เดือน: มกราคม 2014

  • ‘ทรู ดิจิตอล พลัส’ อัดงบ 10 ล้านดึง 2 เกมดังจัดแข่ง ‘อีสปอร์ต’

    ‘ทรู ดิจิตอล พลัส’ อัดงบ 10 ล้านดึง 2 เกมดังจัดแข่ง ‘อีสปอร์ต’

    “ทรู ดิจิตอล พลัส” เทงบ 10 ล้าน จัดแข่งอีสปอร์ต 14,000 แมตช์ เงินรางวัล 4 ล้านบาท หวังเพิ่มนักกีฬาอีสปอร์ตหน้าใหม่ ชี้ความไม่สงบทางการเมืองส่งผลกระทบธุรกิจเล็กน้อย แต่เชื่อคนยังเล่นเกมอยู่ ตลาดรวมปีนี้โตมากกว่า 10% นายมานะ ประภากมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิตอล พลัส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเกมสเปเชียล ฟอร์ซ และเกม เดอะ คิง ออฟ ไฟเตอร์ ออนไลน์ มาจัดแข่งขัน อี สปอร์ต ในรายการ จีจี อีสปอร์ต แชมป์เปี้ยน ลีก 2014 ในรูปแบบออนไลน์ และทัวร์นาเมนต์ตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการสนับสนุนนักกีฬาอีสปอร์ตของไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ และให้วงการอีสปอร์ตเป็นที่ยอมรับในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นโดยการแข่งขันแบบออนไลน์ นักกีฬาที่เข้าร่วมแข่งขันสามารถล็อกอินเข้าแข่งได้จากที่บ้านหรือร้านอินเทอร์เน็ตได้เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่หรืออยู่ต่างจังหวัดสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ง่ายยิ่งขึ้น “การจัดอีสปอร์ตในปีนี้บริษัทได้ใช้งบกว่า 10 ล้านบาท จัดการแข่งขันตลอดทั้งปีจำนวนถึง 14,000 แมตช์ มีเงินรางวัลรวมกว่า 4 ล้านบาท และคาดว่าจะมีเกมเมอร์เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 6 แสนราย โดยการแข่งขันเกมสเปเชียล ฟอร์ซ จะมีการแข่งขัน 4 ทัวร์นาเมนต์หลัก และเพิ่มการแข่งขันพิเศษเฉพาะออนไลน์เป็นประจำทุกเดือน ส่วน เดอะ คิง ออฟ ไฟเตอร์ ออนไลน์ จะมี 7 ทัวร์นาเมนท์หลักและเปิดให้แข่งขันผ่านช่องทางออนไลน์ และเริ่มเปิดรับสมัครผู้ร่วมแข่งขันแล้ว”  นายมานะ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีฐานผู้เล่นเกมรวมมากกว่า 10 ล้านไอดี โดยในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดเกมออนไลน์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องโดยจะเลือกเกมที่มีเนื้อหามีคุณภาพและเหมาะกับผู้เล่นคนไทยโดยเตรียมงบประมาณทำตลาดไว้ไม่น้อยกว่า 63 ล้านบาท สำหรับในส่วนของสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่แน่นอนนั้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ้างแต่เป็นเฉพาะในพื้นที่กทม. ส่วนต่างจังหวัดก็ยังมีผู้เล่นเกมเป็นปกติ โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลาการจัดงานแข่งขันตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดเกมออนไลน์ในปีนี้ก็คาดว่าจะยังมีอัตราการเติบโตมากกว่า 10% โดยบริษัทตั้งเป้าหมายมีอัตราการเติบโตมากกว่าตลาดรวม.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทรู ดิจิตอล พลัส’ อัดงบ 10 ล้านดึง 2 เกมดังจัดแข่ง ‘อีสปอร์ต’

  • เอเซอร์รุกสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตทดแทนตลาดพีซี

    เอเซอร์รุกสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตทดแทนตลาดพีซี

    ปรับตัวรับตลาดพีซี-โน้ตบุ๊กซบเซา เอเซอร์หันรุกสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ตั้งเป้าขายสมาร์ทโฟนปีนี้ 1 ล้านเครื่อง พร้อมเป็นผู้นำแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการวินโดว์ส เชื่อกำลังซื้อคนไทยกลับมาในครึ่งปีหลัง นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ตลาดไอทีปีนี้จะมีการเติบโตที่ลดลง แต่พฤติกรรมผู้บริโภคยังอยู่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของแต่ละแบรนด์ที่จะสร้างสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปี 2556 ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซีมีประมาณ 3.7 ล้านเครื่อง ส่วนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก มีประมาณ 5 ล้านเครื่อง ลดลงจากปี 2555 ประมาณ 20% คาดว่าในปีนี้ตลาดดังกล่าวอาจลดลงไปอีก แต่ไม่เกิน 5% เนื่องจากลดลงจนน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว โอกาสในปีนี้จะน่าจะเห็นการเติบโต ซึ่งหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่ยืดเยื้อมากไปกว่านี้ ตลาดไอทีไทยน่าจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในครึ่งปีหลัง สำหรับเอเซอร์ในปีนี้จะมีการทำตลาดแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนกลุ่มสินค้าดังกล่าวจากเดิมที่มีอยู่ไม่ถึง 5% เป็น 15% โดยส่วนของสมาร์ทโฟนตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1 ล้านเครื่อง จากตลาดรวมปีนี้ที่คาดว่าจะมี 12-15 ล้านเครื่อง ส่วนตลาดแท็บเล็ต ซึ่งมีการเติบโตสูง เอเซอร์ถือเป็นผู้นำตลาดแท็บเล็ต พีซี หรือแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส โดยมีส่วนแบ่งในตลาดดังกล่าวประมาณ 45% ล่าสุดเอเซอร์ได้ร่วมกับเอเไอเอสเปิดตัวสมาร์ทโฟน เอเซอร์ ลิควิด Z3s และเอเซอร์ ลิควิด แท็บเล็ตรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมแพ็กเกจ เอไอเอส 3จี ซุปเปอร์ คอมโบ้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว เอเซอร์ ไอโคเนีย W4 แท็บเล็ตจอสัมผัส 8 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 8.1 อีกด้วย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอเซอร์รุกสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตทดแทนตลาดพีซี

  • 2 นักวิจัยหญิงไทยถึงขั้วโลกใต้

    2 นักวิจัยหญิงไทยถึงขั้วโลกใต้

    หลังจากออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อคืนวันปีใหม่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ขณะนี้ สองนักวิทยาศาสตร์หญิงไทย คือ รองศาสตราจารย์ ดร. สุชนา ชวนิชย์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรฤทัย ภิญญาคง จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เดินทางถึงขั้วโลกใต้อย่างปลอดภัยและพร้อมที่จะเริ่มดำเนินการวิจัยภายใต้ “โครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ซึ่งเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทยภายใต้โครงการดังกล่าวโดยสถานีวิจัยของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สองนักวิจัยหญิงไทยไปเยือนก็คือสถานีวิจัยเกรทวอลล์ (Great Wall Station) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะคิงส์จอร์จ (King George Island) ทางตอนเหนือของคาบสมุทรแอนตาร์กติก (Antarctic Peninsula)รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา กล่าวว่า หลังจากเดินทางโดยเครื่องบินมาถึง เมืองพุนต้า อารินัส (Punta Arenas) ซึ่งอยู่ใต้สุดของสาธารณรัฐชิลี และพบกับคณะนักวิจัยจีนเรียบร้อยแล้ว ก็ใช้เวลา 2–3 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย และรอสภาพอากาศก่อนนั่งเครื่องบินเช่าเหมาลำร่วมกับนักวิจัยอื่นๆ ต่อมายังเกาะคิงส์จอร์จ เพื่อเข้าสู่ทวีปแอนตาร์กติก และเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ตน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรฤทัย ได้เดินทางถึงสถานีวิจัยเกรทวอลล์ อย่างปลอดภัย แม้ที่ผ่านมาจะมีข่าวเรือสำรวจขั้วโลกของจีน (MV. Xuelong หรือ มังกรหิมะ) ติดธารน้ำแข็งระหว่างการช่วยเหลือเรือสำรวจขั้วโลกของรัสเซีย (MV. Akademik Shokalskiy) ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับการทำงานวิจัยของตนบ้างเนื่องจากความล่าช้าของเรือมังกรหิมะในการเดินทางมายังสถานีวิจัยเกรทวอลล์“เราทั้งสองคนได้เดินทางถึงสถานีวิจัยอย่างปลอดภัยและจะพยายามส่งข้อมูลข่าวสารกลับมาอย่างประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนที่สนใจข้อมูลและติดตามการทำงานวิจัยที่ขั้วโลกใต้ แม้จะมีข้อจำกัดทางการส่งข้อมูลต่างๆทางอินเทอร์เน็ตบ้าง ด้านงานวิจัยของเรานั้น ได้เตรียมศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในทะเล และผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อความหลากหลายและกิจกรรมของจุลินทรีย์ โดยคาดว่าจะใช้เวลาสำรวจและเก็บตัวอย่างเหล่านั้นบริเวณสถานีวิจัยเกรทวอลล์และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ซึ่งรวมถึง การดำน้ำลึก (Scuba Diving) ซึ่งจะเป็นปฏิบัติการดำน้ำครั้งแรกที่สถานีวิจัยเกรทวอลล์ด้วย อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานบางส่วนอาจมีการล่าช้าออกไปบ้าง เนื่องจากเรือมังกรหิมะซึ่งบรรทุกเครื่องมือและอุปกรณ์วิจัยหลักๆ ไม่สามารถมาถึงสถานีเกรทวอลล์ได้ตามเวลาที่กำหนด จากการเข้าช่วยเหลือเรือสำรวจขั้วโลกของรัสเซีย” รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา กล่าวทั้งนี้ การสำรวจทวีปแอนตาร์กติกของสาธารณประชาชนจีน โดยคณะสำรวจทวีปแอนตารก์ติกแห่งชาติ นับเป็นการเดินทางครั้งที่ 30 (CHINARE-30) ประกอบด้วยคณะสำรวจทั้งหมด 256 คน ในจำนวนนี้มีนักวิจัยต่างชาติซึ่งเป็นคนไทย เท่านั้น จำนวน 2 คนสำหรับการไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติกครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับนักวิจัยไทย โดยรองศาสตราจารย์ ดร. วรณพ วิยกาญจน์ เป็นนักวิจัยไทยคนแรกที่ไปทำวิจัย ณ สถานีวิจัยโชว์วะ (Syowa Station) ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2547 ถึง เดือนมีนาคม 2548หลังจากนั้นอีก 5 ปีต่อมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุชนา ชวนิชย์ ได้เดินทางเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 – 2553 ณ สถานีวิจัยโชว์วะเช่นกันและครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของการเดินทางไปทวีปแอนตาร์กติกของนักวิจัยไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะบริหารงานอาร์กติกและแอนตาร์กติกแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัทในกลุ่มเครื่องดื่มกระทิงแดง และบริษัทลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัดแล้วธงชาติไทยก็ได้ปักบนดินแดนแห่งน้ำแข็งขั้วโลกใต้อีกครั้ง นี่คือโอกาสและศักยภาพของนักวิจัยไทย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 2 นักวิจัยหญิงไทยถึงขั้วโลกใต้