เดือน: มกราคม 2014

  • ‘กล้วยไม้ไทย’ ผู้นำไม้ตัดดอก

    ‘กล้วยไม้ไทย’ ผู้นำไม้ตัดดอก

    “ขณะนี้ประเทศอื่น ๆ กำลังประสบปัญหาเรื่องอากาศที่เย็นเกินไป จึงถือเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่ควรจะรีบคว้าเอาไว้ เพราะอย่างจีนช่วงนี้ทั้งดอกไม้และผลไม้เจออากาศหนาวเย็นจนไม่มีผลผลิต” คุณเจตน์ มีญาณเยี่ยม นายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย และผู้บริหารสวนกล้วยไม้ไทย ณ จังหวัดราชบุรี บอกระหว่างงานสัมมนาสัญจรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และกล้วยไม้ แม้ว่ากล้วยไม้ของไทยจะถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดส่งออกไม้ดอกไม้ประดับ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศได้ง่าย ๆ เพราะพืชอย่างกล้วยไม้เป็นพืชที่สวยงามจึงต้องมีความพิถีพิถันในการเลี้ยง ต้องมีใจรัก และดอกกล้วยไม้ยังมีความอ่อนไหวต่อการดูแลของเจ้าของ เจ้าของจะต้องให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งข้อจำกัดอันละเอียดอ่อนนี้ประกอบกับสภาพอากาศที่ดูจะเอื้อกว่าอย่างเมืองไทย จึงทำให้ประเทศอื่นจะก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งได้ไม่ง่ายนัก “ที่ผ่านมาเคยมีคนเวียดนามเข้ามาขอดูงาน เพราะเค้าสนใจในเรื่องของดอกไม้มาก แต่หากจะพัฒนาให้เท่าไทยก็อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง บ้านเราจึงต้องตื่นตัวเพราะจะอาศัยแค่ภูมิปัญญาอย่างเดียวไม่ได้แล้ว จะต้องอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อช่วยต่อยอดธุรกิจด้วย แต่เงินทุนก็ยังเป็นปัญหาสำหรับผู้ประกอบการ” นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกไม้ตัดดอกอย่างสวนกล้วยไม้ไทย คิดที่จะพัฒนาไปถึงระดับการสร้างกรีนเฮ้าส์ที่มีระบบควบคุมเรื่องน้ำและอาหารของต้นอย่างครบวงจร ที่สำคัญคือการแก้ปัญหาเรื่องโรคเชื้อราและเพลี้ยไฟซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสวนกล้วยไม้ เพราะการใช้ยาเพื่อแก้ปัญหานั้นไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เมื่อโรคและแมลงมีการพัฒนาเพื่อสู้กับยาที่ชาวสวนใช้ด้วยเช่นกัน รศ.จิตราพรรณ เทียมปโยธร ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้วยไม้ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่า แม้วันนี้กล้วยไม้ไทยจะพัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถผสมพันธุ์เพื่อให้เกิดสีสันใหม่ ๆ หรือมีเทคนิคการปั่นตาเพื่อเพิ่มผลผลิตของจำนวนต้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เรื่องโรคอย่างเชื้อราและเพลี้ยไฟก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก เพราะยาที่นำมาใช้บางชนิดอาจใช้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจเกิดอาการดื้อยา และยาแต่ละชนิดแต่ละยี่ห้อก็มีเทคนิคการใช้งานและผลที่ได้รับแตกต่างกันด้วย “ไทยมีศักยภาพในการผลิตกล้วยไม้ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น เหมาะสมต่อการให้ผลผลิต และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วเรายังมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยกว่า และมีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่นอกจากขายไม้ตัดดอกแล้ว ขณะนี้ตลาดใหม่ของ  ไทยก็คือจีนที่นำต้นไปเป็นส่วนผสมของยา ซึ่งถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของอุตสาหกรรมกล้วยไม้ไทยด้วย”  ตลาดหลักของกล้วยไม้อันดับหนึ่งคือ ญี่ปุ่น ตามมาด้วยสหรัฐ อเมริกาและยุโรป โดยมีกล้วยไม้สกุลหวายเป็นตัวเอก และสียอดฮิตก็หนีไม่พ้นแดง ขาว ชมพู จะมีแซมเขียวมาบ้างสำหรับญี่ปุ่นที่ต้องการความแตกต่าง โดยในปี 2556 ที่ผ่านมายอดการส่งออกกล้วยไม้ของไทยลดลงราวร้อยละ 3 ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ “ปีนี้เราคาดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากับยุโรปน่าจะดีขึ้น ส่วนญี่ปุ่นถ้าอากาศหนาวยังลากต่อไปอีกยาวก็จะเป็นโอกาสของไทย เพราะถ้าอากาศหนาวดอกไม้ก็จะไม่ออกดอกเช่นกัน จึงต้องอาศัยใช้ดอกไม้นำเข้าแทน ซึ่งคาดว่าปีนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 6 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 2,300 ล้านหรืออาจจะมากกว่านั้น”  นายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย ระบุ ขณะที่ คุณลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า การจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรได้นั้น เกษตรกรเองต้องมีการปรับตัว เพราะการแข่งขันไม่ใช่เชิงราคาอีกต่อไปแต่ต้องเน้น   ที่คุณภาพของสินค้าเป็นหลัก การจะก้าวไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเมื่อเปิดเออีซีในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า จะต้องเตรียมความพร้อมที่จะปรับตัว เพิ่มผลผลิต และมาตรฐานของตนเอง เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการจัดงานสัมมนาสัญจรในวันนี้ก็เป็นเวทีหนึ่งในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น จึงอยากเชิญให้ไปร่วมงาน Horti Asia 2014 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ระหว่างวันที่  8-10 พฤษภาคมนี้ เพื่อชมความก้าวหน้าของนวัตกรรมการเกษตรแล้วนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-8670-0900 ต่อ 107 หรืออีเมล hortiasia@vnuexhibitionsap.com หรือ www.facebook.com/Horti.ASIA.Page.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘กล้วยไม้ไทย’ ผู้นำไม้ตัดดอก

