เดือน: ธันวาคม 2013

  • จีนเผชิญปัญหาค่าแรงแพง สินค้าของขวัญกลับมาหาไทย

    จีนเผชิญปัญหาค่าแรงแพง สินค้าของขวัญกลับมาหาไทย

    ชี้แนวโน้มความต้องการสินค้าของขวัญกลับมาไทย หลังจีนเจอค่าแรงแพงขึ้น ส่วนความต้องการบริโภคของขวัญอาเซียนเริ่มปรับตัวดีขึ้น  รายงานข่าวจากวงการผู้ผลิตของขวัญของชำร่วยและของแต่งบ้านแจ้งว่า ภายหลังจากสภาพเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอยู่ในสภาพชะลอตัวประกอบกับผู้ผลิตในประเทศเผชิญภาวะต้นทุนสูงขึ้นจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำคนละ 300 บาท จนอัตราการขยายตัวในปีที่ผ่านมาติดลบ ต้องปรับตัวและคาดหมายว่า ปี พ.ศ. 2556 ผลประกอบการน่าจะขยายตัวราว 5% แต่พบกับปัญหาเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปีประกอบกับผลกระทบทางการเมือง ทำให้การขยายตัวไม่เป็นไปตามเป้า คาดว่าน่าจะเติบโต 2-3% เท่านั้น นายศิริชัย เลิศศิริมิตร นายกสมาคมของขวัญของชำร่วย  และของแต่งบ้าน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาผู้ซื้อมีโอกาสแสวงหาแหล่งผลิตที่ราคาถูกจากทางอินเทอร์เน็ต ผู้ประกอบการจึงถูกกดราคา ประกอบกับต้องแบกภาระค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทำให้ต้นทุนสูง ทำให้ผู้ซื้อจากยุโรปเลี่ยงไปสั่งผลิตจากประเทศจีน       ที่ราคาต่ำกว่าแต่สถานการณ์ล่าสุด ปรากฏว่าค่าแรงในประเทศจีนสูงขึ้นจึงมีผู้ซื้อจากยุโรปเริ่มกลับมาติดต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย เนื่องจากราคาการผลิตใกล้เคียงกันแต่คุณภาพการผลิตสินค้าจากไทยดีกว่า โดยกลุ่มที่เริ่มกลับมาแล้วเป็นสินค้าหมวดพลาสติก นายศิริชัยกล่าวอีกว่า สำหรับตลาดอาเซียน มีความสนใจบริโภคสินค้ากลุ่มของขวัญของชำร่วยน้อยกว่าทางยุโรปแต่ทางผู้ประกอบการไทยได้พยายามเปิดตลาด และพบว่าในประเทศที่มีกำลังซื้อ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย สามารถส่งออกได้ แต่เป็นตลาดขนาดเล็กส่วนประเทศที่เพิ่งเปิดเช่น เมียนมาร์ มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและของขวัญเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามนายศิริชัยระบุว่า ตลาดการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นตลาดที่ข้อมูลการซื้อขายไม่มีรายงานที่ชัดเจนเหมือนการค้าระหว่างประเทศ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จีนเผชิญปัญหาค่าแรงแพง สินค้าของขวัญกลับมาหาไทย

