เดือน: มกราคม 2014

  • ไทย-อินโดฯวางสเปกอาชีพ มาตรฐานสปารับเปิดเสรีปี 58

    ไทย-อินโดฯวางสเปกอาชีพ มาตรฐานสปารับเปิดเสรีปี 58

     น.ส.กรณ์สรวง ภิรมย์ รักษาการ รอง ผอ.สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และ ผอ.สำนักส่งเสริมคุณวุฒิวิชาชีพนานาชาติ เปิดเผยว่า สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)ได้ทำความตกลงกับองค์กรรับรองประกาศนียบัตรวิชาชีพ แห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ( Indonesian Professional Certification Authority (BNSP)) เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือการเทียบเคียงคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ ระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนา ส่งเสริมและยกระดับการพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ความคืบหน้าของการดำเนินการขณะนี้ได้เริ่มทำความตกลงเพื่อเทียบเคียงคุณวุฒิวิชาชีพกับมาตรฐานอาชีพสปาของไทยและอินโดนีเซียทั้งส่วนมาตรฐานและอัตลักษณ์ เป็นการนำร่อง ก่อนเทียบเคียงในอาชีพอื่น โดยทั้งสองประเทศ ได้เสนออัตลักษณ์ของตนซึ่งคาดว่าการทำความตกลงเทียบเคียงมาตรฐานอาชีพสปาระหว่างกันน่าจะเสร็จสิ้นราวกลางปี 2557 การทำความตกลงมาตรฐานอาชีพนี้จะเป็นแนวทางที่ประเทศอื่นในประชาคมอาเซียน ที่มีกิจการสปา เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เข้ามาร่วมมือ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดฝึกอบรม การกำหนดมาตร ฐานคุณวุฒิวิชาชีพ และมาตรฐานอาชีพระหว่างประเทศ จะทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาชีพต่าง ๆ ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา คัดเลือกบุคคล เข้าทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ ได้ โดยแต่ละอาชีพเช่น อาชีพสปา จะมีมาตรฐานอาชีพทั่วไปและส่วนที่เป็นอัตลักษณ์ การจะเข้าทำงานได้ก็ต้องมีใบรับรอง มีการฝึกอบรม ลดความกังวลต่อการที่คนนอกประเทศจะแย่งอาชีพ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเป็นองค์การมหาชนมีหน้าที่จัดทำมาตรฐานอาชีพ ให้การรับรององค์กร รับรองสมรรถนะผู้ประกอบอาชีพ เป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ ติดตามและประเมินผลองค์กรที่มีหน้าที่ในการรับรองสมรรถนะผู้ประกอบอาชีพรวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการส่งเสริมระบบคุณวุฒิ เพื่อยกระดับการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทย-อินโดฯวางสเปกอาชีพ มาตรฐานสปารับเปิดเสรีปี 58

  • เอกชนตื่นสำรองแผนฝ่าวิกฤติ รับมือ ‘ชัตดาวน์กรุงเทพฯ’

    เอกชนตื่นสำรองแผนฝ่าวิกฤติ รับมือ ‘ชัตดาวน์กรุงเทพฯ’

     นับเวลาถอยหลังอีกไม่นานจะถึงวันที่ 13 ม.ค. ซึ่งเป็นวันดีเดย์ ที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิป ไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศจะปิดกรุงเทพฯ (ชัตดาวน์) ส่งผลให้หลายฝ่ายต่างลุ้นระทึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ต้องติดต่อค้าขายกับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงต้องเตรียมการระดมแผนรับมือ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ หลังจากมีบทเรียนครั้งใหญ่มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว เริ่มด้วยคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาห  กรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ประชุมประจำเดือนในวันที่ 6 ม.ค. โดยหัวข้อใหญ่ที่หยิบยกขึ้นมาหารือเป็นพิเศษ คือ แผนรับมือการปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ซึ่งทำให้การประชุม กกร. ครั้งนี้ ใช้เวลาการประชุมถึง 3 ชั่วโมง จากปกติจะใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง สั่งบริษัทย้ายที่ทำงานพื้นที่เสี่ยง นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมกกร. เปิดเผยว่า ได้ให้แต่ละองค์กรเตือนสมาชิก เตรียมพร้อมรองรับเพื่อป้องกันปัญหาด้านการขนส่ง ไม่ให้การดำเนินธุรกิจ และการผลิตเกิดการสะดุด เช่น บางบริษัท อาจต้องย้ายออฟฟิศในกรุงเทพฯ ออกไปทำงานที่โรงงานในต่างจังหวัดแทน หรือการเตรียมวัตถุดิบการผลิตล่วงหน้า ก่อนถึงกำหนดปิดกรุงเทพฯ ส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น 7 องค์กรภาคเอกชน จะประชุมหารือภายใน 1-2 วันนี้ โดยจะเชิญองค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมกำหนดแผนในการปฏิรูปประเทศ เช่น จะเชิญพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน กปปส. กองทัพ กกต. นักวิชาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเครือข่ายสังคมอื่น ๆ ให้เข้ามาแสดงความเห็นในการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เป็นแนวทางให้กับทุกฝ่ายนำไปแก้ไขปัญหา  กกร.ประกาศจุดยืน 3 ข้อ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ประชุม กกร. ได้สรุปจุดยืนของ กกร. กรณี กปปส. จะชุมนุมปิดกรุงเทพฯ 3 ข้อ คือ 1.กกร. ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ 2.อยากเห็นการแก้ไขความขัดแย้งการหาทางออกจากวิกฤติทางการเมืองด้วยสันติวิธี โดยเร่งด่วนที่สุดบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาติ และ 3. การเคลื่อนไหววันที่ 13 ม.ค. นั้น กกร. มีความกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย รวมถึงผู้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงภารกิจและการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อจะกระทบกับเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งขณะนี้สำนักงานด้านเศรษฐกิจหลายแห่งได้ประเมินผลกระทบและการเติบโตเศรษฐกิจไว้ต่างกัน บางแห่งระบุว่าจะขยายตัวเพียง 3% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพของประเทศไทย และระดับเฉลี่ยของอาเซียน 5 ประเทศที่มีเศรษฐกิจใกล้เคียงกันที่ 5% โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท หากลดลง 2% เท่ากับมูลค่าลดไป 240,000 ล้านบาท เชื่อไม่กระทบธุรกรรมการเงิน นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้แต่ละธนาคารได้เตรียมความพร้อมรับมือไว้แล้ว โดยมอบหมายให้สาขาธนาคารพิจารณาพื้นที่ที่อยู่ในจุดเสี่ยง หากจำเป็นต้องปิดทำการ ก็แล้วแต่การพิจารณาตัดสินใจ และเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการทำธุรกรรมของประชาชน เนื่องจากแต่ละธนาคารมีการตั้งสำรองเงินไว้ล่วงหน้า พลังงานสั่งทุกหน่วยทำแผนรับมือ นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแผนมาตรการรองรับการปิดกรุงเทพฯว่า ได้ประเมินสถานการณ์ใน 3 ระดับ คือ 1.เป็นการชุมนุมตามปกติไม่ยืดเยื้อ 2.มีการชุมนุมปิดล้อม ทำให้ต้องมีการย้ายสถานที่ทำการชั่วคราว 3. มีการปิดล้อมยึดสถานที่ราชการยาวนานมากกว่า 1-2 เดือน ซึ่งทุกสถานการณ์จะต้องมีการเตรียมแผนรองรับไว้ โดยจะแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามสถานการณ์ นอกจากนี้ได้สั่งการไปยังผู้ค้าน้ำมันที่อยู่ในรัศมีจุดชุมนุม 20 จุด ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งมีสถานีบริการน้ำมัน รวม 73 แห่ง สถานีบริการเอ็นจีวี 7 แห่ง และ สถานีบริการแอลพีจี 21 แห่ง ให้เตรียมรับมือ ซึ่งอาจจะต้องมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่ม เพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และขอความร่วมมือไปยังกระทรวงคมนาคม ให้ผ่อนปรนเกณฑ์การขนส่งรถน้ำมัน ให้สามารถขนถ่ายในช่วงเวลากลางวันได้  ขู่ตัดไฟเอาผิดกฎหมายแน่ อย่างไรก็ตาม ได้ขอร้องกลุ่มผู้ชุมนุมอย่าดำเนินการตัดไฟฟ้าสถานที่ราชการซึ่งหากมีการตัดไฟฟ้าจะมีความผิดตามกฎหมาย เพราะเป็นสินทรัพย์เพื่อให้บริการสาธารณูปโภค มีความผิดตามกฎหมายของรัฐวิสาหกิจในแต่ละแห่ง และยืนยันว่าจากการหารือกับผู้บริหารการไฟฟ้านคร หลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก็มีความชัดเจนว่า ทั้งหมดเป็นหน่วยงานเพื่อให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน ไม่ใช่หน่วยงานที่จะเข้าไปตัดไฟฟ้าแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมเจ้าหน้าที่ กฟน. ยืนยันว่า หากมีการตัดไฟฟ้า สามารถดำเนินการต่อได้ตามปกติทันที หากไม่มีผู้ชุมนุมเข้ามาขัดขวาง ซึ่งหากตัดเป็นรายบุคคลก็จะกระทบเป็นรายบุคคลเท่านั้น และการตัดไฟฟ้าไม่ได้เกิดจากการกระทำของภายใน กฟน. อย่างแน่นอน เพราะ กฟน. มีทั้งเจ้าหน้าที่ และส่วนผู้รับเหมา ซึ่งทั้งหมดมีความรู้ที่จะดำเนินการตัดไฟฟ้าได้ ซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ที่ตัดไฟฟ้ามาจากส่วนใด นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 57 โดยเฉพาะช่วงต้นปีที่มีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยคาดว่าหากสามารถจัดการเลือกตั้งได้ และมีรัฐบาลใหม่แล้ว แต่รัฐบาลใหม่ไม่สามารถดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมวงเงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำวงเงิน 350,000 ล้านบาท รวมทั้งไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามแผนอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 3-3.5% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ประมาณ 4-5%. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนตื่นสำรองแผนฝ่าวิกฤติ รับมือ ‘ชัตดาวน์กรุงเทพฯ’

  • สทน.วิจัยสมุนไพรช่วยผู้ป่วยมะเร็งต้านพิษจากรังสี

    สทน.วิจัยสมุนไพรช่วยผู้ป่วยมะเร็งต้านพิษจากรังสี

     การฉายรังสีแกมมา ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพราะสามารถเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่เซลล์ที่ดีมักได้รับความเสียหายไปด้วย จึงมีผู้ป่วยไม่น้อยที่หันมาให้ความสนใจกับการทานสมุนไพรที่มีการอ้างอิงว่ามีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ และช่วยต้านพิษจากรังสีควบคู่ไปกับการฉายรังสีเพื่อรักษาโรคในปัจจุบัน  …แต่จะมีใครรู้บ้างว่าสมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ทานเข้าไปนั้นมีผลกระทบต่อการรักษาโรคอย่างไร… ดร.กนกพร บุญศิริชัย และ ดร.สุวิมล เจตะวัฒนะ สองนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จึงทำการวิจัยสารสกัดสมุนไพรมีผลกระทบต่อการตอบสนองของเซลล์มะเร็งขึ้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สทน. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  ผลงานนี้ได้รับรางวัลดีเด่น ในกลุ่มงานวิจัยประเภทผลกระทบของรังสีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากการนำเสนอผลงานวิจัยในการประชุมวิชาการขององค์การพลังงานนิวเคลียร์แห่งประเทศอินโดนีเซีย (BATAN) เนื่องในโอกาสครบรอบ 55 ปี เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ดร.กนกพร หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า สมุนไพรที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และช่วยต้านพิษจากรังสีได้นั้นอาจมีหลายชนิด แต่สมุนไพรที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคได้แก่ มะรุม ซึ่งมีความสามารถต้านมะเร็งบางชนิด และต้านอนุมูลอิสระด้วย ทีมวิจัยจึงสนใจศึกษาว่าสารสกัดจากใบมะรุมจะออกฤทธิ์เสริมหรือต้านผลของรังสีในเซลล์มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในสตรี ทั้งนี้หากพิจารณาจากฤทธิ์ต้านมะเร็งของใบมะรุม อาจคาดการณ์ได้ว่าสารสกัดจากใบมะรุมจะออกฤทธิ์เสริมกัน หรือไม่ส่งผลกระทบต่อผลของรังสีในการฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่หากพิจารณาจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาจคาดการณ์ได้ว่าสารสกัดจากมะรุมจะออกฤทธิ์ปกป้องเซลล์มะเร็งจากผลของรังสี ทำให้การฉายรังสีเพื่อรักษาโรคไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงต้องทำการศึกษาเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานดังกล่าว ดร.กนกพร บอกว่า การทดลองเริ่มต้นโดยสกัดสมุนไพรที่ใช้ คือ สารสกัดหยาบจากใบมะรุม และเซลล์มะเร็งที่ใช้ คือ เซลล์มะเร็งเต้านม (breast adenocarcinoma cells) และศึกษาผลกระทบที่จะทำการตรวจวัด คือ การแตกหักของดีเอ็นเอภายในเซลล์มะเร็ง ดร.กนกพร กล่าวต่อว่า ในการทำวิจัย เราเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็งเต้านมในห้องทดลอง แล้วให้สารสกัดหยาบจากใบมะรุมแก่เซลล์ก่อนนำไปฉายรังสีแกมมา เมื่อฉายรังสีแล้ว จึงนำเซลล์มาตรวจวิเคราะห์ปริมาณการแตกหักของดีเอ็นเอ เปรียบเทียบกับเซลล์ที่ไม่ได้รับสารสกัด  ผลการทดลองพบว่าสารสกัดหยาบจากใบมะรุมมีผลลดการแตกหักของดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็งเต้านมที่ได้รับรังสีแกมมา ซึ่งหมายความว่า สารจากใบมะรุมจะไปลดการทำลายเซลล์มะเร็งของรังสีแกมมา ฉะนั้นผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมหากต้องรักษาด้วยการฉายรังสี แต่รับประทานสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง หรือต้านอนุมูลอิสระ จะทำให้การฉายรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะทำให้เซลล์มะเร็งจะถูกทำลายจากรังสีได้น้อยลง อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังครอบคลุมการทดลองกับเซลล์ที่เพาะเลี้ยงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น หากจะสรุปเป็นคำแนะนำแก่ผู้ป่วย ดร.กนกพร บอกว่า มีแผนการจะขยายขนาดของการวิจัยให้ใหญ่ขึ้น แต่ผลที่ได้จากห้องปฏิบัติการนี้อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดความระมัดระวังในการใช้สมุนไพรในกลุ่มอาหารเสริมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน  และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาวิจัยปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมุนไพรเหล่านี้ กับการรักษาตามแบบแผนปัจจุบันด้วยว่า อาจมีผลต้านกันหรือเสริมกันหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้บริโภคต่อไป.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทน.วิจัยสมุนไพรช่วยผู้ป่วยมะเร็งต้านพิษจากรังสี