  • ไมโครซอฟท์ จับมือ ส.อ.ท.เตรียมความพร้อมเอสเอ็มอีไทยสู่เออีซี

    ไมโครซอฟท์ จับมือ ส.อ.ท.เตรียมความพร้อมเอสเอ็มอีไทยสู่เออีซี

    ไมโครซอฟท์มอบออฟฟิศ 365 ให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลางในไทย เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘We Make 70 Million Lives Better’ ไมโครซอฟท์มุ่งมั่นทำตามคำมั่นสัญญาที่จะยกระดับภาคธุรกิจของไทยให้มีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไมโครซอฟท์ได้ให้การช่วยเหลือในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้มีเพียงสภาอุตสาหกรรมไทยเท่านั้นหากแต่สมาชิกของสภาอุตสาหกรรมที่อยู่ทั่วประเทศก็จะได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ด้วย วันนี้เอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือและการสนับสนุนที่พวกเขาต้องการซึ่งจะช่วยให้ความร่วมมือและการสื่อสารระหว่างกันสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกให้กับเอสเอ็มอีไทย และหากภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยมีความแข็งแกร่งก็จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียนอีกด้วย ไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนสภาอุตสาหกรรมส่วนกลาง และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ 74 จังหวัด ด้วยโปรแกรม Microsoft Office 365 Small Business Premium ประกอบด้วยชุดโปรแกรม ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ เต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถบริหารจัดการบริการต่าง ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านไอทีซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ทำงานบนคลาวด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะร่วมกันจัดสัมมนาและฝึกอบรมให้ความรู้กับเอสเอ็มอีในไทย ในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินธุรกิจ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไมโครซอฟท์ จับมือ ส.อ.ท.เตรียมความพร้อมเอสเอ็มอีไทยสู่เออีซี

