เดือน: มกราคม 2014

  • ชาวบ้านรับกรรมฉลองปีใหม่จับตาสินค้าพาเหรดขึ้นราคา

    ชาวบ้านรับกรรมฉลองปีใหม่จับตาสินค้าพาเหรดขึ้นราคา

    หลังจากประเทศไทยประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่องได้สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเจ้าสัว มนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่ประชาชนระดับรากหญ้า และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ที่ต้องมาบ่นกับการซื้อสินค้าแพงไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะอาหารจานด่วน ก๋วยเตี๋ยว ผัก ผลไม้ ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ของใช้ในชีวิตประจำวัน และค่าบริการ เป็นต้น ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นในปี 56 ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลเกือบทั้งสิ้น เช่น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ นโยบายการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 15,000 บาท การทยอยปรับขึ้นราคาแอลพีจีและการอุดหนุนสินค้าเกษตรอื่น ๆ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ทั้งการขึ้นของค่าไฟฟ้า ราคานํ้ามัน และราคาวัตถุดิบในการผลิตสินค้า ไม่เว้นแม้แต่การฉวยโอกาสในการปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ที่ทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เห็นได้จากคำพูดของแม่บ้านคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงลูก 2 คน อ้างว่า แม้รัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทก็ตาม สุดท้าย ก็ไม่มีเงินเหลือเก็บเหมือนกับเมื่อก่อน ที่ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท กว่า ๆ แต่ก็ยังมีเงินเก็บ เพราะเดิมซื้อกับข้าวถุงละ 20 บาท แค่ 100 บาทคนในครอบครัวกินได้ 3 มื้อ แต่ตอนนี้กับข้าวถุงละ 30-45 บาทแล้ว เงิน 100 บาท ซื้อได้แค่ 1 มื้อ” สถานการณ์ดังกล่าว สวนทางกับข้อมูลของภาครัฐบาลที่มักจะอ้างว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าไม่ได้สูงจริงตามที่ชาวบ้านอ้างจนเกิดวาทกรรม ’ราคาของแพงชาวบ้านคิดไปเอง” เพราะสินค้าตามห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ราคาก็ไม่สูง แถมผู้ประกอบการยังจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ไม่เว้นแต่ละวัน สุดท้ายจึงเกิดการทะเลาะกันระหว่างชาวบ้านกับข้าราชการ ข้าวแกงพุ่งสวนสินค้าโรงงาน “ธนิต โสรัตน์” เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) อธิบายเรื่องนี้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกทั้ง 2 ฝ่าย เพราะภาวะค่าครองชีพของไทยขณะนี้ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ เรื่องอาหาร เช่น ข้าวแกง หรืออื่น ๆ และ สินค้าอุปโภคบริโภค โดยอาหารนั้น เฉพาะตลาดร้านริมถนน ยันไปถึงร้านใหญ่ ถือว่ามีราคาแพงมาก ซึ่งร้านริมถนนอย่างข้าวแกงราคาปรับจาก 25-30 บาทต่อจาน เป็น 40-50 บาท ตรงนี้ได้กระทบต่อผู้บริโภคอย่างมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวบ้านระดับรากหญ้าที่เดือดร้อนเต็ม ๆ เนื่องจากเงินที่ได้มาส่วนใหญ่จะใช้จ่ายกับการซื้ออาหารขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภค หรือของใช้นั้นพบว่าในช่วงปี 56 มีการแข่งขันเรื่องราคาอย่างรุนแรง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยสินค้าแบบฟุ่มเฟือย ทำให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไม่กล้าปรับขึ้นราคาสินค้าทั้ง ๆ ที่ต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะหากรายใดปรับราคาสูงตามต้นทุนที่พุ่งขึ้นโดยเฉพาะต้นทุนค่าแรง ก็จะทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าที่ถูกกว่าแทนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สินค้าหลาย ๆ ประเภทไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้มากนักนอกเหนือจากเศรษฐกิจซบเซา คือเรื่องของการส่งออกไม่ดี ทำให้ผู้ประกอบการนำสินค้าที่จะส่งออก หันมาขายในประเทศแทน ก็ยิ่งทำให้สินค้าล้นตลาด!!     “ธนิต” ยังอธิบายอีกว่าสาเหตุที่การบริโภคที่หดตัวลง จนมีส่วนทำให้ราคาสินค้าทั่วไปไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ ยกเว้นเรื่องของอาหาร มาจากหลายปัจจัย คือ กำลังการผลิตที่ลดลง ราคาสินค้าเกษตรที่ติดลบ ทำให้กำลังซื้อของเกษตรกรน้อยลง ซึ่งตรงนี้จะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตามชนบทโดยตรง ส่วนผู้บริโภคที่อยู่ในเมืองใหญ่ จะประสบกับปัญหาที่แตกต่างกันไป โดยคนในเมืองใหญ่ จะมีรายจ่ายที่มากขึ้น เช่น จากการซื้อรถยนต์คันแรก ส่งผลให้ต้องใช้จ่ายเรื่องค่านํ้ามัน และค่าบำรุงรักษาตามมา ทำให้เงินที่จะต้องใช้จ่ายเหลือน้อยลง ซึ่งผู้บริโภคก็ปรับตัวด้วยการพยายามใช้เงินให้น้อยลงเช่นกัน สุดท้ายเมื่อประชาชนลดการใช้จ่ายลง ทำให้บรรดาผู้ประกอบการอย่างห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกและร้านค้าต่าง ๆ ต้องงัดโปรโมชั่นลดแหลก เห็นได้จากในไตรมาสที่ 4 ของปี 56 ที่ผ่านมา บรรดาห้างค้าปลีกต่างไล่บี้ให้โรงงานผลิตสินค้าในระดับเอสเอ็มอี ให้ลดราคา สินค้าลง 15-20% เพื่อที่ห้างฯ นำมาลดราคาในช่วงเทศกาลปีใหม่ สินค้ารอโอกาสขึ้นแน่ เมื่อดูภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าในปี 56 เหมือนกับว่าสินค้าต่าง ๆ นั้นอัดอั้นมานานและกำลังรอโอกาสที่จะปรับขึ้นราคาตามต้นทุนการผลิตตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า และระดับปลายนํ้า ดังนั้น ปี 56 ที่ชาวบ้านเดือดร้อนจากราคาสินค้าพุ่งกระฉูดนั้น นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า ปีที่แล้วสินค้าขึ้นแบบหลอก ๆ หรือเผาหลอก แต่ของจริงน่าจะเป็นปี 57 มากกว่า ขอเพียงแต่รอคำว่าเศรษฐกิจดีและการส่งออกดีรับรองว่าครึ่งปี 57 ราคาหลายตัวจะพุ่งกระฉูดแน่นอน ทั้งนี้พบว่าที่ผ่านมาในปี 56 มีผู้ประกอบการหลายราย ทำหนังสือมายังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอปรับขึ้นราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ก็ถูกเบรกไว้หลายประเภท ด้วยการขอความร่วมมือให้ตรึงราคาสินค้าออกไปจนสิ้นปี 56 จากนั้นก็มาพิจารณาสินค้าเป็นรายชนิด ว่าปรับราคาได้หรือไม่ โดยเฉพาะในรายของ ผู้ผลิตซีอิ๊ว นํ้าปลา นํ้าตาลทราย ถุงขนาด 1 กก. นมสดพร้อมดื่ม หรือแม้แต่นํ้ามันพืช เป็นต้น ที่ทำเรื่องขอขึ้นราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในหมวดอาหารหมดแล้ว ก็ถูกเบรกทั้งที่สาเหตุที่ขอขึ้นราคามาจากผลกระทบค่าแรงขั้นต่ำ และวัตถุดิบในการผลิตสินค้าสูงขึ้น ขณะที่ภาคอาหารก็ยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานด่วน ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกงข้างถนน และขนมอื่น ๆ เป็นต้น โดยปี 56 ได้ปรับเพิ่มเฉลี่ยไปแล้ว 5 บาท และเชื่อว่าปี 57 นี้ น่าจะทยอยปรับขึ้นเรื่อยอีก เนื่องจากหลายฝ่ายประเมินว่าเศรษฐกิจไทยและโลกน่าจะฟื้นตัว ได้ในช่วงกลางปีหรือหลังจากเทศกาลสงกรานต์ หากรัฐบาลยังเดินหน้าตรึงราคาสินค้าเชื่อว่าจะมีสินค้าหลาย ๆ ประเภทต้องปรับลดขนาดสินค้ามากขึ้น หรือไม่ก็นำสินค้าใหม่ ๆ ที่ปรับปรุงรสชาติใหม่ แล้วปรับขึ้นราคาโดยอ้างว่าได้เพิ่มวัตถุดิบที่มีคุณภาพเข้าไปในผลิตภัณฑ์ และมีต้นทุนจากการวิจัยสินค้าเป็นต้น สินค้าทยอยปรับราคาเฉลี่ย 5% ทั้งนี้ “วชิร คูณทวีเทพ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ประเมินว่า ปี 57 ผู้ประกอบการจำนวนมาก มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 5% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตสินค้าจากค่าแรง, วัตถุดิบ, ค่าบริหารจัดการ, ก๊าซหุงต้ม และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นที่จะปรับเพิ่มจาก 18.13 บาทต่อ กก. เป็น 24.82 บาทต่อ กก. ในช่วงเดือน ต.ค. 57 หลังจากที่ในช่วงปี 55-56 ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้มากนัก เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวต่อเนื่อง และยังมีหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด สำหรับการปรับขึ้นราคาสินค้าจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ปรับขึ้นในช่วงต้นปี หลังจากที่ผู้ประกอบการอัดอั้นมานานเพราะตลาดไม่ดี รวมถึงภาครัฐขอความร่วมมือในการตรึงราคาจนถึงสิ้นปี 56 และในช่วงครึ่งหลังของปี 57 ซึ่งอาจจะปรับมากกว่าในช่วงต้นปี เนื่องจากผลพวงจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลกมีความชัดเจนขึ้นและอานิสงส์การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยค่าเฉลี่ยสินค้าที่คาดว่าจะปรับขึ้นคือกลุ่มอาหาร และจะปรับขึ้นครั้งละจะอยู่ที่ 5,10,15 บาท แต่หากไม่ปรับราคา ร้านค้าอาจจะใช้วิธีการลดปริมาณอาหารให้น้อยลง ซึ่งต่างจากสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไปที่ปรับขึ้นครั้งละ 1-2 บาท ด้าน “บุญชัย โชควัฒนา” รองประธานกรรมการหอการค้า ไทย และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด และไม่ควรใช้มาตรการคุมสินค้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงมาก อย่างไรก็ตามยอมรับว่าแนวทางในการปรับตัวคือ ผู้ประกอบการหันไปผลิตสินค้าใหม่ ๆ ในราคาใหม่ ๆ แทน เนื่องจากผู้ผลิตมีต้นทุนการวิจัยและอื่น ๆ อีกมาก ส่วนสินค้าในเครือสหพัฒน์นั้น ในครึ่งแรกปี 57 ยังไม่ปรับขึ้นราคาแน่นอน ส่วนครึ่งหลังของปีนั้น ยอมรับว่าต้องศึกษาภาวะตลาดอีกรอบ แต่ในส่วนของการลดราคานั้น เครือสหพัฒน์ได้จัดกิจกรรมเป็นช่วง ๆ อยู่แล้วไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือเศรษฐกิจไม่ดีก็ตาม ห่วงหมู-ไข่ไก่เขย่าเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ตรวจสอบจากหน่วยงานของภาครัฐในการดูแลสินค้าในปี 57 นั้น ส่วนใหญ่จะกังวลเรื่องของอาหารมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ไข่ไก่ เนื้อวัว เนื้อหมู และอาหารจานด่วนตามศูนย์อาหารตามสถานที่ต่าง ๆ เพราะสินค้าเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนระดับรากหญ้าของประเทศ และที่สำคัญควบคุมยากมาก เพราะเกี่ยวข้องกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ๆ ทุกซอกทุกมุมกว่า 500,000 ราย โดยเฉพาะเรื่องของเนื้อหมู ไข่ไก่ และนํ้ามันพืช ที่จะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยหากราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และที่สำคัญสินค้าทั้ง 3 ชนิดก็มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะทั้งหมดนอกจากจะกระทบต่ออาหารตามบ้านเรือนแล้วยังกระทบต่อราคาอาหารจานด่วนด้วย ทั้งนี้โครงการต้นทุนอาหารจานด่วน (ปรุงสำเร็จรูป 1 จาน) โดยคำนวณจากต้นนํ้า (วัตถุดิบ), กลางนํ้า (ค่าแรง ค่าเช่า ค่าแก๊ส ค่านํ้า ค่าไฟ) และปลายนํ้า (กำไรของร้าน) ที่ภาครัฐและผู้บริโภคพอรับได้ คือ ราคาข้าวแกงไก่จะอยู่ที่ 30 บาทต่อจาน แบ่งเป็นต้นนํ้า 13.47 บาท กลางนํ้า 8.94 บาท และ ปลายนํ้า 7.59 บาท ผัดซีอิ๊วหมู ราคา 30 บาท แบ่งเป็นต้นนํ้า 13.91 บาท กลางนํ้า 8.94 บาท ปลายนํ้า 7.15 บาท, ข้าวผัดหมู 30 บาท แบ่งเป็น ต้นนํ้า 15 บาท กลางนํ้า 8.94 บาท ปลายนํ้า 6.06 บาท, ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น 30 บาท แบ่งเป็น ต้นนํ้า 13.37 บาท กลางนํ้า 8.94 บาท ปลายนํ้า 7.69 บาท, ข้าวกะเพราหมูไข่ดาว 35 บาท แบ่งเป็นต้นนํ้า 19.49 บาท กลางนํ้า 8.94 บาท ปลายนํ้า 6.57 บาท เป็นต้น โดยในราคาดังกล่าวทั้งชาวบ้านและภาครัฐก็รับได้ แต่ปัจจุบันมีการขายเกินราคามาก ซึ่งหลาย ๆ เจ้าได้เพิ่มราคาขึ้นอีก 5 บาท และอาจต้องเพิ่มอีกในปี 57 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นเชื่อว่าในปี 57 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีหน้าที่ในการรับผิดชอบเรื่องนี้หลัก ๆ คงต้องส่งเจ้าหน้าที่ในการลุยตรวจสอบอย่างเข้มงวดแน่ โดยเฉพาะครึ่งหลังของปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกน่าจะฟื้น และค่าครองชีพก็ต้องพุ่งตาม ส่งผลให้บรรดาพ่อค้าแม่จำเป็นต้องปรับราคากลุ่มอาหารอีก 1- 2 ลอตใหญ่ ๆ แน่ ส่งเจ้าหน้าที่คุมเข้มสินค้า “สมชาติ สร้อยทอง” อธิบดีกรมการค้าภายใน มองว่า จากการตรวจสอบผู้ผลิตส่วนใหญ่ในขณะนี้ ยังยืนราคาเดิมอยู่ ส่วนที่ขอปรับยังไม่มาก โดยเฉพาะเรื่องของนํ้ามันพืชที่ได้รับผลกระทบจากราคาปาล์มปรับขึ้นราคาจาก 3.80 บาทต่อ กก. เป็น 6 บาทต่อ กก. หากยังอยู่ในระดับนี้ จะกระทบต่อผู้ผลิตนํ้ามันพืชแน่นอน แต่หากจะให้ราคาตกต่ำลง ก็จะกระทบต่อชาวสวนปาล์ม ดังนั้นก็อยู่ที่การบริหารจัดการเกี่ยวกับปริมาณของปาล์ม เช่น ขอความร่วมมือให้ชะลอการทำนํ้ามันดีเซลบี 7 ออกไปก่อน เป็นต้น ส่วนสินค้าอื่นที่อาจมีราคาสูงบ้าง ก็คงต้องยอมรับว่าบางอย่างเกิดจากการปรับขึ้นค่าแรงงาน ซึ่งมีการขยับต่อเนื่อง วัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น จากภาวะตึงตัวบ้าง อัตราแลกเปลี่ยน และราคาพลังงาน ราคานํ้ามัน ค่าแก๊สที่สูงขึ้น ค่าไฟฟ้า ซึ่งตรงนี้คงต้องติดตามสถาน การณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่สินค้าที่เคลื่อนไหวด้านราคาได้ง่าย ๆ คือ สินค้าเกษตร อาจดูแลได้ยากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม เพราะขึ้นกับภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อม กระทบต่อผลผลิตช่วงนั้น ๆ มากหรือน้อยกว่าความต้องการบริโภค นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ค่าบริการที่ค่อย ๆ ขยับราคาในอัตราที่สูงขึ้นต่อเนื่อง สังเกตได้จากดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ที่ขยับราคาสูงเดือนต่อเดือน จากค่าบริการต่าง ๆ และค่าอาหารปรุงสำเร็จ (จานด่วน) ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปหารือ และประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลเรื่องค่าบริการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าเช่าห้อง เพื่อหาทางออกว่าจะดูแลกันอย่างไร ขณะที่อาหารจานด่วนที่มีราคาแพงนั้นยอมรับว่า เป็นประเด็นที่คงต้องทบทวน แม้ประชาชนจะร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ถึงราคาอาหารริมถนนแพงขึ้น และมักไม่ปิดป้ายแสดงราคาที่ชัดเจน สมชาติ ยังระบุว่า แนวทางในการดูแลเรื่องของอาหารจานด่วน เช่น การสั่งการให้เข้าไปเข้มงวดเรื่องการปิดป้ายแสดงราคา แต่ราคากำหนดขายเมนูจานละ 25-30 บาท คงต้องหารือกันว่าอาจต้องขยับขึ้นตามสถานการณ์ความเป็นจริง เพราะการปรับค่าแรงงาน การปรับค่าพื้นที่ ซึ่งมีผลมากต่อต้นทุนอาหารโดยตรง หนีไม่พ้นธงฟ้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม นอกจากการส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และการช่วยหามาตรการในการลดต้นทุนของพ่อค้ารายกลางและรายย่อยแล้ว กรมการค้าภายใน ยังเดินหน้ากิจกรรมลดค่าครองชีพ ด้วยการจัดธงฟ้า เพื่อนำสินค้าอุปโภคและบริโภคราคาถูกกว่าท้องตลาด 20-40% มาจำหน่ายให้ประชาชน ซึ่งปี 57 นี้ ได้เตรียมงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท สำหรับการจัดงานธงฟ้าทั่วประเทศ โดยจะมีทั้งงานใหญ่ระดับภูมิภาค และงานธงฟ้าถึงท้องถิ่นทุกอำเภอ กว่า 1,000 ครั้ง คาดว่าจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าประชาชนได้จำนวนมาก เห็นได้จากในปีงบบประมาณ 56 ที่ได้จัดโครงการไปถึง 2,000 ครั้ง ช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชนได้ 6 ล้านคน ขณะเดียวกันก็มีร้านอาหารธงฟ้าเกือบ 6,000 ราย ในการเข้าไปจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด แต่ปีนี้คงต้องจับตาให้ดีว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นในช่วงไหนและสินค้าจะปรับราคาอย่างไรบ้าง หลังจากสินค้าหลาย ๆ รายการต่างอัดอั้นกับภาวะต้นทุนที่พุ่งไม่หยุด และนโยบายขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้ามานาน ที่สำคัญ ในช่วงที่เกิดสุญญากาศทางการเมืองในขณะนี้ อาจจะมีหลายรายชิงปรับราคาสินค้ากันไปแล้ว กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอีกที ชาวบ้านก็ได้รับสิทธิกระเป๋า แฟบกันไปแล้ว. มนัส แวววันจิตร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวบ้านรับกรรมฉลองปีใหม่จับตาสินค้าพาเหรดขึ้นราคา

  • “3จี-4 จี” กับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทย

    “3จี-4 จี” กับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทย

    หลายคนที่ได้ทดลองใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่าน 3จี คงจะ   ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี 3จี ถือว่าช่วยให้การติดต่อสื่อสารมีความ สมบูรณ์มากขึ้น หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถโทรฯออก-รับสายได้อย่างเดียว โดยเรียกยุคนั้นว่ายุค 1 จี และใครที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนั้น ถือว่าเฟื่องฟูและดูโก้หรูในสายตาคนอื่น ต่อมายุค 2จี การใช้งานไม่ใช่เพียงแค่ โทรฯออก-รับสาย แต่ผู้พัฒนาได้มีการพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สามารถถ่ายรูป ส่งข้อความได้ รวมถึงส่งอีเมลได้ในขนาดไฟล์ที่ไม่ใหญ่มาก เพราะยังติดขัดอยู่ในเรื่องของสัญญาณ ด้วยเทรนด์การใช้งานเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว คนไทยหรือแม้แต่คนทั่วโลกต้องการเชื่อมต่อระบบสื่อสารได้ตลอดเวลา 3จี ถือป็น พระเอกในยุคปัจจุบันของไทย ด้วยความสามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาหากอยู่ในพื้นที่ของโครงข่าย การรับ-ส่ง ข้อมูลที่รวดเร็วแม้ไฟล์ขนาดใหญ่ จึงทำให้การใช้งาน 3จี ไม่ใช่เพียงแค่โทรศัพท์ที่ใช้โทรออก-รับสาย ส่งรูปภาพ ข้อความแต่สามารถพูดคุยแบบเห็นหน้าด้วย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก่อนยุค 3จี ก่อนที่จะมี 3จี เราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก ผู้ใช้สามารถท่องเว็บไซต์, ดูคลิปบนยูทูบ, เล่นเฟซบุ๊ก, แชต ผ่านโปรแกรมสนทนาโดยต้องเชื่อมต่อผ่านสาย LAN (Local Area Network) และเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) โดยภายในอุปกรณ์คอมพ์นั้นต้องมีอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ เช่น LAN Card, Wireless Card มาทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นที่นิยมและเป็นเทรนด์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทำให้กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีการเติบโตอย่างมหาศาล มีการพัฒนาให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา จึงพัฒนามือถือให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ในตัว ความเป็นมาของ 3จี และ 4จี คำว่า 3จี ในเรื่องของโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือมาตรฐานการพัฒนาซึ่งแบ่งเป็นยุค ๆ เริ่มตั้งแต่ยุค 1จี โทรศัพท์จะเป็นแบบเซลลูลาร์ที่ออกแบบให้มีลักษณะใหญ่ ผ่านสัญญาณอนาล็อก หรือสัญญาณคลื่นวิทยุซึ่งเกิดในปี ค.ศ. 1981 ยุคต่อมาคือ 2จี เริ่มในปี ค.ศ. 1992 โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิทัล ถือเป็นการนำสัญญาณเสียงมาบีบอัดให้เล็กลงจนเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2001 ญี่ปุ่นเริ่มมีการใช้โทรศัพท์ 3จี เป็นที่แรก โดยจุดเด่นของ 3จี คือรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ในจุดเด่นก็ยังมีจุดด้อยเสมอ ในประเทศไทยช่วงก่อนเปิด  ประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้     ปรับปรุงเทคโนโนยี 3จี โดยการเปลี่ยนจาก 2จี เป็น 2.5จี จนมาเป็น  2.9จี เช่น สามารถถ่ายภาพอัพโหลดขึ้นเฟซบุ๊กได้ทันที แต่การอัพโหลดภาพต่าง ๆ ยังต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็น 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์การอัพโหลดไฟล์ภาพจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทันที ต่อมาช่วงปลายปี 55 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัด           ให้มีการประมูลใบอนุญาต 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยเอกชนผู้ให้บริการในประเทศไทยทั้ง 3 รายใหญ่ ประกอบด้วย กลุ่ม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), กลุ่ม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ไลเซนส์และพร้อมเปิดให้บริการในช่วงปลายไตรมาส 1/56 เฉพาะพื้นที่สำคัญในกรุงเทพฯ และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในจังหวัดใหญ่ ๆ ก่อนทยอยขยายพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทุก 77 จังหวัด ประโยชน์ของเทคโนโลยี 4จี 4จี หรือ โทรศัพท์ยุคที่ 4 ที่เรียกกันว่า Long Term Evolution : LTE เป็นชื่อเรียกที่รู้จักกันว่า เป็นเทคโนโลยีอนาคต ที่ต่อยอดจาก 3จี สามารถตอบสนองการใช้งานบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูง โดยทำความเร็วตั้งแต่ 100 Mbps–1024 Mbps (1Gbps)ถือว่าเร็วกว่า 3จี ถึง 7 เท่า ด้วยความเร็วของ 4จี ที่เร็วแรงกว่า 3จี นี้ การให้บริการ 4จี ผ่านตัวจับสัญญาณ (Wifi Adaptor) จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง อินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพียงมีแอร์การ์ด 4จี และ Wifi Adaptor เมื่อเชื่อมต่อก็แชร์สัญญาณ 4จี เพื่อให้ใช้พร้อมกันกับอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ ไวไฟ ได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ 4จี ยังสามารถส่งไฟล์วิดีโอความละเอียดสูง และการถ่ายทอดสด แบบเรียลไทม์ ของการประชุมทางไกล ให้สามารถโต้ตอบแบบทันที ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้นำเทคโนโลยี   4จี มาให้บริการ เพื่อสนับสนุนการเรียนผ่านทางอีเลิร์นนิ่ง, การรักษา    โรคทางไกล (Telemedicine) และรวมไปถึงการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเหมาะสำหรับการทำธุรกิจด้านมัลติมีเดียและวิดีโอออนไลน์ในอนาคต 4จี จะเป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบใหม่นี้จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง กทค.ชี้ 3จี 4จี หนุนทุกภาคส่วน ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประจำรองประธาน กสทช. และประธานคณะกรรมการกิจการโทรทัศน์ (กทค.) เล่าว่า 3จี เป็นเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ทำให้มีการส่งข้อมูลไปควบคู่กับการให้บริการเสียง จะทำให้มีพัฒนาการในด้านการบริการด้านบริการสื่อสารมากขึ้น เช่น บริการด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้านอีคอมเมิร์ซ การเสิร์ชอินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลต่าง ๆ แต่ด้วยพัฒนาการของ 3จี จะยังมีข้อจำกัดในการรองรับบริการที่เกี่ยวกับทางด้านวิดีโออยู่ ทั้งนี้้ ด้วยความสามารถในการจัดการความถี่ที่จำกัดอยู่เพียง 5 เมกะเฮิรตซ์ต่อช่อง ทำให้ความเร็วของ Mbit/s ยังจำกัดอยู่ ข้อจำกัด ทางด้าน 3จี ในเรื่องให้บริการวิดีโอ ที่มีข้อจำกัดตามความถี่ แต่ใน 4จี   มีความสามารถในการจัดการความถี่ได้สูงถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ ต่อช่อง      จะทำให้ความเร็ว Mbit/s เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้บริการวิดีโอเพิ่มมากขึ้น บริการใหม่บน 4จี ที่มีความ แตกต่างจาก 3จี ก็จะมีมากขึ้นด้วย นอกเหนือเกี่ยวกับเรื่องวิดีโอ ในเรื่องของบริการเสียง ด้วยความเร็วที่สูงมากขึ้น บริการเสียงบน 4จี สามารถให้บริการที่เรียกว่า HD Voice โดยเสียงจะมีความคมชัดมากกว่าบริการเสียงบนโครงข่าย 3จี 2จี ในอดีตเป็นอย่างมาก และปัจจุบันนี้ในบางประเทศเริ่มเปิดให้บริการแล้ว ด้วยความสำเร็จของการเติบโตของภาคธุรกิจที่มาจากเทคโนโลยี 3จี เชื่อว่า เมื่อประเทศไทยมีบริการ 4จี อย่างเต็มรูปแบบ การซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตในภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซ คงจะเติบโตอีกมหาศาล. …………………………………………. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ปี 56 มีแนวโน้มโตประมาณ 25% ถึง 30 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.32 ถึง 1.35 แสนล้านบาท โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือการเปิดให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคนิยมการทำกิจกรรมออนไลน์และความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น            – ราคูเท็น ตลาดดอทคอม โดยนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง ราคูเท็น ตลาดดอทคอม เชื่อว่าเครือข่าย 3จี ที่ครอบคลุมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยโตขึ้น อย่างก้าวกระโดด โดยโมบาย แพลตฟอร์ม จะเป็นช่องทางที่ผู้คนหันมาค้นหา และซื้อสินค้ามากขึ้น ได้ทุกที่ทุกเวลา – จากการสำรวจของ “ราคูเท็น” พบว่า คนไทย 47.5% เริ่มซื้อสินค้าออนไลน์ครั้งแรกช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และจากข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทยในเว็บตลาดดอทคอม พบว่า สินค้าประเภทเสื้อผ้า แฟชั่น ยังนิยมซื้อทางออนไลน์มากสุด รองลงมา คือ อาหารเสริมและนาฬิกา กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “3จี-4 จี” กับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทย

  • ปีใหม่ เทคโนโลยีอะไรจะใหม่ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    ปีใหม่ เทคโนโลยีอะไรจะใหม่ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    วันนี้วันดี ปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใสพาใจสุขสันต์…  ครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตกล่าวสวัสดีปีใหม่คุณผู้อ่านคอลัมน์ของผมทุกท่านนะครับ ขอให้มีความสุขมาก ๆ ในปี พ.ศ. 2557 คิดหวังสิ่งใดก็ขอให้ได้สมตามความปรารถนาครับ ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ผมอยากจะชวนคุณผู้อ่านมาร่วมทำนายทายทักว่าเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในปีนี้อะไรจะมาแรงและจะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด แต่แน่นอนครับ ในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ ผมจะขอยกสถิติตัวเลขมาใช้ในการพยากรณ์ครั้งนี้ เพื่อให้การทำนายเป็นไปในเชิงวิทยาศาสตร์ เดี๋ยวจะหาว่าผมนั่งเทียนเขียนหรือใช้ไสยศาสตร์ในการพยากรณ์ครับ สถิติตัวแรกที่ผมจะพูดถึงเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็คือ ตัวเลขผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ที่ได้มีการรายงานผ่านนิตยสารต่างประเทศ Fast Company ว่า ณ ปัจจุบันจำนวนตัวเลขผู้ใช้งานเฟซบุ๊กทั่วโลกมีเกินกว่าพันล้านคนไปแล้ว โดยในจำนวนนี้มีถึง 189 ล้านคนที่ใช้เฟซบุ๊กบนมือถือเพียงอย่างเดียว และถ้ามองลึกลงไปถึงรายได้จากการโฆษณาที่ทางเฟซบุ๊กได้รับ จะเห็นว่ากว่า 30% มาจากทางมือถือ ซึ่งนี่ถือเป็นตัวเลขที่สูงทีเดียวครับ และผมก็เชื่อว่าตัวเลขนี้ยังจะมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต สถิติตัวที่สองที่ผมจะพูดถึงก็คือ ผลสำรวจของมอร์แกน สแตนลีย์ ในปี พ.ศ. 2553 ที่บอกว่าปกติวงจรของเทคโนโลยีหนึ่ง ๆ จะคงอยู่ประมาณ 10 ปี ก่อนจะถึงจุดอิ่มตัวและเปลี่ยนถ่ายไปเป็นเทคโนโลยีใหม่ตัวอื่น โดยในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้ ได้มีการเปลี่ยนถ่ายวงจรเทคโนโลยีไปแล้วถึง 5 วงจร จาก Mainframe ไปยัง Mini Computing ต่อมายังยุค Personal Computer ไล่มาถึง Desktop Internet Computing จนมาถึงยุค Mobile Internet  Computing ในปัจจุบันที่เป็นวงจรที่ 5 โดยวงจรสุดท้ายนี้เพิ่งจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2551 นี้เอง ซึ่งจากสถิติตัวที่สองที่ผมพูดถึงนี้ จะเห็นว่าสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตยังอยู่ในช่วงกลาง ๆ ของวงจรสิบปี ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนถ่าย ดังนั้นในปีใหม่นี้ผมก็เชื่อว่าเทคโนโลยีที่มาแรงก็ยังคงจะเกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอยู่ เป็นลักษณะของ Smartphone-oriented คืออะไร ๆ ก็จะสามารถทำจากมือถือได้ เช่น กล้องดิจิทัลรุ่นใหม่ ๆ ที่มีไวไฟ (Wi-Fi) ในตัวถ่ายรูปปุ๊บสามารถอัพขึ้นโซเชียลได้ทันที แถมบางรุ่นยังมีแอพควบคุมสั่งงานกล้องระยะไกลจากมือถือได้ด้วย ซึ่งแนวทางของ “อะไร ๆ ก็มือถือ” นี้ยังรวมไปถึงการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขข้อด้อยของเหล่าอุปกรณ์มือถือพกพาเหล่านี้ด้วยนะครับ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ Foldable Displays ที่ซัมซุงกำลังเปิดตัวอยู่ ซึ่งเป็นหน้าจอสัมผัสที่สามารถม้วนพับเปลี่ยนรูปร่างได้ ทำให้เราพกแท็บเล็ตจอใหญ่ได้ง่ายขึ้นไม่เกะกะพื้นที่กระเป๋า เพราะมันสามารถถูกม้วนเก็บให้เล็กได้เวลาไม่ใช้งาน ซึ่งงานวิจัยลักษณะนี้กำลังถูกค้นคว้าวิจัยอยู่อย่างกว้างขวางทั้งในห้องทดลองของมหาวิทยาลัยและของบริษัทผู้ผลิตชั้นนำของโลกด้วยครับ สรุปจากสถิติทั้งสองตัวนี้แล้ว ผมเชื่อว่าปีม้าฟ้าใหม่นี้ก็ยังคงจะเป็นปีของมือถือ แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาต่อไปครับ ระบบอะไรก็ตามที่สนับสนุนอุปกรณ์พกพาเหล่านี้ ให้ทำงานได้สะดวกขึ้นหรือทำงานได้อย่างเฉลียวฉลาดมากขึ้น จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เช่น HTML5 ที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ เทคโนโลยีคลาวด์อย่างไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) และเทคโนโลยีการสร้างอุปกรณ์ฉลาด (Smart Machine) สำหรับคุณผู้อ่านที่ยังคงคุ้นชินหรือติดกับภาพของระบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอยู่ ปีใหม่นี้ผมอยากชวนให้มาลองขยายกรอบความคิดกันครับ เอาให้ก้าวข้ามกรอบของคอมพิวเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะไปให้ได้ สำหรับนักการตลาดควรหันมาให้ความสนใจกับการโฆษณาทางมือถือมากขึ้น ส่วนนักพัฒนาระบบหรือเว็บไซต์ก็ควรคำนึงถึงการนำเสนอข้อมูลที่สวยงามพอดีกับหน้าจอขนาดเล็กของมือถือ รวมถึงการออกแบบให้เนื้อหาสามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยความเร็วของ 3จี หรือ 4จี ที่คนใช้มือถือในประเทศนั้น ๆ นิยมใช้กันด้วยครับ แต่สุดท้ายหัวข้อไหน เทคโนโลยีไหน นวัตกรรมไหนในโลกของเราจะมาแรงที่สุดในปีนี้ คงต้องติดตามกันไปพร้อมกันครับ ที่น่าจับตามองมากยิ่งกว่า ก็คือประเทศไทยหรือคนไทยเราจะมีส่วนช่วยผลักดันนวัตกรรมโลกได้มากน้อยขนาดไหน เพราะอย่าลืมนะครับว่าในโลกยุคศตวรรษที่ 21 นี้ เราคนไทยก็สามารถโดดเข้าร่วมวงเป็นผู้เข้าแข่งขันบนเวทีโลกได้เช่นกัน. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปีใหม่ เทคโนโลยีอะไรจะใหม่ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี