เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • เปิดวิสัยทัศน์ผู้ท้าชิงประธานส.อ.ท.

    เปิดวิสัยทัศน์ผู้ท้าชิงประธานส.อ.ท.

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยถึงแนวนโยบายการทำงานว่า นโยบายหลักที่จะเร่งดำเนินงานหากได้รับการเลือกตั้งเป็นประธาน ส.อ.ท. คือการสร้างความเป็นเอกภาพ และความปรองดอง ให้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกลับมาทำงานร่วมกันให้มากที่สุด โดยมั่นใจว่าจะชนะ เพราะได้รับการสนับสนุนเกือบทุกกลุ่มจากการประเมินฐานเสียงขั้นต้น พบว่าสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสนับสนุนสูงถึง 70% และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอุตสาหกรรม 80% แต่ก็ไม่ประมาท โดยจะลงพื้นที่พบสมาชิก ส.อ.ท. สร้างความเข้าใจในแนวนโยบายให้มากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ยังคงเสียเปรียบในบางจุด “ผมจะร่วมกับนายเจน นำชัยศิริ รองประธานส.อ.ท. ลุยชี้แจงนโยบายหาเสียงในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด หากกลุ่มผม ได้รับชัยชนะก็ยินดีที่จะร่วมงานกับทุกฝ่าย แม้จะเป็นฝ่ายที่เคยแข่งขันกันมา โดยอยากจะล้างภาพในอดีตที่พ่ายแพ้ ต้องยกทีมลาออกจาก ส.อ.ท. จนทำให้คนเก่งมีความสามารถหลายคนต้องออกจากองค์กรไป โดยใครที่มีความสามารถ ก็พร้อมที่จะดึงเข้ามาร่วมบริหาร ส.อ.ท. ต่อไป และอยากเห็นที่สุด ก็คือยุติการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายใน ส.อ.ท. หากนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ รองประธาน ส.อ.ท. ที่เสนอตัวแข่ง จะถอนตัวมาร่วมกันเป็นทีมเดียวกัน ไม่ต้องมาคิดเรื่องการแข่งขัน มองไปแต่ผลประโยชน์ของ ส.อ.ท.เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของ ส.อ.ท. ที่จะขจัดความแตกแยกร่วมมือกันทำงานเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด” นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ รองประธาน ส.อ.ท. ผู้ลงสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การลงสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้ต้องการให้เกิดความปรองดองขึ้นภายในส.อ.ท.เช่นเดียวกัน โดยทางกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ที่จะประชุมกลุ่มในวันที่ 21 พ.ย.นี้ จะเชิญนายสุพันธุ์และนายเจน เข้ามาแสดงนโยบายต่อกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งในกลุ่มอาหารค่อนข้างเปิดรับและพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว สำหรับเสียงสนับสนุน เชื่อว่ากลุ่มสภาอุตสาหกรรมจังหวัดจะให้การสนับสนุนเต็มที่ แต่ยังคงประเมินไม่ได้ว่าจะได้รับคะแนนเท่าไหร่ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ คงไม่แปลกที่จะสนับสนุนอีกฝ่าย เนื่องจากเป็นฝ่ายที่นายเจน ดูแลอยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย แต่หากฝ่ายของผมชนะการเลือกตั้งก็พร้อมที่จะให้นายเจน และนายสุพันธุ์เข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของสมาชิกทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายกลุ่มอุตสาหกรรมและกล่มจังหวัด “การลงเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้หวังผลแพ้ชนะ แต่ต้องการจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลง โดยต้องการให้กลุ่มสภาอุตสาหกรรมจังหวัดมีความสำคัญและได้รับความสนใจมากขึ้น ส่วนเรื่องการปรองดองเสนอให้ทุกฝ่ายพร้อมออกหาเสียงร่วมกัน ดีกว่าต่างคนต่างทำ”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดวิสัยทัศน์ผู้ท้าชิงประธานส.อ.ท.

  • ยอดขายหมูหด 10%

    ยอดขายหมูหด 10%

    นายกิดดิวงศ์ สมบุญธรรม เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้การบริโภคเนื้อสุกรลดลง 10% เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงผลจากการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ผู้บริโภคมีความเครียด แต่ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบต่อราคาสุกร เพราะผลผลิตสุกรลดลงจากภาวะอากาศผันผวน และโรคระบาดในหมู ส่งผลให้ราคาทรงตัวต่อเนื่อง 6-7 สัปดาห์ที่ผ่านมา “ได้หารือกับในกลุ่มผู้เลี้ยง ว่าจะยังตรึงราคาสุกรไปเรื่อย ๆ แม้บางพื้นที่เตรียมขยับราคาในช่วงเดือนธ.ค.นี้ เพื่อรองรับเทศกาลปีใหม่ แต่จากสำรวจการบริโภคปลายทาง พบว่ากำลังซื้อลดลง ดังนั้นการปรับขึ้นราคาอาจเป็นผลเสียต่อผู้เลี้ยงมากกว่า โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลาง หากขยับราคาเนื้อหมูชำแหละ ยิ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากประชาชนจะลดการบริโภคลง หรือหันไปบริโภคสินค้าโปรตีนอื่นแทน เพราะสินค้าโปรตีนอื่น ๆ ยังไม่ขยับราคา” ขณะเดียวกันสมาคมฯ เตรียมสัมมนา เพื่อให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ในการปรับตัวลดต้นทุนการเลี้ยง เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะต้นทุนเลี้ยงของไทยยังสูงกว่าเพื่อนบ้าน และการจะใช้การขยับราคาต่อเนื่องคงทำได้ยากขึ้นในอนาคต นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ ได้ประกาศราคาแนะนำเนื้อหมูทั้งระบบ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 18-24 พ.ย.นี้ โดยราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม พื้นที่กทม. ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 66 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 66 บาท ภาคตะวันออก ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 68 บาท ภาคใต้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 72 บาท และภาคเหนือไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 72 บาท ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายส่งหมูชำแหละ(หมูซีก) กทม. ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 79 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 79 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 81 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 85 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 85 บาท ส่วนราคาจำหน่ายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง(เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กทม. ภาคกลาง และ ภาคตะวันตก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 109 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 109 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 112 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 117 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 117 บาท สำหรับ ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่ง (เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กทม.ภาคกลาง และภาคตะวันตก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 124 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 124 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 127 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 132 บาท และภาคเหนือไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 132 บาท ขณะที่ ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดงตัดแต่ง (เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กทม. ภาคกลาง และ ภาคตะวันตก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 134 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 134 บาท ภาคตะวันออก ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 137 บาท ภาคใต้ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 143 บาท และภาคเหนือ ไม่สูงกว่ากิโลกรัมละ 143 บาท “กรมจะติดตามสถานการณ์และราคาหมูอย่างใกล้ชิด และขอให้ผู้จำหน่ายปลีกปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน ถ้าหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้ามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 นบาท ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมแจ้งที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดขายหมูหด 10%

  • คนไทยยังพูดภาษาอาเซียนน้อย

    คนไทยยังพูดภาษาอาเซียนน้อย

    นายขจร วีระใจ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในการประชุมการท่องเที่ยวอาเซียนระดับชาติปี 56 ว่า ในอาเซียนด้วยกันขณะนี้ ไทยยังเก่งแต่ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ยอมเรียนรู้ภาษาของสมาชิกอาเซียนเท่าใดนัก เช่น ภาษาบาฮาซาร์ ภาษาพม่า เป็นต้น โดยจากการลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและยุโรป พบว่า คนไทยยังพูดภาษาในอาเซียนได้น้อยมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว ไทยอาจจะเสียเปรียบเรื่องการทำธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมีต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจ แย่งชิงตลาดนักท่องเที่ยวแน่นอน และคาดว่าในปี 61 สัดส่วนรายได้อาจจะถูกแบ่งไปอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติมากขึ้นด้วย “ขณะนี้ต้องยอมรับว่าคนไทย ยังพูดภาษาในอาเซียนได้น้อยมาก โดยเฉพาะภาษาบาฮาซาร์ซึ่งเป็นภาษาที่มีประชากรใช้มากที่สุดในอาเซียน ถึง 250 ล้านคน ขณะที่มองกลับไปพม่า ลาว เวียดนาม เริ่มที่จะพูดภาษานี้ได้แล้ว รวมถึง เริ่มฝึกหัดภาษาไทยแล้วด้วย เพราะกลุ่มสมาชิกอาเซียนมองเห็นแล้วว่า ไทยมีศักยภาพเรื่องแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงยังเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคม จึงทำให้หลายประเทศสนใจที่จะเริ่มหันมาลงทุนด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอาเซียนช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้นปีละ 8.4% และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 18% แต่ในไทย นักท่องเที่ยวทั่วโลกเติบโตมากกว่าถึงปีละ 11.2% และหากพิจารณาจากรายได้การท่องเที่ยว กลับพบว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวอาเซียนทั้งหมดมีเฉลี่ยปีละ 18% แต่เฉพาะไทยมีถึง 17.6% นอกจากนี้ องค์การการท่องเที่ยวโลกยังคาดการณ์ว่า อาเซียนจะมีนักท่องเที่ยวเติบโตในปีช่วงปี 38-63 ถึง 6.5% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของโลกที่มี 4.1 % และในปี 63 นักท่องเที่ยวในภูมิภาคจะมีถึงปีละ 136 ล้านคน ด้านนายสรรเสริญ เงารังษี อดีตคณะทำงาน ด้านตลาดการสื่อสารและท่องเที่ยวอาเซียน กล่าวว่า ขณะนี้การจัดระดับ และวัดผลศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียนยังใช้มาตรฐานของเวิร์ล อีโคโนมิค ฟอรั่ม อยู่ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหญ่แบบสากลของโลก แต่หากเทียบกับการท่องเที่ยวในอาเซียน อาจไม่เหมาะกับการใช้เกณ์ดังกล่าวนัก ในอนาคตไทย และประเทศสมาชิกอาเซียน ควรมีข้อตกลงในการลงนาม และปรับเกณฑ์ด้านการท่องเที่ยวเป็นของกลุ่มตัวเอง เพื่อวัดระดับให้ได้ชัดเจน นายวุฒิชัย มากวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทหนุ่มสาวทัวร์ กล่าวว่า เมื่อเปิดเออีซีแล้ว การท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศ และนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ จะหันมานิยมเดินทางรอบอาเซียนโดยทางรถยนต์เพิ่มมากขึ้น และเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุด ที่นักท่องเที่ยวไทยจะเดินทางไปมากที่สุด คือ พม่า เนื่องจากเป็นประเทศเปิดใหม่ ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้พม่ายังเสียเปรียบเรื่องราคาห้องพัก ที่มีไม่มาก ทำให้อัตราเฉลี่ยห้องพักแพงกว่าไทย50-80%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนไทยยังพูดภาษาอาเซียนน้อย