  • เพื่อนในเฟซบุ๊ก สู่สังคมแห่งมิตรภาพ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    เพื่อนในเฟซบุ๊ก สู่สังคมแห่งมิตรภาพ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    ถ้าเป็นเมื่อก่อนการจะเช็คเรตติ้งว่ามีคนรู้จักเราเยอะขนาดไหน อาจจะวัดเป็นตัวเลขออกมาให้แม่นยำได้ค่อนข้างยาก หรือหากจะนับจำนวนเพื่อนที่เรามี ก็คงต้องมานั่งไล่ว่าจะนับคนไหนเป็นเพื่อนเราได้บ้างนะ คนนี้เพื่อนของเพื่อนเรา คนนั้นเพื่อนของแฟนเรา คนโน้นเพื่อนของคุณแม่เรา เรียกว่าไม่ง่ายเลยนะครับที่จะนับออกมาเป็นตัวเลข เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่เอาไปอ้างอิงทำอะไรต่อได้ง่าย แต่ปัจจุบันเมื่อโลกเราเปลี่ยนแปลงไป มีเทคโนโลยี มีอินเทอร์เน็ต มีโซเชียลมีเดียเข้ามา ก็เกิดหนทางที่ช่วยให้เราสามารถนับจำนวนเพื่อนได้ง่ายขึ้น ซึ่งหนึ่งในหนทางนั้นก็คือนับจากจำนวนเพื่อนในโซเชียลมีเดียนั่นเอง บางคนมีเพื่อนในโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กมากถึงห้าพันคน แต่ถ้าถามจริง ๆ ว่าเคยเจอคนทั้งห้าพันนั้นทุกคนเลยหรือเปล่า ผมเชื่อเลยครับว่าถ้าใครมีเพื่อนมากขนาดห้าพันคน อย่างมากที่สุดก็คือเขารู้จักคุณ แต่คุณอาจไม่รู้จักเขา หรืออาจไม่เคยแม้แต่จะเจอตัวจริงของเขาเลยสักครั้ง ที่สหรัฐอเมริกาเลยมีคนใช้ไอเดียตรงนี้ล่ะครับ มาทำรายการทางอินเทอร์เน็ตชื่อว่า Real Life Facebook ที่จะทำการบุกบ้านเยี่ยมเพื่อนในเฟซบุ๊ก โดยหาที่อยู่ของเพื่อน ๆ จากการเช็คอินที่เจ้าของเฟซบุ๊กเหล่านั้นได้ลงเอาไว้ แล้วก็ลงมือเดินทางไปหาเพื่อนคนนั้นถึงหน้าบ้านแบบไม่ให้ได้ตั้งตัวกันเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์เสียยิ่งกว่าเซอร์ไพรส์อีกครับ เพราะฉะนั้นคุณผู้อ่านใครที่เคยลงที่อยู่บ้านตัวเองเวลาเช็คอินก็ระวังไว้นะครับ วันนึงอาจมีคนมาเซอร์ไพรส์คุณถึงบ้านตามแบบรายการนี้ก็เป็นได้ จุดเริ่มต้นของรายการนี้มาจากนักแสดงชาวอเมริกันนายหนึ่งนามว่า เกร็ก เบนสัน (Greg Benson) ที่เกิดไอเดียสนุก ๆ อยากลองไปทักทายบรรดาเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กที่ไม่เคยเจอหน้าค่าตากันมาก่อน พอคิดได้แล้วก็ต้องลงมือทำจริงใช่ไหมล่ะครับ เขาจึงจัดการเปิดหาที่อยู่ดูแอดเดรสของเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กเลยครับ ว่าใครพักอยู่ที่ไหนบ้าง จากนั้นก็ออกเดินทางไปเยี่ยมเยือนบรรดาเพื่อน ๆ ออนไลน์กันถึงหน้าบ้านโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้ากันเลยสักคำ โดยบ้านเป้าหมายแรกที่นายเกร็กไปคือบ้านของนายไบรอัน รอดด้า (Brian Rodda) หนึ่งในเพื่อนเฟซบุ๊กที่นายเกร็กเองก็ไม่ได้เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อนเลยแม้สักครั้ง พอไปถึงบ้านแล้ว ก็ไม่ได้แค่ทักทายฮัลโหลเซย์ไฮสองสามคำแล้วกลับนะครับ แต่นายเกร็กยังเนียนชวนคุยต่อกับเพื่อนที่เพิ่งจะเคยเจอหน้ากัน ประหนึ่งว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมานานนับปี ชวนกันเดินทัวร์รอบบ้าน ชวนกันเล่นเกมส์ เอารูปของเพื่อนในเฟซบุ๊กมาให้ดูแล้วขอให้ทำท่าแบบในรูปบ้างก็มี แต่แน่นอนครับว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีจะต้อนรับคนแปลกหน้าจากไหนก็ไม่รู้ให้เข้ามาในบ้าน บางบ้านที่นายเกร็กไปหาก็แสดงท่าทีที่ไม่ค่อยยินดีสักเท่าไร บางรายก็ปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าบ้านเลยก็มี สุดท้ายนายเกร็ก เลยต้องมากด “Unfriend” เพื่อนคนนั้นออกจากเฟซบุ๊กไป แต่สำหรับเพื่อนคนไหนที่ยินดีต้อนรับและยอมเป็นเพื่อนกับเขา นายเกร็กก็จะถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วโพสลงเฟซบุ๊ก ประกาศอย่างเป็นทางว่า “Facebook Friend Certified” เพื่อยืนยันว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊กจริง ๆ คลิปวิดิโอรายการนี้ ได้รับความนิยมอย่างมากครับ ไม่ใช่เฉพาะในอเมริกา แต่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยมีคนเข้าชมทางเว็บไซต์ยูทูปมากกว่าสองล้านครั้งและมีคนกดไลค์ (Like) มากกว่าสองหมื่นสี่พันไลค์ ผมเองพอดูรายการนี้เสร็จก็ยอมรับครับว่าแอบอมยิ้มอยู่ในใจเหมือนกัน ว่ามนุษย์เราพร้อมจะสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ แม้แต่คนที่อาจเพิ่งเจอกันครั้งแรก เรียกว่า มีความรู้สึกที่อยากจะยื่นมือเข้าไปสานต่อและส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้ขยายตัวไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้ผมคิดไกลออกไปอีกว่า มนุษย์เราบนโลกไม่ว่าจะไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยปฏิสัมพันธ์กัน ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แต่ถ้าวันหนึ่งเราเห็นเขาล้มลงบนพื้นถนน ผมเชื่อว่ามนุษย์เราลึก ๆ ก็จะมีความรู้สึกแห่งมิตรภาพที่อยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งบางครั้งคนผู้นั้นอาจจะไม่ใช่คนในครอบครัวของเรา ไม่ใช่คนมีฐานะทางการเงินเหมือนกับเรา หรือไม่ได้มีความเชื่อทางการเมืองเหมือนกับเรา แต่สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่ามิตรภาพของความเป็นมนุษย์ของพวกเราก็เป็นหนึ่งเดียว .  ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)  วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เพื่อนในเฟซบุ๊ก สู่สังคมแห่งมิตรภาพ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี