แม้คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. เมื่อปลายปีที่ผ่านมาจะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วก็ตาม แต่หลากหลายคำถามที่ตามมาคือ หลังจากนี้ทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร? ขณะที่บรรดาสำนักวิจัยต่างฟันธงตรงกันว่า ในปี 57 นี้ดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้นแน่นอน เพราะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มผงกหัวขึ้น โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มถอนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือคิวอี อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดอกเบี้ยที่เคยราบเรียบติดดินมานานแสนนานอย่างสหรัฐจะค่อย ๆ ขยับขึ้น ขณะที่ประเทศอื่นทั่วทุกมุมโลก จะเริ่มขยับขึ้นตามเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ใครต่อใครฝันเห็นอัตราดอกเบี้ยของไทยจะเบ่งบานอีกครั้ง แต่ในฟากของนายแบงก์ต่างมองว่าอนาคตต้นทุนดำเนินงานจะต้องเพิ่มขึ้น และหลีกหนีไม่พ้นศึกแห่งต้นทุนแน่นอน ยิ่งแบงก์ไหนที่ทุนหนาก็ยิ่งออกผลิตภัณฑ์เงินฝากที่เรียกได้ว่าขนมาอัดคู่แข่งกันอย่างเต็มที่ มีการปรุงแต่ง เติมลูกเล่น เพื่อหวังมัดใจลูกค้าที่แยกย่อยตามวิถีชีวิตของสังคมที่แตกต่างกันไป แต่ต้องยอมรับว่ายามที่เศรษฐกิจชะลอตัว การเมืองไม่แน่นอน การลงทุน 2 ล้านล้านบาทจะขยับหรือไม่ ทำให้ภาพรวมสินเชื่อยังไม่ขยับมากนัก บรรดานายแบงก์จึงไม่ต้องแข่งขันดอกเบี้ยสูงเพื่อระดมเงินฝาก เพื่อนำเงินมาปล่อยสินเชื่อเหมือนกับในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความคาดหวังว่าจะเห็นศึกดอกเบี้ยเงินฝากสูงแบบ “ยั้งกันไม่อยู่ ยอมกันไม่ได้” นั้นมีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ดังนั้นจะเห็นเพียงแค่การเสนอแคมเปญแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ผ่านแคมเปญเงินฝากดอกเบี้ยสูง 3 เดือน 6 เดือน หรือสูงสุดคือ 24 เดือน เป็นต้น เนื่องจากการให้ดอกเบี้ยสูงหากทำเป็นเวลานาน หมายถึงต้นทุนของแบงก์ที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับสูงเข้ามาทดแทนก็ตาม แถมยังส่งผลต่อกำไรของแบงก์ลดลงซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นยากจะยอมรับได้ ประกอบกับสภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั้งต่างประเทศและในประเทศ แบงก์จึงเริ่มแตะเบรก “แคมเปญดอกเบี้ยสูง” ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายก็ปรับลดลง การจะมาแข่งให้ดอกสูงอาจขัดกับความต้องการของทางการก็เป็นได้ งานนี้แบงก์จึงหวั่นว่าลูกค้าจะหดหาย…จึงเร่งงัดกลยุทธ์สร้างแบรนด์ ปรับโฉมสาขา การให้บริการที่โดนใจเพื่อนำมารับศึกกับคู่แข่ง มากกว่าที่จะงัดกลยุทธ์ดอกเบี้ยมาแข่งขันเหมือนอดีตที่ผ่านมาอีก การปรับตัวเช่นนี้จะเห็นได้ชัดจาก “ธนาคารกสิกรไทย” ที่เน้นวิธีการผลักดันแบรนด์ “กสิกรฯ” ให้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของลูกค้ากว่า 10 ล้านคน ภายใต้การขับเคลื่อนแบบ “บริการทุกระดับ ประทับใจ” ด้วยการงัดกลยุทธ์ทุกด้านเริ่มตั้งแต่รูปแบบของสาขาให้ทันสมัย โดยใช้งบประมาณกว่า 500 ล้านบาท การให้บริการของพนักงานที่สะดวก และรวดเร็ว รวมไปถึงการเข้าถึงลูกค้าแบบเรียลไทม์ เห็นได้ชัดจากการโฟกัสกลุ่มตลาดใหม่ที่ต้องการให้ลูกค้าเห็นว่า การทำธุรกรรมทางการเงิน การเข้าถึงธนาคารไม่ใช่เรื่องยากและไกลตัวอีกต่อไป โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา การให้บริการไวไฟฟรีทุกสาขา และนิตยสารบนไอแพด การพัฒนาช่องทางสาขาให้ลูกค้าใช้บริการธนาคารได้ทุกที่ทุกเวลา และทำการพัฒนารูปแบบช่องทางบนดิจิทัล แบงกิ้งให้มากขึ้น แทนที่จะใช้วิธีการอัดแคมเปญให้ดอกเบี้ยสูงเพื่อเรียกลูกค้า… แม้แต่ “ไทยพาณิชย์” ก็กระโดดเข้าวงการนี้ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการลงทุนเพื่อปรับรูปลักษณ์ของสาขา การให้บริการ การวางจุดยืนของแบงก์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น การให้บริการของพนักงานที่เน้นความเป็นกันเองและรวดเร็ว ให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร เน้นเพิ่มความสะดวกสบาย โดยเฉพาะการชำระเงินค่าสินค้าและบริการที่มีการร่วมมือกับห้างค้าปลีก ส่วนในเรื่องของการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ยนั้นคงต้องรอดูภาวะเศรษฐกิจ และการขยายตัวของสินเชื่อด้วยว่ามีความต้องการเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ จำเป็นต้องระดมเงินฝากและนำเรื่องดอกเบี้ยมาชูโรงหรือไม่ ขณะที่ฟากของแบงก์ขนาดกลางอย่าง “ซีไอเอ็มบี ไทย” ธนาคารอันดับ 2 ของมาเลเซีย และอันดับ 8 ของอาเซียน ที่แม้จะไม่ได้โฟกัสเป้าหมายว่าไทยเป็นสนามแข่งขันสำคัญเพราะสนามแข่งขันที่แท้จริงคืออาเซียนก็ตาม แต่ก็ให้ความสำคัญที่จะให้บริการเช่นเดียวกับแบงก์ใหญ่ โดยเฉพาะการให้บริการแบบครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด แทนที่จะใช้กลยุทธ์ดอกเบี้ยเพื่อดึงลูกค้า เรียกได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้นับเป็นสีสันของแวดวงทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ไม่ว่าแบงก์เล็ก แบงก์ใหญ่ก็กระโดดเข้าวงการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ครอบคลุมไปพร้อมกับการให้บริการลูกค้าที่แข็งแกร่ง เพราะหากมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนอง แต่การให้บริการไม่โดนใจอาจเข้าไม่ถึงหัวใจของลูกค้าที่เป็นผู้รับบริการก็ได้ ดังนั้นกลยุทธ์หลังจากนี้ของหลากหลายแบงก์อาจไม่ใช่ศึกดอกเบี้ยสูงดึงเงินฝาก แต่อาจเป็นการมองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหลาย การบริการที่ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความใส่ใจถึงจะเป็นตัวดึงดูดลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่นและสร้างกำไรได้อย่างงอกงาม. ภัทราภรณ์ พลายเถื่อน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์รุกให้บริการมัดใจลูกค้า เมินงัดกลยุทธ์ดอกเบี้ยแข่งขัน
เดือน: มกราคม 2014
-

แบงก์รุกให้บริการมัดใจลูกค้า เมินงัดกลยุทธ์ดอกเบี้ยแข่งขัน
-

กทค.ตั้งรับการจัดสรรเลขหมายพร้อมประมูล 4จี
กทค. ชี้ ปี 2557 เตรียมพร้อมประมูลคลื่น 1800 ให้บริการ 4จี พร้อมตั้งรับการจัดสรรเลขหมาย และสร้างร่างประกาศคุ้มครองผู้บริโภคให้ชัดเจน นายสุทธิพล ทวีชัยการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ในปี 2557 กทค.เตรียมพร้อมในการจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่หมดสัญญาสัมปทานไปเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 56 ซึ่งเป็นของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้สัมปทานแก่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ ดีพีซี ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในการให้บริการมือถือ ระบบ 2จี เพื่อนำไปจัดสรรประมูลใหม่เพื่อให้บริการ 4จี สำหรับการนำคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ มาจัดสรรเป็นบริการ 4 จีนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีอัตราการใช้งานที่เติบโตขึ้น และประกอบกับกทค.