นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า วันที่ 8 ม.ค.นี้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญกระทรวงพลังงาน และผู้ผลิตไบโอดีเซล โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มขวด โรงสกัดน้ำมันปาล์ม หารือความพร้อมวัตถุดิบปาล์มว่า มีมากน้อยเพียงใดในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลบี 7หรือน้ำมันดีเซล ที่ต้องผสมปาล์มน้ำมันบริสุทธิ์ 100% (บี 100) เพิ่มขึ้น 7% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร ซึ่งมีบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.เนื่องจากล่าสุดพบว่า ปริมาณปาล์มออกสู่ตลาดค่อนข้างน้อย จึงกังวลว่า อาจไม่เพียงพอต่อการผลิตไบโอดีเซลบี 7 เบื้องต้นคน.จึงเสนอให้กระทรวงพลังงานประสานผู้ผลิตไบโอดีเซลให้ผสมบี100 เหลือ 5% หรือผลิตไบโอดีเซลบี 5 แทน “เบื้องต้นคน.จะมีหนังสือถึงกระทรวงพลังงานอย่างเป็นทางการ เพื่อให้กรมธุรกิจพลังงาน หรือธพ.ออกประกาศปรับกระบวนการผลิตบี 7 ลงเหลือบี 5 ไปยังผู้ค้าน้ำมันในเร็วๆนี้ เพื่อไม่ให้ตลาดน้ำมันปาล์มเกิดความตรึงตัว โดยหากลดการผลิต บี 7 เหลือ บี 5 เท่ากับว่าจะลดลง 2% ทำให้ลดการใช้ปาล์มน้ำมันลง 20,000 ตันต่อเดือน เพราะทุก 1% จะใช้ปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 10,000 ตัน ทำให้ปริมาณการใช้ปาล์มน้ำมันในภาพรวมลดลง ขณะที่การผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ บี 100 ในปัจจุบันรวมอยู่ที่ 5 ล้านลิตรต่อวัน การผลิตบี7 ทำให้มีความต้องการใช้บี 100 อยู่ที่ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน หากลดเหลือบี 5 ความต้องการใช้บี100 จะลดลงเหลือ 2.5 ล้านลิตรต่อวัน” อย่างไรก็ตามคาดว่า การปรับลดบี7 เหลือบี5 จะอยู่ในช่วง 1-2 เดือนจากนี้ เพราะปกติผลผลิตปาล์มน้ำมันจะออกมากช่วงเดือนมี.ค. –มิ.ย. หรือช่วง 4 เดือน ทำให้เพียงพอต่อการกลับมาผลิตบี 7 จากนั้นผลผลิตจะลดลงช่วงไตรมาส 4 ของปี โดยการปรับลดสัดส่วนบี 100 เป็นอำนาจที่กระทรวงพลังงานสามารถทำได้ เพื่อควบคุมปริมาณปาล์มน้ำมันในประเทศให้เพียงพอ โดยจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด สำหรับนโยบายการผลิตเชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทนที่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ คือ การผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล(โมลาส)และมันสำปะหลัง ซึ่งนโยบายปี 2556 กำหนดสัดส่วนให้ผู้ผลิตน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ใช้โมลาส 62% และมันสำปะหลัง 38% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่กำหนดการใช้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามต้องติดตามนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะปรับสัดส่วนดังกล่าวหรือไม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งลดผลิตดีเซลบี 7 เหลือแค่บี 5
เดือน: มกราคม 2014
-

เล็งลดผลิตดีเซลบี 7 เหลือแค่บี 5
-

ห้างทองหวั่นมือที่ 3 บุกปล้น
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า กรณีที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ประกาศเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาล (ชัตดาว์น กรุงเทพฯ) ในวันที่ 13 ม.ค. นี้ โดยปิดถนนเยาวราชด้วยนั้น ยืนยันว่าร้านค้าทองย่านเยาวราชจะเปิดทำการปกติ และหากลูกค้าหรือพนักงงานของร้านทองยังเดินทางมาดำเนินงานได้ตามปกติ สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลให้สมาคมฯต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน หากมีการชุมนุมยืดเยื้อหรือรุนแรงร้านค้าทองมีอิสระที่จะตัดสินใจปิดหรือเปิดได้ตามความจำเป็น โดยไม่ต้องขอความเห็นของสมาคมฯ สำหรับแนวโน้มราคาทองคำช่วงตรุษจีนปีนี้คาดว่ามีโอกาสปรับสูงขึ้น เพราะปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าเคลื่อนไหวอยู่ที่ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่าอ่อนค่าสุดในรอบ 3 ปี ส่วนราคาทองช่วง ก.พ.คาดสูงถึง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากกรณีสหรัฐเจรจาขยายเพดานหนี้ ซึ่งเป็นแรงกดดันทางจิตวิทยา ทำให้ราคาทองปรับขึ้น ส่วนความกังวลว่าปัจจัยการเมืองจะส่งผลกระทบต่อยอดซื้อและขายทองคำในช่วงเทศกาลตรุษจีนในวันที่ 31 ม.ค. นี้ ยืนยันว่ายังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ แต่หากย้อนหลังดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก เพราะการชุมนุมทางการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจซื้อเล็กน้อยเท่านั้น แต่ปัจจัยหลักๆจะมาจากราคาทองคำที่ผันผวน หรือขึ้นหรือลงมากกว่า นายพิชญา พิสุทธิกุล เลขาสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า สิ่งที่สมาคมฯกังวลมากที่สุดไม่ใช่การปิดถนน หรือการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่กลัวเรื่องมือที่ 3 กลุ่มมิจฉาชีพ ที่จะฉวยโอกาสเข้ามามากกว่า ดังนั้นในช่วงนี้สมาคมฯจึงได้แนะนำร้านค้าทองให้เปิดและปิดตามเวลา คือ ตั้งแต่ 9.30-17.00 น. แขวนทองรูปพรรณหน้าร้านน้อยลง เพื่อป้องกันเหตุปล้นร้านทองจากกลุ่มมือที่ 3 ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากสมาคมฯเข้าใจว่าในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองจะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยจะมีน้อยกว่าช่วงปกติ ส่วนเทศกาลตรุษจีนที่จะมาถึงยืนยันเหตุการณ์ทางการเมืองไม่กระทบต่อการตัดสินใจซื้อทองอย่างแน่นอน เนื่องจากการตัดสินใจซื้อทองผู้บริโภคจะคำนึงถึงเรื่องของราคาเป็นหลักว่ามีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะซื้อหรือไม่ รวมไปถึงนักเก็งกำไรทองต่างๆที่ส่วนใหญ่จะดูจังหวะในส่วนของราคาในตลาดมากกว่าสถานการณ์ทางการเมือง นายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า บริษัทในเครือฮั่วเซ่งเฮงได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น โดยเตรียมแผนฉุกเฉินเบื้องต้นหากสถานการณ์รุนแรง โดยการสำรองเงินสดพร้อมรับมือ โดยเฉพาะเรื่องระบบขนส่งทองคำ ซึ่งหากเส้นทางที่ถูกลำเลียงถูกปิดอาจลำเลียงไปเส้นทางอื่นๆแทนที่ไม่ได้รับผลกระทบ รวมถึงนักลงทุนที่ต้องการซื้อขายทองคำยืนยันว่ายังดำเนินการได้ปกติตามสาขาอื่นๆ ส่วนนักลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์สไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน เนื่องจากส่วนใหญ่ทำการซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้างทองหวั่นมือที่ 3 บุกปล้น -

สายการบินย้ำ”กี้”แค่คนรู้จัก
นายประมุข ไชยวรรณ ประธานกรรมการบริหารสายการบิน นิว เจน แอร์เวยส์ ดำเนินการโดยบริษัท สบายดี แอร์เวย์ส จำกัด เปิดเผยถึงกรณีที่นางระพีพรรณ และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสายการบิน และทำให้เข้าใจผิดว่า มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทยืนยันว่า ทั้งสองคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เพียงแต่มาเยี่ยมชมเครื่องบิน ในฐานะรู้จักกับกัปตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก รวมถึงสนใจจะเข้ามาใช้บริการ ในฐานะลูกค้ารายหนึ่งเท่านั้น ไม่มีเรื่องการเมือง หรือเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยการถือหุ้น ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้นิว เจน แอร์เวยส์ ซึ่งเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าใหม่ หลังจากบริษัท นิว เจนเนอร์เรชั่น ทราเวล แอนด์เทรด จำกัด เข้าซื้อกิจการของสบายดีฯ โดยมีแผนเปิดให้บริการลูกค้าช่วงเดือนก.พ.นี้ เน้นให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเที่ยวไทย และใช้บริการผ่านนิว เจนเนอร์เรชั่น ทราเวล แอนด์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของนางนิตยา ขจรเกียรติชัย หนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก “ขณะนี้บริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับนายอริสมันต์ หรือนางระพีพรรณ เหมือนที่เห็นในข่าว โดยที่คิดว่าทั้งสองจะเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วยหรือไม่นั้น ตอบได้เลยว่าไม่มีความจำเป็น เพราะเรามีเงินลงทุนเป็นของตัวเองมากพอ ทั้งจากบริษัท นิว เจนเนอเรชั่นฯ และบริษัท สบายดี แอร์เวย์ส จำกัดอีกหนึ่งบริษัทที่ถือหุ้นหลัก และปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท จากหุ้น 200,000หุ้น ราคาหุ้นละ 1,000 บาท แต่อนาคต อาจจะเข้ามาในฐานะผู้ใช้บริการสายการบินก็อาจเป็นไปได้เพราะคุณอริสมันต์ก็ทำธุรกิจทัวร์มาแต่เดิมอยู่แล้ว” อย่างไรก็ตาม นิวเจน แอร์เวย์ส คาดการณ์ว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี แต่ต้องอยู่ที่แนวโน้มของตลาดจีนที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และสายการบินบริหารจัดการได้ดี ตอบโจทย์เรื่องกฎหมายควบคุมนักท่องเที่ยวของจีนได้ แต่ขณะนี้การเริ่มต้นธุรกิจอาจจะต้องชะลอตัวไปบ้าง เนื่องจากตลาดจีนอาจได้รับผลกระทบจากเรื่องการชุมนุมและไม่ตัดสินใจมา นักท่องเที่ยวจีนอาจลดลง 20% สำหรับนิวเจน แอร์เวย์ส มีเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 อยู่เมืองไทยแล้ว 1 ลำ และ จะมาถึงภายในวันที่ 16 ม.ค. อีก 1 ลำ และในอนาคตจะนำเข้ารุ่น โบอิ้ง 767-300 อีอาร์ อีก 2 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องขนาดใหญ่ที่อาจมีการวางแผนทำตลาดการบินระยะไกล เช่นไปญี่ปุ่น เกาหลีด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สายการบินย้ำ”กี้”แค่คนรู้จัก