นางสาวอลิสา พันธุศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจการแสดงโชว์ของสาวประเภทสองในปี56 ที่ผ่านมา เติบโตได้ดีถึง 20% โดยมีตลาดหลักมาจากประเทศจีนที่เติบโตมากที่สุดประมาณ 16% และจากรัสเซียที่ชื่นชอบการแสดงโชว์คาบาเร่ต์เข้ามาแทนที่ตลาดยุโรปที่ลดลง ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนจะนิยมซื้อตั๋วกับบริษัททัวร์และเข้าชมเป็นแบบเหมารอบ รวมถึงในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาด้วยตัวเอง(เอฟไอที) ก็เลือกการดูโชว์เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ต้องมาทำเมื่อมาพัทยา และจะจองตั๋วชมการแสดงไว้ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าในปีนี้ธุรกิจจะยังเติบโตได้ดีถึง 30% ทั้งนี้ ช่วงเดือน ธ.ค.56-ม.ค.57 ธุรกิจอาจมีรายได้ที่ชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาการชุมนุมประท้วงทางการเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยวลังเลที่จะตัดสินใจเดินทางมาธุรกิจจึงกระทบเกี่ยวกับยอดการจองตั๋ววเข้าชมด้วย ล่าสุดเมื่อเดือนธ.ค.ได้ทำให้อัตราจองลดลงไปแล้วประมาณ 20% หรือ หากคิดเป็นรอบการแสดงจะเห็นได้ว่าต้องลดรอบโชว์ลง จากเดิมที่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น)จะแสดงทั้งหมด 4 รอบ แต่ขณะนี้ต้องลดรอบลงมาแสดงเพียง 3 รอบเท่านั้น นายจิรโชติ แก้วเสถียร ผู้บริหารบริษัท มิโมซ่า เมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ในปี 57 คาดการณ์ว่าธุรกิจด้านการแสดงโชว์เพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะโชว์จากสาวประเภทสอง จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% กลุ่มที่ทำรายได้เป็นชาวต่างชาติ 70% คนไทย 30% โดยคนต่างชาติจะมาจากนักท่องเที่ยวในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมถึงจากนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศหลักที่เดินทางมาพัทยามากที่สุด ก็จะนิยมมาดูโชว์โวันธรรมดาด้วยเช่นกัน ส่วนคนไทยจะนิยมมาชมในวันหยุดหรือช่วงเทศกาลวันหยุดยาว “โชว์แสดงน้ำพุประกอบเสียงดนตรี พร้อมการร้องเพลงของสาวประเภทสองที่มิโมซ่านั้น เฉลี่ยในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมการแสดงประมาณ1,000 คนและทำรายได้ประมาณ 150,000 บาท โดยที่มิโมซ่าจะมีความแปลกใหม่กว่าการโชว์จากบริษัทอื่นๆในพัทยา เพราะแสดงในสถานที่โล่งแจ้ง(เอาท์ดอร์) ซึ่งเป็นแห่งเดียวของประเทศไทยด้วย จึงทำให้ผู้แสดงสามารถลงมาให้ความบันเทิงกับนักท่องเที่ยวได้อย่างใกล้ชิด นักท่องเที่ยวจึงรู้สึกสนุกสนานตามไปด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทัวร์ิจีนแชมป์ดูโชว์์สาวประเภทสอง
เดือน: มกราคม 2014
-

ทัวร์ิจีนแชมป์ดูโชว์์สาวประเภทสอง
-

พาณิชย์คาดเงินเฟ้อปีม้าแตะ2.8%
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในปี 57 อยู่ที่ 2.00-2.80% โดยมีสมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เฉลี่ย 3.0-5.0% ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 95-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 29-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รวมถึงรัฐบาลยังคงมาตรการลดภาระค่อครองชีพ ได้แก่ รถโดยสารประจำทางและรถไฟชั้น 3 ไม่เสียค่าใช้จ่าย การอุดหนุนน้ำมันดีเซล การอุดหนุนการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามิเตอร์ขนาด 5 แอมแปร์ไม่เกิน 50 หน่วย อย่างไรก็ตาม หากสมมติฐานไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยมาตรการลดค่าครองชีพถูกยกเลิกทั้งหมดพร้อมกัน จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อประมาณ 1.3-1.4% ซึ่งมีโอกาสทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีรวมอยู่ที่ระดับ 3.00-3.80% แบ่งเป็นหากมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 1% ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลเป็นตัวที่มีน้ำหนักสูงที่สุด ขณะที่รถไฟฟรีจะกระทบเงินเฟ้อ 0.18% รถประจำทางฟรี 0.11% ค่าไฟฟ้า 0.068% และค่าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) 0.1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ เดือนธ.ค. 56 เท่ากับ 106.01 สูงขึ้น 1.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อรวมทั้งปี 56 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงขึ้น 2.18% ต่ำสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นมา และเป็นอัตราเพิ่มแบบชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ และการใช้จ่ายในครัวเรือนที่ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วงปีต้นที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทลดลง รวมถึงกรณีราคาสินค้าเกษตรสำคัญปรับลดลง เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากความต้องการซื้อจากต่างประเทศลดลง จึงส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ซึ่งอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ 2.10-2.60% สำหรับสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ดัชนีโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีราคาสินค้าสำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวสารเจ้าสูงขึ้น 0.02% เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ สูงขึ้น 0.40% เครื่องประกอบอาหารสูงขึ้น 0.33% และอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น 0.34% ส่วนสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มดัชนีสูงขึ้น 0.22% จากการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาสินค้าหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 1.51% “อัตราเงินเฟ้อในปี 56 อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวและราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง รวมทั้งยังมีมาตรการลดค่าครองชีพมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ส่วนในปี 57 คงต้องจับตามองมาตรการค่าครองชีพต่างๆ ว่ารัฐบาลใหม่จะคงมาตรการดังกล่าวไม่หรือไม่ ซึ่งหากมีการยกเงิกทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน” นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงแผนการดูแลราคาสินค้าในปี 57 หลังจากมาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาจะสิ้นสุดในเดือนธ.ค.56 ว่า แนวโน้มราคาสินค้าในปี 57 ในช่วงต้นปีจะยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อราคาสินค้า ทั้งวัตถุดิบและค่าแรงงานยังทรงตัวอยู่ในระดับเดิม ขณะที่น้ำมันดิบดูไบ คาดว่าจะอยู่ที่ 95-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 29-30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดีเซลในประเทศทรงตัวอยู่ที่ 29.99 บาทต่อลิตร จึงไม่มีผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่ายสินค้า “จากปัจจัยเรื่องต้นทุนที่ไม่ขยับขึ้น บวกกับช่วงต้นปี เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการมีการลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปีใหม่ ทำให้มีการแข่งขันกันสูง ประกอบกับเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคไม่ค่อยมี ภาวะราคาสินค้าก็จะยังทรงๆ ตัว แรงกดดันในเรื่องการปรับราคาจึงยังไม่มี” อย่างไรก็ตาม หากสินค้ารายการใดมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา กรมฯ ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้ แต่ต้องยื่นแสดงภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นประกอบการพิจารณา และการปรับราคาต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับผู้บริโภคมากจนเกินไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์คาดเงินเฟ้อปีม้าแตะ2.8% -

ชัตดาวน์กทม.กระทบใช้จ่าย-ท่องเที่ยว2หมื่นล้าน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าการประกาศปิดกรุงเทพมหานครของกลุ่มประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) นั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในด้านการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวประมาณ5,000 – 20,000 ล้านบาท หากปิดในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หรือจนถึงวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ กปปส.เน้นการแสดงออกในรูปแบบที่ต้องการให้คนหยุดงานมารร่วมชุมนุม โดยการปิดสถานที่สำคัญแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะครอบคลุมพื้นที่มากน้อยแค่ไหนซึ่งที่ผ่านมากปปส.พยายามที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่ปิดเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ เช่น การโดยสารรถประจำทาง รถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟฟ้าบีทีเอส ทำให้ภาพของการสัญจรยังคงทำได้แต่อาจไม่สะดวกมากนักโดยเฉพาะทางการเดินทางถนนขณะที่การแสดงออกโดยการตั้งเวทีจัดดนตรี ไม่ได้มีภาพของความรุนแรง นายธนิต โสรัตน์รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท. )กล่าวว่า การประกาศชัตดาวน์กรุงเทพนของกลุ่มกปปส.วันที่ 13 ม.ค. นี้ เชื่อว่ากระทบกับภาพลักษณ์ประเทศแน่นอน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวช่วงเดือนก.พ. –เม.ย. 57 เพราะปกตินักท่องเที่ยวจะต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่เดือนม.ค.ดังนั้นเหตุการณ์นี้ อาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนแผนไปเที่ยวประเทศอื่นแทนทำให้ไทยโดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯเสียโอกาส สำหรับผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในด้านการส่งออกเชื่อว่าลูกค้าต่างชาติกำลังจับตาว่าการชุมนุมจะกระทบต่อการขนส่งสินค้าการผลิตหรือไม่ เพราะหากการชุมนุมยืดเยื้อ รุนแรง หรือปิดถนนสำคัญ ท่าเรือที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งซึ่งปัจจุบันตัวแทนขนส่งทางเรือรายใหญ่ของประเทศมีสำนักงานอยู่ย่านสีลมจำนวนมากหรือการชุมนุมอาจกระทบต่อระบบธนาคาร “ความไม่มั่นใจของลูกค้าต่างชาติต่อการชุมนุมเดือนม.ค.นี้อาจทำให้ลูกค้าลดคำสั่งซื้อจาก 100% เหลือ 50%เพื่อกระจายความเสี่ยงไปซื้อจากประเทศอื่นจากไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาพบว่ามีการลดคำสั่งซื้อเหลือ 70% แล้วเห็นจากยอดส่งออกประเทศช่วงไตรมาส 4 ที่ติดลบ ทั้งที่ควรเป็นบวกเพราะเป็นช่วงเทศกาล ขณะที่ช่วงดังกล่าวหากดูยอดส่งออกในอินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนามจะพบว่าเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก”นายธนิตกล่าว นายวัลลภ วิตนากร รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์ครั้งนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะกระทบต่อการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมหรือไม่เพราะที่ผ่านมามีการชุมนุมแต่ไม่ได้เกิดปัญหารุนแรงจนส่งผลต่อภาคขนส่งจึงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับความกังวลของลูกค้าต่างชาติขณะนี้ยังเป็นช่วงปีใหม่จึงยังไม่มีลูกค้าสอบถามหรือแสดงความกังวลเข้ามาเชื่อว่าลูกค้าต่างชาติจะเริ่มสอบถามในสัปดาห์หน้าก่อนการชุมนุม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชัตดาวน์กทม.กระทบใช้จ่าย-ท่องเที่ยว2หมื่นล้าน