เดือน: ธันวาคม 2013

  • ปตท.สำรองน้ำมันรับมือปีใหม่

    ปตท.สำรองน้ำมันรับมือปีใหม่

    นายไพรินทร์ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. เปิดเผยว่า  ช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น ปตท.ได้เตรียมความพร้อมด้านพลังงาน สำรองน้ำมันเต็มคลังทั่วประเทศ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ช่วยบริการในช่วงปีใหม่  เพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้มากกว่าปกติช่วงปีใหม่ ขณะที่การรับมือจากแหล่งก๊าซในพม่า แหล่ง ยานาดา เยตากุน จะหยุดจ่ายก๊าซนั้น ได้เตรียมเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ตลอดช่วงปีใหม่ โดยมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาขาดแคลน สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในปี 57 คาดว่า อยู่ที่ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลปรับลดลงจากปีนี้ที่อยู่ที่ 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล  เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่เปลี่ยนไปใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติทดแทน  สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจหลักทั้ง 4 แห่งประกอบด้วย สหรัฐ สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ที่เชื่อว่าจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 51   ส่วนการเลือกตั้งไม่ว่าจะมีรัฐบาลจากพรรคใด เข้ามาบริหารประเทศ จะไม่ส่งผลต่อแผนการลงทุนของบริษัทเนื่องจากการลงทุนด้านพลังงาน จะต้องมีการทำแผนล่วงหน้าไว้หลายปีดังนั้นรัฐบาลใดเข้ามาก็ต้องเดินหน้าตามแผนที่วางไว้แต่ในส่วนของนโยบายรับภาระราคาพลังงาน ปตท.คงต้องดำเนินการต่อเนื่องเพราะเป็นหน้าที่แต่ก็จะพยายามทำความเข้าใจกับกระทรวงพลังงานถึงความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงโครงสร้างราคาเพราะราคาพลังงานที่ไม่เป็นไปตามกลไกจะเป็นความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งกระทรวงพลังงานก็เข้าใจดีจะเห็นได้จากเริ่มทยอยปรับราคาแอลพีจีไปแล้ว ด้านกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ต้องการให้ยึดคืน ปตท. กลับไปเป็นของรัฐนั้น ทุกวันนี้ ปตท. ก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นกว่า 67% ส่วนที่เหลือถ้าต้องการจะซื้อคืน หรือนำกลับไปเป้นของรัฐ ต้องถามว่า จะดำเนินการอย่างไรเพราะเป็นคนละกรณีกับรัฐบาลอาเจนตินา ที่ยึดคืนบริษัทน้ำมันข้ามชาติจากสเปนคืนแต่กรณีนี้ปตท.เป็นของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่เข้าใจตรรกะของผู้ที่เรียกร้องส่วนกรณีที่ ระบุว่าน้ำมันดีเซล สามารถขายได้ถึงลิตรละ 19 บาทนั้นในความเป็นจริงนั้นสามารถทำได้ แต่รัฐต้องเข้ามาชดเชยราคาที่หายไปเพราะเป็นการขายต่ำกว่าทุน จากปัจจุบันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ25 บาท     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปตท.สำรองน้ำมันรับมือปีใหม่

  • สภาที่ปรึกษาฯแนะตั้งกรมขนส่งทางราง

    สภาที่ปรึกษาฯแนะตั้งกรมขนส่งทางราง

    นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้จัดทำข้อเสนอแนะถึงกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปพิจารณา แม้ว่าล่าสุดกฎหมายกู้เงินลงทุนจะไม่สามารถผลักดันได้เสร็จในรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โดยตามข้อเสนอเห็นว่า หากรัฐบาลจะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการก่อนคือ กระทรวงคมนาคมต้องตั้งกรมขนส่งทางรางขึ้น เพื่อให้การขนส่งทางรางสามารถแข่งขันกับการขนส่งทางถนนได้ โดยให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมควรให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า แต่ละพื้นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง  โดยเฉพาะกรอบระยะเวลา โครงการใดที่ยังอยู่นอกแผน หรือยังไม่ชัดเจนก็ต้องกำหนดให้ชัดเจน และควรแก้ไขกฎระเบียบ-ข้ออำนวยความสะดวกทางการค้า-บริการ โดยเฉพาะส่วนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชน  เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานและงานสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ต่างๆ รวมถึงสนับสนุนจัดทำแผนส่งเสริมให้มีการลงทุนตามเส้นทาง และต้องพัฒนาสถานีรถไฟ และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการจ้างงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกันยังต้องบูรณาการเชื่อมโยงระบบถนนเข้ากับระบบราง เร่งการก่อสร้างรางเพื่อเชื่อมโยงกับการขนส่งทางรางเข้าไปสู่ท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสนามบินของจังหวัดที่รถไฟความเร็วสูงผ่าน และพัฒนาลานจอดรถรองรับรถไฟความเร็วสูง รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีให้ประชาชนในชนบทสามารถเข้าถึงประโยชน์จากระบบขนส่งมวลชนรถไฟความเร็วสูงได้ พร้อมจัดระบบขนส่งและจราจร รวมทั้งด้านความปลอดภัยในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่างรวมทั้งชายฝั่งทะเล  รวมทั้งการป้องกันสารปนเปื้อนลงไปในลำน้ำ นอกจากนี้ควรสร้างจุดพักรถสำหรับรถบรรทุก พร้อมกับกำหนดระยะเวลาที่พนักงานขับรถจะต้องจอดพัก เช่น ทุก 250 กิโลเมตร ทั้งรถบรรทุกและรถโดยสาร เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งศึกษาผลกระทบจากการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของภูมิภาค เพราะจะมีสินค้าขนส่งผ่านแดนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทย และผ่านจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศที่สามเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งให้ชะลอการบังคับใช้ผังเมืองจังหวัดใหม่ เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และการทบทวนเมืองศูนย์กลางด้วย ทั้งนี้ยังต้องกำหนดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดยระบุไว้ในทีโออาร์ให้ผู้รับเหมา หรือ ผู้บริหารโครงการ ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องให้ความสำคัญต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  เช่น การปรับปรุงถนนสายหลัก ตั้งแต่สุไหงโกลก  นราธิวาส  ยะลา  ปัตตานี และสายเบตง-ยะลา ควรเป็นถนนคอนกรีต 4 ช่องจราจร  เพื่อให้เป็นเส้นทางขนส่งและมีความปลอดภัยจากการก่อการร้าย และพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปในการก่อสร้างระบบรางทางคู่ โดยใช้ยางสำหรับทำรอยต่อของรถไฟ นายอุทัย กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมยังต้องส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เพื่อให้เป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และออกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสังคม เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย  ควรจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการพัฒนาพื้นที่ ควรพิจารณาประเด็นเชิงสังคม ถึงผลกระทบในแหล่งทำกิน และหรือที่อยู่อาศัยของชุมชนด้อยโอกาสเหล่านั้น และจัดให้มีกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงพื้นที่ รวมถึงให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวอย่างแท้จริงด้วย  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สภาที่ปรึกษาฯแนะตั้งกรมขนส่งทางราง

