สำหรับแอปเปิล (Apple) และ ซัมซุง (Samsung) เรียกว่าเป็นคู่ปรับทางด้านเทคโนโลยีที่ดูสมน้ำสมเนื้อขึ้นทุกวันในโลกยุคบูรพาภิวัตน์ ที่หลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ มิติ เริ่มเอียงเปลี่ยนถ่ายจากตะวันตกมาสู่ตะวันออกมากขึ้นเรื่อย ๆ แอปเปิลจากฝั่งตะวันตกแห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้การก่อตั้งของสตีฟ จ็อบส์ บุรุษอัจฉริยะที่ทุกคนรู้จักกันดี ส่วนซัมซุงจากฝั่งตะวันออก แห่งทวีปเอเชีย สาธารณรัฐเกาหลี ที่มีความร้อนแรงไม่แพ้กัน ซึ่งถ้าพูดถึงสองบริษัทเทคโนโลยีนี้ ก็มีความเป็นที่สุดของโลกในตัวเองในหลาย ๆ เรื่องตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนเม็ดเงิน จำนวนยอดขาย หรือรวมไปถึงความใหม่ของนวัตกรรมต่าง ๆ ที่คิดผลิตขึ้นมา วันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านมาคุยกันทีละประเด็นเลยครับ เทียบกันเลยว่าใครเหนือกว่าใครในเรื่องไหนบ้าง ถ้าพูดถึงยอดขายจำนวนมือถือสมาร์ทโฟนโดยรวม อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายมือถือโดยรวมทั่วโลกในไตรมาสที่ 3 ของปี ค.ศ. 2013 นี้ ซัมซุงของฝั่งเอเชียมาเป็นอันดับหนึ่งที่ครองส่วนแบ่งการตลาดทั้งโลกสูงที่สุด ซัมซุงรั้งอันดับหนึ่งที่กินส่วนแบ่งตลาดถึง 31.4% ทิ้งห่างแอปเปิลซึ่งเป็นอันดับสองที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงแค่ 13.1% เท่านั้น โดยมียอดขายมากกว่าแอปเปิลเกินสองเท่า เรียกว่าในประเด็นแรกนี้ซัมซุงทิ้งห่างแอปเปิลได้มากพอสมควรเลยทีเดียว ถัดจากมือถือ คราวนี้เป็นตัวเลขยอดขายแท็บเล็ต (Tablet) ทั่วโลกบ้างครับ เพราะถ้าพูดถึงตลาดแท็บเล็ตตามข้อมูลในไตรมาสที่ 3 ของปี ค.ศ. 2013 นี้ แอปเปิลยังครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในโลกด้วยยอดขาย iPad 14.1 ล้านเครื่อง หรือคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 29.6% ซึ่งมากกว่าซัมซุงที่อยู่ในอันดับสองที่มียอดขาย 9.7 ล้านเครื่อง คิดเป็น 20.4% ของส่วนแบ่งการตลาด เรียกว่าถ้านับจำนวนยอดขายแท็บเล็ต งานนี้แอปเปิลชนะครับ แต่ก็ชนะแบบไม่ทิ้งห่างมากมายอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขที่ว่ามานี้ยังไม่รวมยอดขายของสินค้าใหม่ iPad Air และ iPad mini จอเรติน่าที่เปิดตัวในเดือนนี้ ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะช่วยให้แอปเปิลสามารถตอกย้ำความเป็นแชมป์ที่ครองยอดขายสูงสุดของแท็บเล็ตเอาไว้ได้ ทางฝ่ายซัมซุงเองแม้ตอนนี้จะยังตามหลังแอปเปิลอยู่แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะยอมแพ้ครับ ก็ถึงขนาดที่ผู้บริหารซัมซุงออกมาประกาศกร้าวว่าซัมซุงตั้งเป้าจะให้บริษัทกลายเป็นผู้ผลิตแท็บเล็ตรายใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ในอนาคต เรียกว่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันเลยทีเดียวครับ ประเด็นถัดไปถ้าพูดถึงมูลค่าของแบรนด์ ว่าใครมีมูลค่าของแบรนด์มากกว่ากัน New York Times รายงานว่าผลประจำปี ค.