  • เปิดกลยุทธ์ช้อนทองคำรับปีม้า

    เปิดกลยุทธ์ช้อนทองคำรับปีม้า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา สมาคมค้าทองคำร่วมกับศูนย์วิจัยทองคำได้จัดงานสัมมนา  2 หัวข้อหลัก “ลงทุนทอง 57 วิกฤติหรือโอกาส” และ “แนวโน้มเศรษฐกิจโลก-ทองปี 57 ฟื้นหรือฟุบ” โดยวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำผ่านมุมมองจากนักวิชาการและผู้ประกอบการที่คร่ำหวอดในวงการ ให้นักลงทุนได้เรียนรู้เทคนิคและกลยุทธ์การลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ในปีม้าที่กำลังจะมาถึง ลุ้นทองต่ำสุด 16,000 บาท  นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ปี 57 เชื่อว่ากรอบราคาทองมีแนวต้านอยู่ที่ 1,420 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากผ่านไปได้จะอยู่ที่ 1,480-1,520 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,100-1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ยังมองว่ามีโอกาสลงไปลึกสุด 980 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 16,000 บาท เพราะต้องรอดูท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับมาตรการคิวอีอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุมถึง 8 ครั้ง หากพิจารณาปรับลดคิวอีลงทุกครั้ง จะทำให้สุดท้ายเฟดถอนมาตรการดังกล่าวออกไป ดังนั้นนักลงทุนควรซื้อราคาทองในจุดที่ต่ำและขายในราคาที่สูง พร้อมปรับตัวเล่นทองขาลงเนื่องจากสถิติรอบของทองคำจะแกว่งตัวแคบประมาณ 5-7 ปี ก่อนที่จะปรับตัวขึ้น แนะช้อนไตรมาสแรก  นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส กล่าวว่าในไตรมาสแรก นักลงทุนสามารถเข้าซื้อทองคำได้ เพื่อถือครองทำกำไรในระยะยาวเพราะราคาทองคำจะฟื้นตัว  (รีบาวน์) ในช่วงปลายปี ซึ่งทั้งปี 57 ราคาทองจะอยู่ในกรอบ 1,000-1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 17,500-22,500 บาท โดยค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 31.50-33 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ปีม้าทองคำขาลง  นายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมราคาทองคำทั้งในตลาดโลกและในประเทศปี 57 อยู่ในช่วงขาลง  โดยนักลงทุนสามารถเข้าทำกำไรได้หากราคาทองอยู่ในกรอบ 1,100-1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 17,500-18,500 บาท ถือเป็นช่วงที่ดีที่สุด ภายใต้ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ทางการเมืองและการลดวงเงินของมาตรการคิวอี อย่างไรก็ดี ส่วนตัวมองว่าราคาทองคงไม่มีทางต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์อย่างแน่นอนเพราะมีราคาหน้าเหมืองเข้ามากดดันอยู่   บาทอ่อนอุ้มทองคำ  นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ทิศทางของราคาทองคำยังอยู่ในทั้งช่วงที่เป็นวิกฤติและเป็นโอกาสโดยราคาทองคำในปี 57 เชื่อว่าราคาทองจะถึงจุดต่ำสุด แต่ราคาทองคำในประเทศจะไม่ปรับลดอย่างรุนแรงเพราะค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่า ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้โอกาสเข้าซื้อทองคำตั้งแต่ต้นปีที่ราคาทองยังอยู่ในช่วงขาลง และกลับเข้ามาเทขายในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งประเมินกรอบ  1,050-1,150 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 16,000-17,500 บาท ลุ้นทองรีบาวน์เดือนก.พ.  นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองมีโอกาสที่จะรีบาวน์ ขึ้นแตะแนวต้านที่ระดับ 1,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากช่วงเดือน ก.พ. จะมีประเด็นเรื่องการสิ้นสุดการขยายเพดานหนี้สหรัฐเข้ามากระทบจิตวิทยาการลงทุนอีกครั้ง ส่วนกรอบต่ำสุดอยู่ที่ 1,175 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพราะใกล้เคียงกับราคาทองคำหน้าเหมือง โดยกรอบราคาทองภายในประเทศภายใต้ค่าเงินบาท 32.60 บาทต่อดอลลาร์ จะมีกรอบราคาทองคำที่ 18,000-22,000 บาท   โยกเงินเข้าซื้อหุ้น  นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ช่วงไตรมาสแรก ปี 57 ราคาทองมีแนวโน้มปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนจะย้ายเงินเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเพราะกลุ่มเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน เศรษฐกิจฟื้นตัวและเกิดการลงทุนมากขึ้น แต่เชื่อว่าหลังจากนั้นมองว่าราคาทองจะกลับมาฟื้นได้อีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3 เนื่องจากทองคำถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถถือครองได้ในระยะยาว จะเห็นได้ว่าในปีม้าที่จะมาถึงนี้ ภาพรวมทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากรอบด้านทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น จึงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม ไม่ว่าทองจะขาขึ้นหรือขาลง. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดกลยุทธ์ช้อนทองคำรับปีม้า

