เดือน: ธันวาคม 2013

  • ททท.เล็งปรับเกณฑ์ใช้จ่ายท่องเที่ยวใหม่

    ททท.เล็งปรับเกณฑ์ใช้จ่ายท่องเที่ยวใหม่

    นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.อาจมีการปรับเกณฑ์รายได้ในคำนิยามตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูง(ไฮเอนด์)ของภูมิภาคเอเชียใหม่ให้แตก ต่างกับตลาดยุโรปเนื่องจากเดิมนั้นจะหมายถึงผู้ที่มีรายได้ 1.8 ล้านบาท ต่อปีขึ้นไป แต่พบว่าอาจจะไม่สอดคล้องกับอัตราค่าครองชีพของประเทศ ในกลุ่มเอเชียซึ่งต่ำกว่ากลุ่มประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปโดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่และทำรายได้อันดับ 1 ให้ไทยขณะนี้ พนักงานในระดับบริหารมีเงินเดือนเพียง 75,000 บาท ขึ้นไป ทั้งนี้อยู่ระหว่างการหารือความเป็นไปได้ในการแก้ไข รวมถึงการกำหนดรายได้ที่สะท้อนสถานการณ์ค่าครองชีพจริงนอกจากนี้ ในด้านกลยุทธ์ตลาดเอเชียที่เตรียมรุกเพิ่มในปีหน้า คือกลยุทธ์เจาะตรงผู้บริโภค(บีทูซี) มากขึ้น เพื่อรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ในเอเชียที่เพิ่มมากขึ้น โดยในตลาดจีนสัดส่วนเริ่มสูงเป็น 40% และคาดว่าเมื่อกฎหมายท่องเที่ยวจีนฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในเชิงควบคุมบริการ ของบริษัททัวร์มากขึ้น จะทำให้ตลาด FIT มีโอกาสเพิ่มสูงถึง 50-60% “ททท.จะเริ่มหันจากกลยุทธ์บีทูบี หรือการติดต่อทำการตลาดผ่านเอเยนต์ทัวร์ มาใช้ช่องทางออนไลน์ติดต่อตรงถึงตัวนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางสูง โดยจะเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลและชักชวนทำกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้ เกิดความต้องการทางตลาด”ส่วนกลยุทธ์ด้านออนไลน์นั้น ตลาดที่มีความพร้อมในการรุกกลยุทธ์ออนไลน์ที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น และ จีน โดยต่อไปนี้จะให้ทั้ง 5 สำนักงาน ททท.ในจีน และ 3 สำนักงานในญี่ปุ่น หลอมรวมแคมเปญตลาดภายใต้โครงการเดียวกัน เพื่อโหมโปรโมตให้เห็นผลตอบรับวงกว้างพร้อมกันทั้งประเทศ ซึ่งในจีนจะเจาะกลุ่มนักกอล์ฟและคู่แต่งงานและฮันนีมูน ส่วนญี่ปุ่นเจาะตลาดลองสเตย์ นางศรีสุดา  กล่าวว่า จะไม่ลดบทบาทความสำคัญของเอเยนต์ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเกิดความต้องการเดินทาง ก็จะหันมาใช้บริการเอเยนต์บางส่วนในการจัดการเดินทาง โดยปัจจุบันเริ่มพบว่าบริษัทนำเที่ยวเริ่มปรับตัวรับตลาดเอฟไอที แล้วเช่นกัน จากเดิมที่ขายโปรแกรมทัวร์ทั้งหมด ก็หันมาให้บริการจองที่พักและโรงแรม แม้กระทั่งกลุ่มโรงแรม ก็เริ่มมีการคัดเลือกเอเยนต์ที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นเอฟไอที มากขึ้น เพราะสามารถทำราคาได้ดีกว่า ทั้งนี้ ในปี 56 คาดว่าตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ จะมีนักท่องเที่ยว 18.24 ล้านคน ทำรายได้ประมาณ 652,000 ล้านบาท ส่วนตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา มี 7.87 ล้านคนทำรายได้ประมาณ 522,000 แสนล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.เล็งปรับเกณฑ์ใช้จ่ายท่องเที่ยวใหม่

  • ออมสินยันแผนเงินฝากทะลุแสนล้าน

    ออมสินยันแผนเงินฝากทะลุแสนล้าน

    นายพิศิษฐ์  เสรีวิวัฒนา  รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน  เปิดเผยว่า  ธนาคารยังไม่ปรับเป้าเงินฝากใหม่ เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมียอดเงินฝากอยู่ที่ 80,000 กว่าล้านบาท จากเป้าปีนี้ตั้งไว้  100,000 ล้านบาท เชื่อว่าได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมามีปัญหาการเมืองในประเทศ เพราะภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดีอัตราการเติบโตปีนี้ประมาณ 3% แต่ในปี 57 คาดว่าเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีหน่วยงานหลายแห่งประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 4-5% ดังนั้นเงินฝากและสินเชื่อปีหน้าจะเติบโตใกล้เคียงกับจีดีพี สำหรับการแข่งขันระดมเงินฝากในปลายปีมีไม่มากนัก แต่ในช่วงต้นปี 57 ขึ้นอยู่กับความต้องการสินเชื่อทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนจะมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากมีปริมาณมากก็จะทำให้การแข่งขันมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของธนาคารในแต่ละแห่งด้วยว่าจะเป็นอย่างไร แต่มองว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ภาวะทรงตัว  เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ราคาน้ำมันดิบในตลาดต่างประเทศก็ไม่ได้สูงมากนักจึงเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อเงินเฟ้อ ส่วนการยุบสภาฯ ทำให้โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทต้องหยุดชะงักลงนั้น เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก และมองว่าปัญหาการเมืองจะกระทบเศรษฐกิจในช่วงสั้น ๆ                 นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน  กล่าวว่า  ได้เปิดตัวเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 100+1 วัน อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี (ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก)  ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้  เพื่อฉลองสาขาเซ็นทรัลบางนา  ซึ่งเป็นสาขาที่ 1000   เน้นกลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดาที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป  โดยลูกค้าเปิดบัญชีขั้นต่ำ 50,000 บาท ฝากได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับลูกค้า 1,000 รายแรกที่ฝากเงิน ณ สาขาเซ็นทรัลพลาซา บางนา เท่านั้น อย่างไรก็ตาม  ในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมามีสินทรัพย์รวมได้ขยายตัวมากกว่า 2 ล้านล้านบาท สินเชื่อรวมอยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท และมีเงินฝากถึง 1.76 ล้านล้านบาท  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสินยันแผนเงินฝากทะลุแสนล้าน

  • ยอดซื้อของขวัญ-ของชำร่วยวูบ

    ยอดซื้อของขวัญ-ของชำร่วยวูบ

    นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย และของตกแต่งบ้าน และเลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า บรรยากาศการซื้อสินค้าของขวัญของชำร่วย  และสินค้าไลฟ์สไตล์ ในช่วงปลายปี  โดยเฉพาะเดือนธ.ค. ลดลง 10 – 12 % เนื่องจากสถานการณ์การเมือง อยู่ในภาวะไม่ปกติ  ส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค  หากแยกประเภทสินค้าของขวัญของชำร่วยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มลูกค้าองค์กร ที่สั่งทำสินค้าพิเศษ และกระเช้าของขวัญ เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าลดลงถึง 40 % ส่วนกลุ่มสินค้าของขวัญของชำร่วย ภาคท่องเที่ยว และภาคชายแดน ปรับลดลงไม่มาก จึงทำให้ภาพรวมปรับลดลงไม่มากนัก “ปกติในช่วงเดือนธ.ค. ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านต่างๆ คนเบียดแย่งกันซื้อของแล้ว แต่ปีนี้แปลก  จากการสอบถามผู้ประกอบการสินค้าในกลุ่มนี้ หลายๆคนบอกเงียบมาก  เพราะการตัดสินใจซื้อสินค้ากลุ่มนี้ เรื่องอารมณ์ เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้คนซื้อของมอบให้กัน   เลยทำให้ยอดขายตกลงมาก ซึ่งงานต่างๆที่ผ่านมา ที่สมาคมจัด เช่น งานของขวัญของชำร่วย  ที่เพิ่งจัดไป ยอดขายก็ลดลงมาก  ตอนนี้ต้องมาลุ้น งานสุดท้ายของปีที่สมาคมไปร่วมด้วย คือ ไทยแลนด์ เบสท์บาย 2013  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 22 ธ.ค. นี้ว่า ยอดขายจะเป็นอย่างไร” ส่วนภาคการส่งออกสินค้าในกลุ่มของขวัญของชำร่วย  และสินค้าไลฟ์สไตล์ คาดว่า ปีนี้มีมูลค่า 93,600 – 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4-5 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่า ปีนี้จะขยายตัว  2.8 – 3 % เนื่องจากการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ขยายตัวได้ดี  เพราะตลาดต่างประเทศ ยอมรับสินค้าของไทย ในเรื่องคุณภาพ และการออกแบบมากขึ้น  ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในเดือน ก.ย. เช่น สหรัฐอเมริกา  มีมูลค่าการส่งออก 21,000 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 8 %, ออสเตรเลีย มีมูลค่า 5,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23 % และในกลุ่มอาเซียน ขยายตัว มีมูลค่า 12,000 – 20,000 เพิ่มขึ้น  25 % ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปีทั้งในประเทศออสเตรเลีย และกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกที่น่าสนใจ คือ ในกลุ่มอาเซียน  มีการขยายตัวมาก เช่น  อินโดนีเซีย ขยายตัว 34.07 % พม่า ขยายตัว 23.88 %  เวียดนาม ขยายตัว 22.1 % มาเลเซีย ขยายตัว 21.25 %  เป็นผลมาจากการเตรียมเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จึงทำให้มีการซื้อขายกันมากขึ้น โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้า ตามชายแดน  “ ตอนนี้ตัวเลขการส่งออกที่เรามีอยู่จะนับถึงสิ้นสุด ก.ย. แต่เชื่อว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้  ตัวเลขยังดีอยู่ คาดว่า ขยายตัว 12 – 15 % ส่วน ผลกระทบจากการเมือง ที่มีผลต่อตัวเลขการส่งออกนั้น จะเริ่มเห็นในไตรมาส 1 ของปีหน้า เพราะยอดการส่งออก หรือคำสั่งซื้อทั้งหมดจบไปแล้วตั้งแต่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา ตอนนี้จึงรอลุ้นประเมินสถานการณ์การอยู่ ถ้ายังยืดเยื้อเชื่อว่า ส่งผลกระทบต่อยอดขายปีหน้าแน่นอน เพราะคนสั่งซื้อกลัวไทย ส่งสินค้าให้ไม่ได้”       นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า  ภาพรวมทั้งปี 56 อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ จะขยายตัวในระดับ 2-3% จากปี 55 มีมูลค่าทางการตลาดกว่า 300,000 ล้านบาทโดยเป็นการเติบโตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ป้อนทั้งในและส่งออกเป็นหลักขณะ ที่สิ่งพิมพ์ในประเทศโดยเฉพาะหนังสืออ่านเล่นพกพาหรือพ็อคเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หรือแมกกาซีนภาพรวม ลดลง20% เนื่องจากกำลังซื้อลดต่ำประกอบกับสิ้นปีเจอปัญหาการเมืองซ้ำทำให้ร้านค้าต่างๆ จำหน่ายได้ลดลง    สำหรับ คำสั่งซื้อปฏิทิน และสมุดบันทึกประจำวัน(ไดอารี่)ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองเนื่องจาก ส่วนบริษัท ห้างร้านต่างๆ ได้มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไปแล้ว 2-3 เดือนเพื่อนำไปแจกเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่โดยยังขยายตัวได้ในระดับ 10%  แต่สำหรับการ์ดอวยพร หรือส.ค.ส. มียอดขายที่ลดลง 20%จาก ปีที่แล้วและจะลดลงไปอีกนับจากนี้เนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยได้เปลี่ยนไปโดย หันไปอวยพรผ่านอีการ์ด และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟน  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดซื้อของขวัญ-ของชำร่วยวูบ