นายเจษฎา ศรศึก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาปัจจัยสนับสนุนการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 4 – 7มี.ค. นี้ สำนักพัฒนาฯ ร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 หรือบีโอไอ ขอนแก่น นำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 30 ราย ร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายการค้า การลงทุน และชักจูงการลงทุนในภาคใต้ เส้นทางกรุงเทพฯ –กระบี่ –ภูเก็ต เพื่อกระตุ้นการลงทุนประเทศ รูปแบบการลงทุนข้ามพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรม ตามยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำหรับกิจกรรมที่ดำเนินการ คือ เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในจ.กระบี่ และภูเก็ต เช่น ผู้ผลิตน้ำยางข้น ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ ผู้ผลิตสระน้ำและอุปกรณ์ ผู้ผลิตคอลลาเจนจากเป๋าฮื้อ รวมถึงการจัดเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการค้าการลงทุน ระหว่างผู้ประกอบการภาคกลาง และภาคอีสานกับผู้ประกอบการภาคใต้ การเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและศักยภาพการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ จากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจ.กระบี่ สภาอุตสาหกรรม จ.กระบี่ หอการค้าจ.กระบี่“บีโอไอตั้งเป้าจัดกิจกรรมในรูปแบบส่งเสริมศักยภาพเอสเอ็มอี เพื่อสร้างเครือข่ายการค้า การลงทุน และแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจระหว่างกันในภูมิภาค ให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง และกระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาศักยภาพในการแข่ง ขัน และรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และผู้ประกอบการไทยยังมีตลาดในการกระจายสินค้าเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 089 776 0161”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอหนุนผู้ประกอบการค้าขายข้ามภาค
เดือน: มกราคม 2014
-

บีโอไอหนุนผู้ประกอบการค้าขายข้ามภาค
-

สอท.รับการเมืองกดดันจีดีพีเหลือ 2-2.5%
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี ) ปีนี้ คาดว่า จะขยายตัว 2 -2.5% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5-5.5% เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังยืดเยื้อ และไม่มีความชัดเจนโดยเฉพาะการเลือกตั้ง เบื้องต้นคาดว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งได้กลางปีนี้ ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณ การออกมาตรการ และโนบายในการดำเนินงานกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ต้องล่าช้าออกไป ขณะที่ภาคการส่งออกยังฟื้นตัวไม่มากนัก"เรากังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีปัจจัยการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสูญญากาศของรัฐบาล ที่ไม่รู้จะมีทิศทางอย่างไร หากเดือน ก.พ.นี้ เลือกตั้งไม่ได้ต้องรออีกอย่างน้อยครึ่งปี เราถึงจะมีรัฐบาลใหม่ คงต้องไปลุ้นกันในครึ่งปีหลัง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกเพิ่งฟื้น จึงมองว่าการส่งออกไตรมาสแรก คงไม่ดีไปกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องเร่งหาทางออก เพราะขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม มีอัตราการใช้กำลังการผลิต 64% จึงกังวลเกี่ยวกับการจ้างงานใหม่ ที่เด็กจบใหม่ประมาณแสนคน จะเข้ามาในระบบปีนี้ มีโอกาสตกงานเพิ่มขึ้น เพราะปกติภาคเกษตร จะเป็นตัวดูดซับ แต่เวลานี้ทุกภาคส่วนก็แย่หมด"ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท.กล่าวว่า ได้จัดทำแบบสอบถามสมาชิกต่างจังหวัด ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 350 ราย พบว่า ผู้ประกอบการ 70% มองว่า ผลประกอบการปีนี้ จะลดลงกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ 20% มองว่า กระทบเล็กน้อย และอีก 10% มองว่า จะใกล้เคียงกับปี 56 โดยไม่มีรายใดมองว่าผลประกอบการจะดีขึ้น ส่วนยอดขาย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 40% มองว่า จะลดลงอย่างมาก อีก 50% มองว่า ยอดขายลดลงเล็กน้อย และ 10% มียอดขายเท่าเดิมสำหรับข้อเสนอแนะที่เอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ คือ เร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองให้เร็วสุด เพราะหากยืดเยื้อ หรือรุนแรง กลุ่มเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบมากสุด ,ต้องการให้ช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง ให้เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างแท้จริง , รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเกินไป , ให้แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ,ยกระดับมาตรฐานการผลิต และลดต้นทุน รวมถึงตรึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยไม่นำมาเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองและกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นกลไกของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งภาครัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สอท.รับการเมืองกดดันจีดีพีเหลือ 2-2.5% -

หุ้นไทยวันที่ 27 มกราคม 2557 ปิดร่วง 26.04 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 ม.ค. ซึ่งเปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์ ยังเต็มไปด้วยความผันผวนหลังดัชนีดิ่งลงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็รูดลงอย่างหนักตลอดทั้งวัน ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่แดงเถือก เนื่องจากนักลงทุนแห่เทขายเพื่อลดความเสี่ยงและโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าเพราะมีความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจ และค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องรวมถึงคาดการณ์ว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ อาจมีการปรับลดขนาดวงเงินของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ลงอีกนอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ร้อนระอุ กดดันให้ระหว่างวันหุ้นไทยร่วงลงหนักสุดที่27.28 จุด หรือ 1,287.35 จุด ก่อนฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจนมาปิดตลาดที่ 1,288.59 จุด ร่วงลง 26.04 จุด หรือ 1.98% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 27,606.04 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด5 อันดับแรก1. ทอท. ปิดที่ 175.00 บาท ลดลง 0.50 บาท2. ธ.กสิกรไทยปิดที่ 171.50 บาท ลดลง 4.00 บาท3. เอไอเอส ปิดที่ 210.00 บาท ลดลง 5.00 บาท4. พีทีทีจีซีปิดที่ 72.00 บาท ลดลง 2.00 บาท5. ปตท.สผ. ปิดที่ 161.00 บาท ลดลง 4.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 27 มกราคม 2557 ปิดร่วง 26.04 จุด