ศ. 2013 นี้ แอปเปิลครองความเป็นอันดับหนึ่งในฐานะแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยมียอดมูลค่าสูงสุดอยู่ที่ 98,316 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ทิ้งห่างซัมซุงที่อยู่อันดับ 8 โดยมีมูลค่าแบรนด์ที่ 39,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) เท่านั้น เรียกว่าถ้าพูดถึงมูลค่าของแบรนด์ งานนี้แอปเปิลยังคงดูดีกว่าเยอะครับ ซึ่งผมว่างานนี้น่าจับตามองครับ ว่าท้ายที่สุดแล้วในระยะยาวใครจะเป็นผู้ชนะ เพราะก็ต้องยอมรับครับว่าซัมซุงรุกคืบไปในหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ตอนที่ผมไปที่ประเทศรัสเซีย สนามบินที่กรุงมอสโกก็ยังใช้สมาร์ททีวีของซัมซุงแทบทั้งหมดเลย อย่างไรก็ตามแม้ว่าซัมซุงจะมียอดขายมือถือที่ดีกว่าแอปเปิล ณ ปัจจุบัน แต่ถ้าเรามองที่ตัวเลขยอดขายอย่างเดียวโดยไม่ดูปัจจัยสำคัญอื่นเลยก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก ปัจจัยอื่น ๆ อาทิ กำไรต่อหน่วย ความเสถียรของเครื่องมือถือหรือเครื่องแท็บเล็ต รวมไปถึงมูลค่าแบรนด์และผลิตภัณฑ์ ที่แอปเปิลก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเลย ผมเชื่อนะครับว่าการขึ้นมาเป็นแชมป์ให้ได้นั้นยาก แต่ในโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ การจะรั้งครองตำแหน่งแชมป์ไว้ให้ได้กลับเป็นเรื่องที่ยากมากกว่าเสียอีก แต่ไม่ว่าแอปเปิลหรือซัมซุงจะเป็นแชมป์ งานนี้ก็ล้วนแต่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างพวกเราทั้งนั้นครับ เพราะการแข่งขันอย่างเสรียิ่งมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ราคาของต่าง ๆ ถูกลงมากเท่านั้น หรือถ้ามองในแง่นวัตกรรม ยิ่งแข่งขันเสรีกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเกิดนวัตกรรมสิ่งใหม่ ๆ ออกมาหล่อเลี้ยงโลกเรามากขึ้นเท่านั้น พวกเราคนไทยก็อย่ามัวรอให้เขาแข่งขันกันอย่างเดียวนะครับ เพราะในโลกยุคศตวรรษที่ 21 นี้ เราก็สามารถโดดเข้าร่วมวงเป็นผู้เข้าแข่งขันกับเขาได้เช่นกัน. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แอปเปิลและซัมซุง คู่ปรับร้อนแรง – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

แอปเปิลและซัมซุง คู่ปรับร้อนแรง – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
-

‘ไวเบอร์’ เวอร์ชั่นใหม่เอาใจผู้ใช้คนเอเชีย – APP
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากยอดผู้ใช้งานมากกว่า 200 ล้านคน ใน 193 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดทางแอพพลิเคชั่นไวเบอร์ ได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นเวอร์ชั่นล่าสุด 4.0 บนเครื่องไอโฟนและสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ถือได้ว่าเป็นการอัพเดทครั้งสำคัญของแอพพลิเคชั่นเลยทีเดียว ไวเบอร์ พัฒนาโดยบริษัท ไวเบอร์ มีเดีย (Viber Media) ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ส่งข้อความ ภาพ และเสียง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังสามารถใช้โทรฯ หากันได้ฟรีด้วยคุณภาพเสียงคมชัดแบบเอชดี ผ่านสัญญาณ 3จี/4จี หรือไว-ไฟ ซึ่งในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ ได้เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจก็คือ สติกเกอร์ มาร์เก็ต ( Sticker Market) ที่มีสติกเกอร์ลาย ๆ สวย ๆ น่ารักให้ได้ใช้ฟรีและแบบเสียเงิน และฟังก์ชั่น พุช ทู ทอล์ก (Push To Talk) เพื่อการรับส่งข้อความเสียงเพียงเสี้ยววินาทีรูปแบบใหม่ นายทัลมัน มาร์โค ซีอีโอของไวเบอร์ กล่าวว่า เวอร์ชั่นใหม่ของไวเบอร์นี้ มีสติกเกอร์มากกว่า 1,000 คาแรกเตอร์ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผู้ใช้ของเราในเอเชีย นอกจากนี้ ไวเบอร์ยังเป็นผู้ให้บริการรับส่งข้อความรายใหญ่เจ้าแรกที่เพิ่มฟังก์ ชั่น ไลฟ์ พุช ทู ทอล์ก (Live Push To Talk) ทำให้การสื่อสารระหว่างผู้ใช้ด้วยกันนั้นไหลลื่นไปอย่างรวดเร็ว ส่งเร็ว ไม่ต้องรออีกต่อไป นอกจากนี้แอพพลิเคชั่นเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ยังสามารถรองรับการใช้งานกับเครื่องแท็บเล็ตในระบบแอนดรอยด์ได้อีกด้วย โดยการเปิดตัว สติกเกอร์ มาร์เก็ต ของไวเบอร์ในครั้งนี้ ทำให้ผู้ใช้ไวเบอร์สามารถที่จะเข้าถึงความสนุกที่หลากหลาย กับเหล่าบรรดาตัวการ์ตูนสติกเกอร์น่ารัก ๆ และขี้เล่นมากมาย ซึ่งที่ผ่านมาผู้ใช้ไวเบอร์มีการตอบสนองต่อสติกเกอร์ที่ได้ปล่อยออกมาแล้วก่อนหน้านี้อย่างดี ซึ่งรวมไปถึงไวโอเล็ท สติกเกอร์ตัวการ์ตูนที่เป็นเอกลักษณ์ของไวเบอร์ด้วย และในการเปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ทางบริษัทก็ได้เปิดตัวสติกเกอร์ 2 คาแรกเตอร์ใหม่ คือ มาโย่และบลู อีกด้วย รวมทั้งสติกเกอร์อื่น ๆ ในรูปแบบน่ารัก ๆ ซึ่งผู้ใช้ไวเบอร์สามารถใช้แชตกับเพื่อน ๆ ได้ สำหรับในส่วนของ พุช ทู ทอล์ก จะทำให้ผู้ใช้ไวเบอร์ ติดต่อสื่อสารรูปแบบใหม่ที่ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ด้วยการส่งเพียงข้อความเสียงสั้น ๆ ไปถึงกันได้ ซึ่ง พุช ทู ทอล์ก โดยทั่ว ๆ ไปใช้การทำงาน 4 ขั้นตอนในการส่งข้อความ คือ บันทึกเสียง ส่ง ดาวน์โหลด แล้วก็เล่น แต่ของไวเบอร์ได้รวม 4 ขั้นตอนนั้นไว้ด้วยกัน ทำให้ใช้เวลาแค่ 4-6 วินาทีในการส่งเท่านั้น จากการรับส่งข้อความที่มีความยาว 15 วินาที ขณะที่แอพทั่ว ๆ ไปจะใช้เวลา 45-60 วินาที นอกจากนี้ทางไวเบอร์ ยังได้อัพเกรดฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อข้อความไปยังกลุ่มหรือเพื่อนคนใดก็ได้ และสามารถเลือกรูปจากคลังรูปภาพส่วนตัวนำมาทำฉากหลังในห้องแชตได้ รวมถึงสามารถตั้งกลุ่มโดยมีเพื่อนในกลุ่มได้มากถึง 100 คนทีเดียว ใครยังไม่ได้ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นใหม่ต้องรีบไปหามาลองใช้กันเลย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ไวเบอร์’ เวอร์ชั่นใหม่เอาใจผู้ใช้คนเอเชีย – APP -

สมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้ – ฉลาดใช้
เห็นตัวเครื่องครั้งแรกถึงกับตกใจ นึกว่าเครื่องเล่นเกมแบบพกพา แต่ออปโป เอ็น 1 หรือ OPPO N 1 นั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่มีรูปทรงยาว คล้ายอุปกรณ์เล่นเกม ออปโป เอ็น 1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน แต่จะวางจำหน่ายในไทยวันที่ 10 ธันวาคมนี้ แฟนออปโปน่าจะชอบใจ เพราะในระยะหลัง ๆ จุดขายที่โดดเด่นของออปโปก็คือ กล้องถ่ายรูปที่ถ่ายตัวเองแล้วหน้าสวยเด้งแบบเกาหลี มาพิสูจน์กัน ออปโป เอ็น 1 มีน้ำหนักพอสมควร ประมาณ 230 กรัม จอใหญ่ 5.9 นิ้ว เป็นจอแสดงผลแบบแอลซีดี ไอพีเอส 16 ล้านสี หน่วยประมวลผล 1.7 กิกะเฮิรตซ์ ควอดคอร์ สแนปดรากอน 600 หน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ จีพียู อเดรียโน 320 ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เจลลี บีน 4.2 หน่วยความจำตัวเครื่อง 16 และ 32 กิกะไบต์ ระบบเชื่อมต่อมีครบหมดทั้งไว-ไฟ บลูทูธ พร้อมระบบจีพีเอส จุดเด่นของออปโป เอ็น 1 ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กล้องถ่ายรูปที่ออกแบบให้อยู่ด้านบนสุด ที่หมุนปรับได้ถึง 206 องศา พูดง่าย ๆ ก็คือ หมุนเอากล้องหลังมาใช้เป็นกล้องหน้าเพื่อถ่ายตัวเองทีนี้เราก็จะได้กล้องหน้า 13 เมกะพิกเซลไว้ถ่ายรูป พลิกดูด้านหลังตัวเครื่อง จะเห็นเส้นจาง รูปสี่เหลี่ยม บริเวณนั้นเรียกว่า ระบบโอ ทัช (O-Touch) เป็นฟังก์ชั่นสำหรับถ่ายรูป ไม่ต้องกดชัตเตอร์ด้านหน้า แต่แตะหรือสัมผัสบริเวณสี่เหลี่ยม กล้องจะบันทึกภาพให้ทันที ใช้ครั้งแรกอาจจะยากหน่อย เพราะยังไม่รู้จังหวะภาพเลยเบลอ แต่ใช้ไปสักพักจะรู้สึกว่า ง่ายและสะดวกดี อีกวิธีหนึ่ง คือ ใช้อุปกรณ์ที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง เป็นรูปกลม ๆ เรียกว่า โอ-คลิก (O-Click) เป็นอุปกรณ์เสริมทำงานผ่านบลูทูธ เมื่อจับคู่เข้ากับโทรศัพท์แล้ว หน้าที่หลักของโอ-คลิก คือ เป็นอุปกรณ์ค้นหาโทรศัพท์ ถ้าอยู่ห่างกัน แค่กดโอ-คลิกก็จะส่งสัญญาณเรียกหากัน อีกหน้าที่หนึ่งก็คือ ใช้เป็นรีโมตคอนโทรล กดชัตเตอร์ถ่ายรูประยะไกล อันนี้เจ๋งดีชอบมาก เพราะบางทีเวลาถ่ายรูปตัวเอง จะมีปัญหากับการกดชัตเตอร์มาก เลยใช้โอ-คลิกทำหน้าที่แทน ได้รับการยืนยันจากเหล่าผู้คนที่ชอบถ่ายรูปตัวเอง ว่า มือถือออปโป ถ่ายตัวเองแล้วหน้าเรียวสวยเนียน โดยไม่ต้องพึ่งพาแอพ เพราะโหมดบิวตี้จัดมาให้เสร็จสรรพ แม้กระทั่งโทนแต่งหน้า ลองแล้วแทบตกเก้าอี้ จำตัวเองไม่ได้ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไม่กล้าโชว์ใคร ถ้าชอบสมาร์ทโฟนที่มีลูกเล่นสไตล์เกาหลี ใช้งานง่าย จอใหญ่ ชอบถ่ายรูป เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ราคาขายจ่ายสองหมื่นทอนให้สิบบาท ค่อนข้างแพงไปนิด สำหรับการแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟนสเปกนี้ แต่ถ้าชอบก็เรื่องเล็ก ใกล้สิ้นปีของใหม่เข้ามาเพียบ แค่คิดโบนัสก็ไม่เหลือแล้ว. ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้ – ฉลาดใช้