  • เป็นใจ – รู้หลบ

    เป็นใจ – รู้หลบ

    ถึงการเมืองจะทำให้บ้านเมืองตึงเครียดจนสัปดาห์สุดท้ายของปี แต่อากาศทั่วไปก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้เยอะ ฉลองปีใหม่ไม่กร่อยว่างั้นเหอะ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายตั้งแต่กลาง ธ.ค.ว่า จะหนาวเย็นจนข้ามปี แม้ลมจะอ่อนแรงลงบ้าง แต่ไม่ทันอุ่น ความกดอากาศสูงระลอกใหม่ก็ตามสมทบจนดึงอุณหภูมิให้ต่ำสุด ให้สูงเฉลี่ยไม่เกิน 20–22 องศาเซลเซียส อย่างช่วงวันที่ 23-25 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงอ่อนกำลังลง จึงทำให้ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มีหมอกได้หลายพื้นที่ จากนั้น จะมีความกดอากาศสูงระลอกใหม่ แผ่ลงมาปกคลุมทำให้อุณหภูมิลดลงอีก สำหรับคนที่เดินทางด้วยรถยนต์ต้องสนใจสภาพอากาศไว้บ้าง เพราะหน้าหนาวบางช่วงที่อุณหภูมิสูงสลับเล็กน้อย จะทำให้เกิดหมอกหนาคลุมทางหลวง ใช้ความเร็วที่เหมาะสม ตรวจสอบระบบไฟส่องสว่าง สปอต ไลต์ตัดหมอกให้พร้อม พอถึงวันที่ 26-28 ธ.ค. ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเจอกับลมหนาวระลอกใหม่ ทำให้มีอากาศหนาว ลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-3 องศา ประมาณว่า ต่ำสุดจะถึง 8-14 องศาเซลเซียส สูงสุด 24-27 กรุงเทพฯ ซึ่งนานปีจะมีโอกาสได้เห็นปรอทไหลรูดลงมาถึงเลข 18 ปีนี้ จะคงที่อยู่เป็นสัปดาห์ และช่วงวันที่ 26-28 ธ.ค. อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศา งวดนี้ ประมาณว่า จะได้อุณหภูมิต่ำสุด 16-19 องศาเซลเซียส สูงสุด 26-29 เสื้อกันหนาวมีเท่าไหร่ ขนมาใส่ให้เต็มที่เลยพี่น้องงงง ความหนาวเย็นสำหรับปีนี้ ไม่ได้มากมายผิดปกติ แต่ที่ต่างกว่าปีก่อน ๆ ก็ตรงคงตัวอยู่นาน จังหวัดน่านซึ่งลืมอากาศหนาวจัดแบบต่อเนื่องมาหลายปี บอกหนนี้เหมือนความหลังกลับคืนมา ต้องหาซื้อเสื้อใหม่กันวุ่นวาย อากาศแบบนี้ ช่วงปลายปี น่าห่วงว่าจะทำให้อุบัติเหตุทางถนนสูงขึ้น เพราะคนจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งคงขอผ่อนคลายให้หายเครียดจากปัญหาการเมืองที่ตึงตัวขึ้นทุกวัน ปีนี้การรณรงค์ลดจำนวนอุบัติเหตุบางเบาลงไป คงจะทานกระแสการเมืองไม่ไหว แต่การใช้ทางยังต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะปริมาณ รถมาก ควรศึกษาเส้นทาง ดาวน์โหลดแผนที่ทางหลวงที่แนะนำทางเลี่ยงการจราจรติดขัดติดรถไว้ เลือกเวลาให้เหลื่อมกับคนส่วนใหญ่ เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน เช่น ประกันภัย ควรเซฟไว้ในเครื่องเพื่อติดต่อได้ง่าย เลขเด็ด 1669 ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นอีกเบอร์ที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ ทั้งควรเรียนรู้ว่า วิธีติดต่อกับเบอร์ฉุกเฉินในสถานการณ์พิเศษ จะต้องให้ข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อความช่วยเหลือจะได้มาอย่างฉับไว เตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางดีที่สุด. หยาดน้ำฟ้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เป็นใจ – รู้หลบ