ้าหรือน้ำมันของไทย เพราะกระทรวงพลังงานได้เตรียมแผนรับมือไว้พร้อมหมดแล้ว เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาวเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลในโรงไฟฟ้าของ กฟผ. “

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งรณรงค์ประหยัดไฟหวั่นไฟดับภาคใต้อีกรอบ