เดือน: มกราคม 2014

  • ทีโอที ชวนเด็กไทย ตะลุยโลกไอที ในงานวันเด็กแห่งชาติ

    ทีโอที ชวนเด็กไทย ตะลุยโลกไอที ในงานวันเด็กแห่งชาติ

    วันนี้(8 ม.ค.) นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทีโอทีได้จัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2557 ภายใต้แนวคิด “TOT ชวนเด็กไทย ตะลุยโลกไอที” โดยปีนี้ ทีโอที เตรียมพื้นที่สำนักงานใหญ่จัดกิจกรรมหลากหลาย ให้เด็กๆรักษ์โลก รู้จักใช้ไอทีอย่างสร้างสรรค์ เด็กๆได้เต็มอิ่มกับความสุขความสนุกกับเครื่องเล่นขนาดใหญ่ ทั้งบ้านลมมหาสนุก สไลเดอร์สนุกสนานท้าทายกับเกมออนไลน์ ซึ่งขนมาให้น้องๆ ประลองฝีมือเพียบพร้อมร่วมแข่งขันชิงทุนการศึกษา  ทั้งนี้งานวันเด็กแห่งชาติเป็นงานที่สำคัญที่สุดของเด็กๆ โดย ทีโอที ได้เปิดบ้านเพื่อมอบความสนุกความสุขให้กับเด็กๆทั้งนี้การจัดงานวันเด็กในครั้งนี้นอกจากเด็กๆ จะได้รับของขวัญได้สนุกสนานกับเครื่องเล่นและกิจกรรมต่างๆ ที่สอดแทรกทั้งความสนุกสนานและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์กระตุ้นจินตนาการและการรู้จักรักษ์สิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามทีโอที จะแบ่งเป็นกิจกรรมนอกอาคาร 2 โซน ประกอบด้วย โซนลานเครื่องเล่นกลางแจ้งพบเครื่องเล่นต่างๆอาทิ บ้านลมยักษ์มหาสนุก สไลเดอร์ให้เด็กได้เล่นอย่างจุใจเพลิดเพลินและจุใจ เป็นกิจกรรมบนเวทีกลาง ที่บริเวณด้านหน้าอาคาร1 ซึ่งโซนกิจกรรมการแสดงบนเวที มายากล โบโซ่โชว์การเล่นเกมตอบคำถามชิงรางวัลใหญ่ตลอดงานเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ กล้าแสดงออกสำหรับกิจกรรมภายในอาคารอีก 3 โซน ประกอบด้วยบริการจัดเคลือบฟลูออไรด์ให้ฟรีแนะนำการดูแลและทำความสะอาดฟันอย่างถูกวิธี, สนุกสนานกับเกมส์ออนไลน์ ฯลฯ“ปีนี้เด็กๆจะได้ร่วมสนุกกับเกม Tales Runner online , WeDo , Toywars และ Cloud nine พร้อมร่วมแข่งขันชิงทุนการศึกษา เกม กูรู และโซนสุดท้าย เป็นโซนสินค้าและบริการ ของทีโอที เช่น บริการไฮ-สปีดอินเทอร์เน็ต บริการถ่ายภาพลงบนหน้าบัตรโทรศัพท์ และเปิดรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วย” นายยงยุทธ กล่าว นอกจากโซนกิจรรมต่างๆที่สนุกสนานแล้ว ตลอดงานวันเด็ก ทีโอที ได้จัดเตรียมของขวัญของรางวัลเพื่อเป็นของขวัญวันเด็กอย่างมากมาย งานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แจ้งวัฒนะ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีโอที ชวนเด็กไทย ตะลุยโลกไอที ในงานวันเด็กแห่งชาติ

  • ราคาทองคำ 8 ม.ค.57 ปรับครั้งที่ 2 รูปพรรณขายบาทละ 19,650 บาท

    ราคาทองคำ 8 ม.ค.57 ปรับครั้งที่ 2 รูปพรรณขายบาทละ 19,650 บาท

    วันที่ 8 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:57 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 2 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,650 บาท รับซื้อ 18,874.20 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,250 บาท รับซื้อ 19,150 บาท ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,650 บาท รับซื้อ 18,874.20 บาท ทองแท่งขาย 19,250 บาท รับซื้อ 19,150 บาท เวลา 09:57 น. ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,700 บาท รับซื้อ 18,919.68 บาท ทองแท่งขาย 19,300 บาท รับซื้อ 19,200 บาท เวลา 09:34 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 8 ม.ค.57 ปรับครั้งที่ 2 รูปพรรณขายบาทละ 19,650 บาท

  • จับตา 5 ปี ไทยเจอหนักวิกฤติพลังงาน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

    จับตา 5 ปี ไทยเจอหนักวิกฤติพลังงาน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

     นับถอยหลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ส่งผลให้ทุกหน่วยงานเร่งปรับตัวทั้งด้านคมนาคม, การศึกษา, สาธารณสุข, ธุรกิจความสวยความงาม หรือแม้แต่ด้านพลังงานไฟฟ้า ถือเป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตามอง เพราะเมื่อเออีซีเริ่มขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ขายส่งไฟฟ้าให้กับไทย ทั้ง สปป.ลาว และมาเลเซีย อาจลดปริมาณการขายไฟฟ้าให้กับไทยลง เพราะต้องรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศของตัวเองที่จะเพิ่มสูงขึ้น  เมื่อถึงวันนั้น…คงไม่ต้องคาดเดาว่าไทยจะได้รับความเดือดร้อนมากเพียงใด หากไม่มีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า!!  เห็นได้จากที่ผ่านมา ที่ไทยอาจไม่ได้ฉุกคิดและเตรียมความพร้อมกับหายนะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้หลายคนยังจำเหตุการณ์เมื่อช่วงสงกรานต์ปี 56 กันได้อย่างดี หลังจากที่เมียนมาร์ได้ประกาศหยุดส่งก๊าซธรรมชาติให้กับไทยเป็นเวลา 10 วัน เพื่อซ่อมแท่นผลิตในแหล่งยาดานา ที่เริ่มทรุดตัวตั้งแต่ปี 51 ส่งผลให้ไทยมีก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้โรงไฟฟ้าในไทยเป็นอัมพาต ไฟฟ้าสะดุด ต้องหยุดจ่ายไฟเป็นช่วง ๆ เดือดร้อนกันเกือบทั่วประเทศ กระทบกันตั้งแต่รากหญ้าจนถึงไฮโซ โรงงานอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนแผนการผลิต ความเชื่อมั่นด้านพลังงานวูบหายในสายตานักลงทุน “ผศ.ดร.วันชัย ฉิมฉวี” อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงาน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ด้านพลังงานไฟฟ้าผ่านรายการ “เศรษฐกิจติดจอ” ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า สิ่งที่ไทยต้องกังวลและต้องยอมรับสภาพคือ เมื่อเปิดเออีซี สิ่งที่ถือเป็นจุดอ่อนของไทยมากที่สุด คือ เรื่องค่าแรงแพง วัตถุดิบมีน้อย ทำให้นักลงทุนต่างวิ่งไปหาประเทศที่มีศักยภาพ  มีทรัพยากรที่สดกว่า รวมไปถึงค่าแรงที่ถูกกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมียนมาร์ และ สปป.ลาว  ซึ่งจะส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามีมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องเก็บพลังงานของตัวเองไว้ใช้ให้เพียงพอก่อนนำออกมาขายให้กับไทย ดังนั้นสิ่งที่น่ากลัวและค่อนข้างอันตรายคือ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ไทยจะต้องทำอย่างไรเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น 50% ขณะที่ภาคเอกชนผลิตได้ 44% ที่เหลือนำเข้าจากสปป.ลาว และมาเลเซีย โดยไฟฟ้าทั้งหมดนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม 52% ครัวเรือน 27% ภาคธุรกิจ 18%  อื่น ๆ 2.8% และภาคการเกษตร 0.2% ผศ.ดร.วันชัย บอกว่า เมื่อเปิดเออีซีแล้ว สิ่งที่ไทยต้องเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน คือ ต้องเตรียมพร้อมรองรับภาวะฉุกเฉินที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า และหากต้องพึ่งพาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ล้วนแต่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องมองหาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เช่น พลังงานถ่านหิน แม้ไม่สามารถผลิตได้เอง ก็จำเป็นต้องซื้อในอนาคต ซึ่งผู้ที่สามารถผลิตได้มากสุดตอนนี้ คือ อินโดนีเซีย  นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งศึกษาและลงทุนในเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์ โดยยอมรับว่าไทยหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าไทยมีพลังงานอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นหรือไม่? ดังนั้นหากมีพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น ย่อมดีกว่าไม่มีการสำรองไว้ แต่หากจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องศึกษาให้รอบด้านโดยเฉพาะในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด แต่เรื่องของความปลอดภัยนั้น เริ่มมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น โรงงานนิวเคลียร์มีระบบที่ป้องกันตัวเองได้  มีระบบระบายความร้อนที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ดังนั้นการจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดแบบที่ฟูกุชิมะ ที่ญี่ปุ่น คงไม่มีให้เห็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นก็มาจากภัยธรรมชาติเพราะในเวลานั้นเกิดจากแผ่นดินไหวและเกิดสึนามิ ทั้ง 2 ทางเลือกข้างต้น ล้วนเป็นการแก้ไขปัญหาทั้งประเทศ แต่หากจะเริ่มการแก้ไขขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ความร่วมมือระดับภาคครัวเรือน ซึ่งจะทำอย่างไรให้ชุมชน ครัวเรือนมีไฟฟ้าไว้ใช้ได้ในภาวะปกติและสภาวะฉุกเฉิน สิ่งที่ดำเนินการได้คือภาครัฐต้องเข้ามาให้การสนับสนุน โดยเฉพาะโครงการผลิต “โซลาร์ลูฟ” ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนมีไฟฟ้าไว้ใช้ยามจำเป็น เช่น ให้งบประมาณสนับสนุน 30% เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนดำเนินการเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมให้เดินหน้าได้ในยามที่เกิดปัญหา ทั้งเรื่องของอาชีพ การผลิต การส่งออกต่าง ๆ  นอกจากนี้ภาคครัวเรือนต้องเร่งสร้างไบโอดีเซล หรือแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ในยามจำเป็นสำหรับชุมชนตนเองด้วย ขณะที่ภาครัฐต้องสนับสนุนชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อให้เป็นชุมชนนำร่องในการประหยัดพลังงานด้วย นอกจากนี้ภาครัฐยังเป็นองค์กรสำคัญเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสำรองไฟไว้ใช้ในประเทศได้แบบไม่ต้องง้อการนำเข้า วันนี้…เริ่ม มองเห็นสัญญาณบางอย่างที่ทำให้พลังงานอาจมีไม่เพียงพอ หากไทยยังพึ่งพาต่างประเทศมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น! สิ่งที่เริ่มต้นได้ คือ การสร้างวินัยเพื่อประหยัดพลังงาน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป. ภัทราภรณ์ พลายเถื่อน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตา 5 ปี ไทยเจอหนักวิกฤติพลังงาน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย