เดือน: มกราคม 2014

  • กรมทางหลวงขอโยกงบซ่อมถนน

    กรมทางหลวงขอโยกงบซ่อมถนน

    นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง เตรียมหารือกับ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เพื่อขอโยกงบประมาณปี 57 บางส่วนที่ดำเนินการล่าช้า เพื่อมาใช้บำรุงรักษาถนน และบูรณะเส้นทางสายหลักแทน หลังจากพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ถูกวางให้นำไปใช้ซ่อมแซมบำรุงถนนสายหลัก ยังไม่สามารถใช้ได้ เพราะอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ"หากพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทตกไป ถนนสายหลักที่ถูกบรรจุในพ.ร.บ.2 ล้านล้านบาท จะไม่มีงบก่อสร้าง และบำรุงทาง ดังนั้น จึงขอโยกงบที่ดำเนินการล่าช้า และงบบำรุงจาก 104 แขวง18 เขตทั่วประเทศ 5,000ล้านบาท มาใช้ซ่อมบำรุงทางสายหลัก โดยจัดงบประจำ ในการซ่อมบำรุงทางประจำเขต 18 เขตๆ ละกว่า 277 ล้านบาท ส่วนงบประมาณลงทุนในส่วนอื่นๆ จะพิจารณาใหม่ ในปีงบประมาณ 58 ว่าต้องทำอย่างไร"ทั้งนี้ ปี 57 กรมทางหลวง ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 52,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุน 32,000 ล้านบาท มีทั้งโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่อง และโครงการที่ต้องแล้วเสร็จภายในปี 57 ซึ่งจนถึงเดือน ธ.ค. 56 เบิกจ่ายแล้ว 6% หรือ 2,800-2,900 ล้านบาทและยังได้จัดทำร่างทีโออาร์ประกวดราคาไปอีกมาก และต้องลงนามในสัญญาให้ได้ภายในเดือนก.พ.นี้ อย่างน้อย 80% ของงานทั้งหมดนายชัชวาลย์ กล่าวว่า ในประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ว่างบประมาณปี 58 จะเพิ่มสูงขึ้นนั้น คาดว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งกรมทางหลวง ยืนยันว่า โครงการก่อสร้างถนน 4 เลน ระยะที่ 2 และบูรณะสายทางหลัก จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้ เพราะหากไม่ได้ดำเนินการต้นทุนค่าขนส่ง จะสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมทางหลวงขอโยกงบซ่อมถนน

  • พาณิชย์เร่งระบายข้าว

    พาณิชย์เร่งระบายข้าว

    รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปลายเดือนม.ค. หรือต้นก.พ.57 กรมการค้าต่างประเทศ จะเปิดประมูลขายข้าวเป็นการทั่วไป เพื่อระบายข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาล โดยยังไม่ได้กำหนดชนิด และปริมาณ แต่ตั้งเป้าหมายระบายทั้งปีที่ 5 แสนถึง 1 ล้านตัน ซึ่งยอมรับว่า หลังจากนี้ ต้องใช้วิธีระบายด้วยการประมูลทั่วไปมากขึ้น เนื่องจากขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รอบใหม่ไม่สามารถทำได้ เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่าการทำจีทูจีไม่โปร่งใส จึงต้องชะลอออกไปก่อน นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมเสนอให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ อนุมัติการขายข้าว ให้กับภาคเอกชนกว่า 10 ราย ที่ได้เสนอซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล โดยได้แนบคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศประกอบ ซึ่งมีปริมาณเสนอซื้อ 7 แสนตัน มูลค่า 7-8 หมื่นล้านบาท ส่วนการชี้แจง ป.ป.ช. กำลังรอคำสั่งจาก ป.ป.ช. และไม่ได้หนักใจ เพราะกระบวนการขายข้าวจีทูจีเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบราชการทุกอย่าง แต่อาจมีความเข้าใจผิดในประเด็นสถานะของรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าเป็นรัฐวิสาหกิจจีนจริง และมีอำนาจในการค้าขายกับไทย ด้านน.ส.กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เอกชนเห็นด้วยกับการเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล เพื่อระบายข้าวออกจากโกดัง แต่เต้องโปร่งใส ไม่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง และต้องยอมรับว่า ขณะนี้ราคาข้าวในตลาดโลกไม่ได้สูง การขายให้ได้ราคาสูง จึงเป็นไปได้ยาก ภาครัฐต้องเข้าใจ ไม่เช่นนั้นข้าวไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ปปช. กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศสามารถดำเนินการขายข้าวแบบจีทูจีได้ ไม่ใช่ขายไม่ได้ แต่การขาย ต้องเป็นวิธีการที่ถูกต้อง เช่น ต้องมีการเปิดแอลซีที่ชัดเจน ไม่ใช่วิธีการที่เข้าข่ายข้อกล่าวหาที่ ป.ป.ช. ได้แจ้งไว้สำหรับกรณีการขายข้าวให้จีนก่อนหน้านี้  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งระบายข้าว

  • โรงแรม-ภัตตาคารเลิกจ้างพนักงานพาสไทม์

    โรงแรม-ภัตตาคารเลิกจ้างพนักงานพาสไทม์

    นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงแรมเครือเซ็นทาราในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้หยุดการจ้างพนักงานนอกเวลา(พาร์ทไทม์)แล้วทั้งหมดจากปกติหากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น)จะจ้างเพิ่มขึ้น 10%  เนื่องจากอัตราการเข้าพักลดลง จากเหตุการณ์ทางการเมืองจึงต้องประหยัดค่าใช้จ่ายภายใน รวมถึงพนักงานประจำบางส่วน ต้องย้ายไปประจำที่โรงแรมในหัวเมืองหลัก ๆ ต่างจังหวัดชั่วคราว เพราะอัตราการเข้าพักยังเติบโตได้ดี 80-90% เช่น หัวหิน พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น “ปัจจุบันเหตุการณ์ทางการเมือง ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนแล้วว่าทำให้อัตราการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวใหม่ ไม่เข้ามาพักในกรุงเทพฯเช่นเดียวกับการจัดงานอีเวนท์ การประชุมต่าง ๆ ก็ไม่เข้ามาด้วย ส่งผลให้พนักทั้งหมด 9,300 คน เป็นแบบพาร์ทไทม์ ที่นิยมมาทำงานช่วงหลังเลิกเรียน 20% ต้องให้หยุดงานไปก่อน ขณะที่พนักงานประจำนั้น ให้ย้ายที่ทำงาน โดยมีบ้านพักให้ซึ่งแผนนี้เคยใช้ตั้งแต่การเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 53 เช่นกัน” ด้านนายสง่าเรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า ถนนข้าวสาร มีพนักงานจากส่วนต่าง ๆ 10,000 คน แต่เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมืองจนมาถึงการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการงดการจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ทันทีรวมถึงพนักงานประจำ ให้ย้ายไปทำงานในสาขาอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบ และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องทำงานในพื้นที่ข้าวสารจริง ๆ ก็ยื่นข้อเสนอให้พักร้อนไปก่อนเพราะนายจ้างจะจ่ายเงินเดือนน้อยลงกว่าการมาทำงาน ทั้งนี้หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ไม่จบภายในสิ้นเดือนก.พ.ก็จะให้พนักงานสมัครใจลาพักร้อนยาวได้ โดยนายจ้างจะไม่ให้ค่าจ้าง “ขณะนี้ยอดขายโดยรวม เช่น ร้านอาหารสถานบันเทิง สปา นวด เป็นต้น ลดลงไปแล้วเฉลี่ย 40% ส่วนอัตราการเข้าพักเฉลี่ยก็ลดลงไปถึง 40% หากเทียบกับช่วงเดียวกัน คือ พ.ย.-ม.ค. 56 จะเฉลี่ย 90% ผู้ประกอบการจึงต้องปรับการบริหารจัดการใหม่เกือบทั้งหมดอะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด เช่น ดึงปลั๊กไฟที่เสียบไว้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เพื่อลดค่าไฟฟ้าส่วนสถานบันเทิงจากที่เคยจ้างวงดนตรีมาแสดงถึง 2 วันในช่วงหัวค่ำกับช่วงดึกก็ลดเหลือเพียงวงเดียวในช่วงดึกเท่านั้น ทั้งนี้ ตามปกตินักท่องเที่ยวที่มาถนนข้าวสารจะมีสัดส่วนเป็นคนไทย 70% ต่างชาติ 30%โดยต่างชาติจะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน ญี่ปุ่นและกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป โดยเฉพาะรัสเซียที่จะชอบมาเดินเที่ยวและพักที่ข้าวสารอย่างน้อย 1 คืน  ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนหายไป เพราะจีนประกาศใช้กฎหมายควบคุมนักท่องเที่ยวด้วย นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทยกล่าวว่า หลังจากใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจร้านอาหาร ภัตราคาร หายไป 300 ล้านบาท โดยธรรมชาติของธุรกิจร้านอาหารภัตราคาร จะมีเงินที่เป็นกระแสเงินสด หรือ สภาพคล่องอยู่ได้ 3 เดือน หากสถานการณ์ไม่ยุติลงในเวลาอันเร็วนี้พนักงานกลุ่มแรกที่จะถูกปลด คือ พนักงานเสิร์ฟ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โรงแรม-ภัตตาคารเลิกจ้างพนักงานพาสไทม์