ได้ออกใบอนุญาต 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ในปี 2555 ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้งานดาต้ามีอัตราแนวโน้มสูงขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการจัดสรรเลขหมายและบริหารเลขหมาย เพื่อรองรับการใช้งานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2557 ไปจนถึงปี 2558 ได้เตรียมแผนรองรับกรณีการเกิดข้อพิพาทและข้อร้องเรียนภายหลังจากที่เปิดให้บริการ 3จีและ 4จี อาทิ การผลักดันออกประกาศเรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เพื่อใช้กำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่าแบบใด เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค รวมถึงปรับปรุงมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคม เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมดียิ่งขึ้น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทค.ตั้งรับการจัดสรรเลขหมายพร้อมประมูล 4จี -

คลังสั่งธกส.เร่งจ่ายเงินจำนำข้าว
นายทนุศักดิ์เล็กอุทัย รักษาการ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เร่งจ่ายเงินจำนำข้าวที่ยังค้างอยู่ให้เร็วที่สุด นับตั้งแต่วันที่ 9ม.ค.เป็นต้นไป โดยเพิ่มเวลาการทำงานช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้การจ่ายเงินที่ยังค้างอยู่นั้นเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้ เนื่องจากธนาคารมีความสามารถจ่ายเงินจำนำข้าวได้เพียงวันละ 3,000-3,500ล้านบาท ซึ่งอาจไม่ทันกับจำนวนใบประทวนที่ยังค้างอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท “ยืนยันว่าธ.ก.ส.จะไม่ใช้เงินฝากของประชาชน หรือเกษตรกรมาจ่ายเงินจำนำข้าวแต่จะใช้เงินที่เป็นเงินฝากของรัฐวิสาหกิจ ที่ขณะนี้ ธนาคารมีเงินสภาพคล่องอยู่ที่110,000 ล้านบาท แม้ว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำหนดไว้ว่าต้องอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท แต่จะไม่ไปยุ่งกับเงินตรงนั้นโดยจะให้รัฐวิสาหกิจมาฝากเงินคาดว่าจะอยู่ที่ 40,000 ล้านบาทเพื่อใช้สำหรับจ่ายจำนำข้าวโดยเฉพาะ” ทั้งนี้ปัจจุบันมีข้าวขึ้นใบประทวนวงเงิน 150,000ล้านบาท โดยประเมินว่าปิดโครงการวันที่ 28 ก.พ.57 ต้องใช้เงินจำนำข้าว 190,000 ล้านบาท ถือว่าเกินกว่าเป้าหมายที่เคยกำหนดไว้ว่าจะอยู่ที่ 160,000 ล้านบาท ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรรักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จึงมอบหมายให้นายวราเทพ รัตนากรรักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.เกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์คุมข้าวที่จะเข้าโครงการอย่างเข้มงวด สำหรับเงินที่นำมาใช้จ่ายในโครงการรับจำนำนั้นมีเตรียมไว้กว่า100,000 ล้านบาท จะเป็นวงเงินที่เหลือจากกรอบจำนำที่ ครม.กำหนดไว้500,000 ล้านบาท อยู่ที่ 30,000 ล้านบาทและวงเงินที่เหลือจากการกู้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) ที่กำหนดกรอบไว้ 410,000 ล้านบาท อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท รวมทั้ง วงเงินที่เหลือจากกรอบเงินของธ.ก.ส.ที่จะนำมาใช้90,000 ล้านบาท อยู่ที่ 20,000 ล้านบาทและวงเงินใช้หนี้ที่รัฐบาลจัดสรรงบปี 57 ให้ ธ.ก.ส. อยู่ที่ 82,000 ล้านบาท ซึ่งสามารนำมาใช้ได้วงเงิน 40,000 ล้านบาท “ที่ผ่านมาธ.ก.ส.จ่ายเงินจำนำข้าวไปแล้ว40,000 ล้านบาท ดังนั้น เหลือเงินที่จะจ่ายได้อีก 60,000 ล้านบาท ยังไม่เพียงพอกับใบประทวนที่ยังค้างอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท ทำให้ต้องรอเงินจาก 2 ส่วน คือ เงินจากการระบายข้าว ที่ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ระบุแล้วว่ากระทรวงพาณิชย์สามารถระบายข้าวได้ และอีกส่วนคือเงินจากการกู้ 130,000 ล้านบาท ซึ่งอยุ่ระหว่างหารือกับกกต.”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังสั่งธกส.เร่งจ่ายเงินจำนำข้าว