เดือน: ธันวาคม 2013

  • แนะผู้ผลิตรถยนต์ไทยปรับตัวแข่งเวทีโลก

    แนะผู้ผลิตรถยนต์ไทยปรับตัวแข่งเวทีโลก

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 93 หรืออีก 37 ปีข้างหน้าทั่วโลกจะมีปริมาณความต้องการซื้อรถยนต์เพิ่มจากปัจจุบันที่มียอดขาย 72 ล้านคันอีก 3 เท่าตัว หรือเป็น 216 ล้านคัน ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจำเป็นต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภคทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานความปลอดภัย และมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตยานยนต์สีเขียวมากขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันการส่งออกรถยนต์ในอนาคต  “การปรับทิศทางของธุรกิจยานยนต์ ตามการเปลี่ยนแปลงของศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกจากตะวันตกสู่ตะวันออก คือ ภูมิภาคเอเชียนั้น ไทยจำเป็นต้องแสวงหาข้อได้เปรียบทางการค้า โดยเฉพาะไทยจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ตามสภาพทางภูมิศาสตร์ จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ที่กำลังจะมาถึงใน ธ.ค. 58 นี้ ด้วยความรอบคอบ” ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยยอดการผลิตในช่วง 10 เดือนของปี 56(ม.ค.-ต.ค.) ผลิตได้  2.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  โดยแบ่งเป็นการส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศ  1 ล้านคันและเมื่อรวมกับชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ อุตสาหกรรมกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกรวมเป็นเงิน 25,768 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ  800,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  10.4 %

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะผู้ผลิตรถยนต์ไทยปรับตัวแข่งเวทีโลก

  • ไทยเฮ เตรียมเป็นเจ้าภาพ” เอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์มฯ” ปีหน้า

    ไทยเฮ เตรียมเป็นเจ้าภาพ” เอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์มฯ” ปีหน้า

    นายพิเชษฐ สถิรชวาล ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ คณะทีทีอาร์และนักธุรกิจจากไทย เตรียมเดินทางไปกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เพื่อร่วมงานมหกรรมภาพยนตร์ และโทรทัศน์แห่งเอเชีย-แปซิฟิก (เอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์ม เฟสติวัล) ครั้งที่ 56 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธ.ค.นี้ โดยในวันสุดท้ายประเทศไทยจะเข้าร่วมพิธีรับธงเพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดงานในครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ช่วงประมาณปลายปี 57 โดยเชื่อว่า การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตได้มากขึ้น “ที่ผ่านมาทีทีอาร์ได้เป็นหัวหน้าคณะของไทยไปเจรจา จนทำให้ไทยได้รับคัดเลือก แม้ว่าจะมีคู่แข่งที่สำคัญอย่างประเทศมาเลเซีย แต่สุดท้ายเมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมต่างๆ เช่น สถานที่ ที่พัก และความพร้อมต่างๆ ไทยก็ได้เลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยเรื่องนี้ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีก็รับทราบแล้ว และได้มอบหมายให้ทีทีอาร์เป็นผู้ไปรับธงเป็นเจ้าภาพต่อ ซึ่งถือว่า เป็นเวลาหลายปีแล้วที่งานมหกรรมใหญ่ๆ ระดับโลกแบบนี้ไม่ได้มาจัดที่ไทย แม้ว่าในอดีตไทยจะเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้มาแล้วครั้งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต แต่ก็นานมาแล้ว” ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าว ถือเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์เอเชีย ล่าสุดได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 2 (55-59) โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์เอเชียและแหล่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญในตลาดโลก ทั้งการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ผลักดันให้ตั้งหน่วยงานมาดูงานภาพยนตร์โดยเฉพาะ ,การพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พร้อมทั้งกำหนดให้ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ให้เป็นมืออาชีพ ,พัฒนาตลาดภาพยนตร์และวีดิทัศน์เชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ ,เสริมสร้างให้ประเทศไทยเป็นเขตปลอดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ,เสริมสร้างค่านิยมในการบริโภคภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทย ,ส่งเสริมธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในประเทศไทย และส่งเสริมความร่วมมือด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์กับต่างประเทศ นายพิเชษฐ กล่าวว่า งานมหกรรมภาพยนตร์เอเชีย-แฟซิฟิคฯ นี้ ถือเป็นงานด้านภาพยนตร์ที่ใหญ่เป็นระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นที่เอเชียเป็นประจำทุกปี เทียบได้กับงานมอบรางวัลออสการ์ ที่สหรัฐอเมริกา และงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นงานของยุโรป ดังนั้นในงานนี้เชื่อว่า จะมีผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์ระดับโลกเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ไทยได้รับประโยชน์หลายอย่างที่สามารถต่อยอดให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโตได้ในระดับโลก 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยเฮ เตรียมเป็นเจ้าภาพ” เอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์มฯ” ปีหน้า

  • ปีหน้าแรงงานขาดตลาด 5 แสนคน

    ปีหน้าแรงงานขาดตลาด 5 แสนคน

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า  ได้สำรวจแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พบว่า ในปี  57 ยังขาดแคลนแรงงานประมาณ 500,000  คน โดยเป็นการขาดแคลนในแรงงานพื้นฐาน 400,000 คน และแรงงานวิชาชีพ 100,000 คน  ซึ่งประมาณการณ์ บนพื้นฐาน เศรษฐกิจโลก มีการฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง และภาคการส่งออกของไทย จะขยายตัวประมาณ  5%  และยังกังวล หากเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมือง แล้วพรรคการเมือง หาเสียงด้วยการปรับขึ้นค่าแรง อาจสูงถึง 400-500 บาท จากปัจจุบันค่าแรงอยู่ที่ 300 บาท จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อผุ้ประกอบการอย่างแน่นอน ทั้งนี้ต้นทุนค่าแรงที่ปรับสูงขึ้นเป็น 300 บาทนั้น  ที่ผ่านมาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ต้องปรับตัวอย่างมาก เพื่อไม่ให้ต้องปิดกิจการ บางรายแบกรับภาวะไม่ไหว ปิดกิจการแล้วก็มี  จึงทำให้นโยบาย ด้านแรงงานของ ส.อ.ท. ในปี  57 จะเน้นไปที่การให้ความรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้แรงงานให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะในกลุ่มต่างจังหวัด “ตั้งแต่ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มมาเป็น 300 บาทเราได้ใช้การให้ความรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเข้ามาช่วยเอสเอ็มอีปรับตัวซึ่งก็ได้ผลจริง และปี  57  จะทำมากขึ้นและเน้นไปที่ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดที่ความรู้ด้านการจัดการอาจจะยังน้อยกว่าผู้ประกอบการในส่วนกลาง” 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปีหน้าแรงงานขาดตลาด 5 แสนคน