  • ไทยตกบัลลังก์แชมป์โลกผลิตกุ้ง

    ไทยตกบัลลังก์แชมป์โลกผลิตกุ้ง

    นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า ในปี 56 ประเทศไทยสามารถผลิตกุ้งเลี้ยงได้ประมาณ 250,000 ตันลดลงจากปีก่อน 54% เนื่องจากประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (อีเอ็มเอส) จนผู้เลี้ยงกุ้งยอมพักบ่อเลี้ยงทั่วประเทศ 70% ส่งผลให้ไทยเสียแชมป์ประเทศผู้ผลิตกุ้งมากที่สุดในโลกให้แก่จีนน่าจะผลิตได้ 300,000 ตัน อินเดีย 270,000 ตัน ดังนั้นสมคมอยู่ระหว่างร่วมมือกับภาครัฐ ภาควิชาการทั้งในและต่างประเทศ และเกษตรกร ในการแก้ปัญหาโรคอีเอ็มเอสและคาดว่าภายใน 2 ปีไทยน่าจะกลับมาเป็นผู้ผลิตกุ้งมากที่สุดในโลกในระดับ 500,000 ตัน “การพักบ่อเลี้ยงกุ้ง 70% ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรขายบ่อกุ้งแล้วไปทำอย่าง แต่ก็จะชะลอการเลี้ยงกุ้ง เพราะหากเลี้ยงช่วงเกิดโรคอีเอ็มเอสก็จะยิ่งทำให้ขาดทุน ซึ่งตอนนี้ทุกฝ่ายอยู่ระหว่างการแก้ปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงกุ้งอีกรอบ โดยเฉพาะการคึกษาค้นคว้าวิจัยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ “ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณการผลิตกุ้งเลี้ยงของโลกในปี 56 ลดลงเหลือประมาณ 1.8 ล้านตัน หรือลดลงจากปีก่อน 11%  แต่ก็ทำให้ราคากุ้งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว แต่หากเทียบปริมาณการส่งออกกุ้งประเทศไทยน่าจะเป็นผู้ส่งออกมากเป็นอันดับ 1 เพราะจีน อินเดีย ส่วนใหญ่ก็จะมีการเน้นบริโภคในประเทศจำนวนมาก สำหรับข้อมูลการผลิตกุ้งเลี้ยงของโลกใน 5 ปี (52-56) พบว่า ในปี 52-55 ไทยสามารถเป็นแชมป์การผลิตได้มากที่สุดในทุกปี โดยในปี 52 ผลิตได้ 563,000 ตัน รองลงมาเป็นจีน 560,000 ตัน เวียดนาม 200,000 ตัน,  ในปี 53 ไทยผลิตได้ 640,000 ตัน รองลงมาเป็นจีน 600,000 ตัน เวียดนาม 215,000 ตัน, ปี 54 ไทย 600,000 ตัน จีน 565,000 ตัน เวียดนาม240,000 ตัน, ปี 55 ไทย 540,000 ตัน ตัร 450,000 ตัน อินเดีย 190,000 ตัน ส่วนการส่งออกในปี 56 คาดว่าทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 200,000 ตันมูลค่า 60,000-70,000 ล้านบาท โดยช่วง 10 เดือนของปี (ม.ค.-ต.ค.) สามารถส่งออกได้ 175,713 ตัน ลดลง 38.4% มูลค่า 56,274 ล้านบาท ลดลง 28.89%   ส่วนในปี 57 คาดว่าส่งออกกุ้งไทยจะเพิ่มจากปี 56 ประมาณ 20% เนื่องจากประเทศไทยน่าจะมีผลผลิตกุ้งเลี้ยงได้ประมาณ 300,000-320,000 ตัน เพราะราคากุ้งที่ปรับตัวสูงจนจูงใจเกษตรกรร่วมมือกับฝ่ายต่างๆในการแก้ปัญหาซึ่งตอนนี้หลายๆพื้นที่ก็เริ่มฟื้นตัวผลิตกุ้งได้มากขึ้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมได้ทำหนังสือไปยังกรมประมงให้พิจารณาการนำเข้ากุ้งเลี้ยงเพิ่มจากต่างประเทศประมาณ 20,000 ตันต่อเดือนอย่างรอบคอบเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในการแปรรูปกุ้ง  โดยขอให้กรมฯยับยั้งเฉพาะในส่วนการนำเข้าจากประเทศที่มีโรคระบาดกุ้ง เช่น อินโดนีเซียจากเดิมเคยมีปัญหาการระบาดอย่างรุนแรงของโรคกุ้งทะเล (ไอเอ็มเอ็น) เป็นเวลา 3 ปีแล้วเพราะหากนำเข้าสมาคมฯเกรงว่าจะมาระบาดในไทยต่อในอนาคต นายบรรจง นิสภวาณิชย์ กรรมการบริหารสมาคมฯและนายกสาคมกุ้งตะวันออกไทย กล่าวว่า แม้จะประสบปัญหาโรคระบาดในกุ้ง แต่ราคากุ้งอยู่ในระดับสูงทำให้สามารถพยุงอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งต่อไปได้ เกษตรกรก็ยังมีกำลังใจที่จะคิดหาวิธีการในการเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จ นายสมชาย ฤกษ์โภคี กรรมการบริหารสมาคมฯ และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปี 57 ผลผลิตกุ้งโดยรวมของไทยน่าจะดีขึ้นจากแนวทางการเลี้ยงรูปแบบต่างๆ จากนักวิชาการ อย่างไรก็ตามจากปัญหาโรคระบาดทำให้การเลี้ยงกุ้งมีความยากมากขึ้น เพราะมีต้นทุนสูงกว่าเดิมจึงขอให้ห้องเย็นทั้งหมดช่วยกันนำสินค้าที่มีคุณภาพไปแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ราคาสูงๆ แทนที่จะมีการแข่งตัดราคากันเอง “สถานการณ์เลี้ยงกุ้งภาคใต้ฝั่งตะวันออก  ต้องเผชิญกับโรคระบาดอีเอ็มเอสทั้งปีทำให้ผลผลิตลดลงกว่า 60% โดยในพื้นที่มีการเลี้ยงกุ้งลดลงเหลือ 30% ของพื้นที่ที่เคยเลี้ยง โดยผลผลิตภาคใต้ฝั่งตะวันออกอยู่ที่ 63,900 ตัน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยตกบัลลังก์แชมป์โลกผลิตกุ้ง