เดือน: มกราคม 2014

  • สศค.ห่วงเศรษฐกิจไตรมาสแรกทรุด

    สศค.ห่วงเศรษฐกิจไตรมาสแรกทรุด

    น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่าขณะนี้ มีความเป็นห่วงถึงแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรก ปี 57 ที่อาจได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากปัญหาความขัดแย้งด้านการเมืองในประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและการบริโภคในประเทศ ให้ปรับตัวลดลงต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีแล้ว “แนวโน้มการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสแรก ปี 57 มีโอกาสและความเป็นไปได้สูงที่จะชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ปี 56 ที่ผ่านมา เนื่องจากกลไกลที่เป็นปัจจัยหนุนสำคัญอย่างภาคการท่องเที่ยวและการบริการได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองค่อนข้างมาก รวมถึงการชะลอการลงทุนและการบริโภคก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามากดดันแล้ว ซึ่งทั้งหมดมาจากความวิตกกังวลจากปัญหาการเมืองในประเทศ ทำให้ขณะนี้เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่าทิศทางจะเป็นอย่างไรและสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน” ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ มติการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ที่คาดว่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั้งการไหลเข้า-ออกเพิ่มขึ้น จนถึงขั้นผันผวนได้ รวมทั้ง แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะอ่อนค่าลงอย่างหนัก จนส่งผลกระทบต่อภาคการเงินโดยรวม ทั้งนี้ ประเมินว่าทิศทางการขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการฟื้นตัวได้ดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นและจีน ที่จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย โดยปีนี้ สศค. ประเมินว่าตัวเลขส่งออกจะกลับมาเติบโตได้สูงถึง 6.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่อ่อนค่าลง จะเป็นปัจจัยหนุนการทำธุรกิจในภาคส่งออกได้เป็นอย่างดี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ห่วงเศรษฐกิจไตรมาสแรกทรุด

  • แท็กซี่ให้บริการเพียง 30,000 คัน

    แท็กซี่ให้บริการเพียง 30,000 คัน

    นายวิฑูรย์ แนวพาณิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา จำนวนรถแท็กซี่ที่วิ่งให้บริการได้ลดลง 30% จากจำนวนรถแท็กซี่มิเตอร์ที่วิ่งให้บริการในกรุงเทพฯจริงประมาณ 70,000 คัน เนื่องจากไม่มีคนขับ รถออกไปวิ่งให้บริการไม่ได้ ออกไปวิ่งแล้วมีรายได้เพียงพอกับต้นทุนที่เกิดขึ้น และเมื่อวันที่ 13 ม.ค.จำนวนรถแท็กซี่ได้ให้บริการลดลงอีก 20% รวมเป็น 50% จึงเหลือรถแท็กซี่ให้บริการจริงเพียง 50% หรือ 30,000 คันเท่านั้น โดยส่วนใหญ่ได้พิจารณาแล้วว่าวิ่งให้บริการก็ไม่คุ้ม และยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของตัวรถ หากมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะไม่คุ้ม ทางอู่แท็กซี่ต่างๆจึงงดนำรถออกมาให้บริการ ทั้งนี้ในวันที่ 13 ม.ค. กรุงเทพฯชั้นในแท็กซี่จะงดให้บริการไปก่อน เพราะมีปัญหาเรื่องการจราจร และจะให้บริการเฉพาะรอบนอกกรุงเทพฯเท่านั้น คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนมากนัก เพราะหน่วยงานภาครัฐได้รณรงค์ให้ประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้าในการเดินทางอยู่แล้ว  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แท็กซี่ให้บริการเพียง 30,000 คัน

  • คมนาคมสรุปผลการจารจรใช้รถสาธารณะลด เดินทางด้วยเรือเพิ่ม

    คมนาคมสรุปผลการจารจรใช้รถสาธารณะลด เดินทางด้วยเรือเพิ่ม

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคมกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 13 ม.ค.ปัญหาการจราจรบนเส้นทางต่างๆไม่ติดขัดมากนัก ยกเว้นบางจุดที่มีการชุมนุมเนื่องจากประชาชนได้เลี่ยงเส้นทางไปใช้เส้นทางที่ไม่มีการชุมนุมแทนบางส่วนทำงานที่บ้าน และโรงเรียนหลายแห่งได้หยุดเรียน การเข้าใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะต่างๆจึงอยู่ในระดับปกติเช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ที่มีผู้โดยสารใกล้เคียงกับปกติที่ไม่มีการชุมนุมทางการเมือง แต่จุดจอดรถตามที่เตรียมให้ประชาชนนำรถไปจอดเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางมีใช้บริการไม่มากและยังเหลือว่างอีกมาก ทั้งนี้ในส่วนของการให้บริการรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวงคมนาคม www.mot.go.th  เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปดูรายละเอียดก่อนการเดินทางได้ซึ่งจะพยายามอัพเดทให้ได้ทุกชั่วโมงเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้มากที่สุด   นายชัชชาติ กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมยังได้จัดจุดกลับรถไว้ก่อนถึงพื้นที่การปิดล้อมของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้รถใช้ถนนกับกลุ่มผู้ชุมนุมเบื้องต้นในส่วนของทางพิเศษ(ทางด่วน)ยังได้ปิดทางลงแล้ว 2 จุด คือ ทางลงพระราม 4และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งอยู่ใกล้กับพื้นที่การชุมนุมเพื่อป้องกันรถติดสะสมบนทางด่วนเพราะหากรถลงไปไม่ได้ก็จะทำให้การจราจรด้านบนติดขัดด้วยเช่นเดียวกันโดยได้สั่งการให้ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)ดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงรถเมล์ ขสมก.ที่วิ่งให้บริการอยู่บนทางด่วนและไม่สามารถลงไปด้านล่างเพื่อรับส่งผู้โดยสารก็ให้ผู้โดยสารลงจากรถแล้วเดินลงจากทางด่วนได้ “ทางด่วนได้เปิดให้รถเมล์ขสมก.วิ่งให้บริการบนทางด่วนได้ฟรี เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้ตามปกติเพราะบางเส้นทางได้ปิดการจราจรแล้ว 100% รถยนต์ต้องวิ่งบนทางด่วนเท่านั้น” ด้านนายธีระพงษ์ รอดประเสริฐรองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงผลกระทบการเดินทางของประชาชนจากสถานการณ์การชุมนุม วันที่13 ม.ค.57 ตั้งแต่เวลา 4.00 -15.00 น. มีการปิดการจราจรในทางแยกสำคัญและสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยารวม8 จุด ได้แก่ ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณจุดตัดทางรถไฟถึงซอยแจ้งวัฒนะ 14 หน้าศูนย์ราชการ,แยกราชประสงค์ ถึงแยกเฉลิมเผ่า บริเวณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, แยกปทุมวัน หน้าศูนย์การค้ามาบุญครองถึงแยกสามย่านถนนพญาไททั้งเข้าและออก และหน้าสนามกีฬาถึงแยกราชปรารภ, แยกอโศก – เพชรบุรี จากแยกอโศกตัดกับถนนสุขุมวิทต่อเนื่องถึงซอยสุขุมวิท 24, แยกสวนลุม – สีลม ช่วงแยกอังรีดูนังค์ถนนพระรามที่ 4, ห้าแยกลาดพร้าว จากบริเวณจุดตัดถนนพหลโยธิน ถนนวิภาวดีต้นถนนลาดพร้าว, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปิดทุกด้านการจราจรผ่านไม่ได้ และ สะพานพระราม8 ปิดการจราจรทั้งขาเข้า – ออก ทั้งนี้ส่งผลให้การเดินทางของประชาชนในภาพรวมลดน้อยลงและมีผลกระทบทั้งการเดินทางในระบบรถส่วนบุคคลและการเดินทางในระบบรถโดยสารสาธารณะภายใต้โครงข่ายขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางหลายจุดโดยบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯกระทบการเดินรถของรถโดยสารสาธารณะ 90 สาย ห้าแยกลาดพร้าวกระทบ 55 สาย แยกราชประสงค์ 22 สาย  แยกปทุมวัน22 สาย  สวนลุมพินี 41 สาย แยกอโศก –ถนนเพชรบุรี 10 สาย และศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ 9 สาย นอกจากนี้ยังกระทบต่อการเดินทางของประชาชนมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะลดลงกว่าปกติ โดยทางรถประจำทางปกติ 3.1 ล้านคน เหลือ 2 ล้านคน ลดลง 30% ดอนเมืองโทล์เวย์ปกติ8๐,๐๐๐ เที่ยว เหลือ 51 ,๐๐๐ เที่ยวลดลง 46% ทางด่วนพิเศษปกติ 6๐๐,๐๐๐ คัน เหลือ 3๐๐,๐๐๐ คันลดลง 50% เรือคลองแสนแสบปกติ 47,๐๐๐  คน เป็น 6๐,๐๐๐ คนเพิ่มขึ้น 20% เรือด่วนเจ้าพระยาปกติ 35,๐๐๐ เที่ยว เป็น 5๐,๐๐๐ เที่ยว เพิ่มขึ้น 4๐% รถไฟชานเมืองช่วงเช้า 15,๐๐๐คน เหลือ 8,๐๐๐ คน ลดลง 40% รถไฟใต้ดินจำนวน 23๐,๐๐๐ ครั้ง ใกล้เคียงปกติ แอร์พอร์ตลิงค์ปกติ 4๐,๐๐๐เที่ยว เป็น 48,๐๐๐ เที่ยว เพิ่มขึ้น 20% บีทีเอส 7แสนเที่ยว ใกล้เคียงปกติ  โดยประชาชนสามารถตรวจสอบเส้นทางการเดินทางได้เวลาตามจริงผ่านทางเว็บไซต์ www.mot.go.th และสายด่วน 1356

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คมนาคมสรุปผลการจารจรใช้รถสาธารณะลด เดินทางด้วยเรือเพิ่ม